เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 หอร้อยฝึกฝนกลไก

บทที่ 22 หอร้อยฝึกฝนกลไก

บทที่ 22 หอร้อยฝึกฝนกลไก


เมื่อได้ยินข่าวลือ ความกระหยิ่มยิ้มย่องที่ทะลวงผ่านขั้นเซียนเทียนและความคิดอยากอวดโอ่พลันมลายสิ้น จางโซ่วส่ายหน้าเดินกลับไปยังกุฏิ

สองเดือนก่อนกราบไหว้บรรพชนแล้วไร้การตอบรับ อีกไม่กี่วันจะเข้าต้นเดือน คราวนี้เมื่อบรรลุขั้นเซียนเทียนย่อมต้องจัดพิธีเซ่นไหว้ครั้งใหญ่ ขอให้บรรพชนประทานพร

รอเพียงบรรลุเซียนเทียนสมบูรณ์ ก้าวสู่ขั้นปรมาจารย์สำนักแห่งวิถียุทธ์ค่อยแสวงหาวิถีเซียน หากไม่เป็นผู้บำเพ็ญเพียร สุดท้ายย่อมเป็นเพียงหมากเบี้ย

ยังมีเรื่องสึกอีก หากบรรพชนไม่ตอบรับ เกรงว่าจะไม่พอใจกระมัง!

เมื่อคิดได้เช่นนี้ จางโซ่วก็ร้อนใจ ฝีเท้าขากลับจึงเร่งเร็วขึ้นหลายส่วน

.....

"สึก?"

กวงฮุ่ยมองสำรวจศิษย์ผู้นี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นสีหน้าสดใสไร้แววฟุ้งซ่านวอกแวก

วัดวัชระแห่งนี้ไม่มีแม่ชี หรือว่าวันนั้นไปเจอสีกาที่ศาลาอิงเซียงเข้า เลยอยากจะรำแพนหางเกี้ยวสาว?

"ใช่ขอรับ ศิษย์มีชื่อทางโลกแซ่จาง ที่บ้านไร้ทายาทสืบทอด เหลือเพียงศิษย์คนเดียว ในเมื่อเข้าสู่ขั้นเซียนเทียนแล้ว ย่อมสามารถฝ่าด่านมนุษย์ทองคำสิบแปดอรหันต์ สึกออกไปมีบุตร..."

กวงฮุ่ยเป็นคนหัวไว ก่อนหน้านี้เคยเห็นจางโซ่วกราบไหว้บรรพชน จึงพอเดาความคิดเขาได้

"ออกจากวัดไปก็ไม่มีที่ให้เรียนยุทธ์ อีกอย่างหากเข้าสำนักตั๊กม้อแล้ว เจ้าจะไม่มีโอกาสได้สึกอีก"

จางโซ่วที่กำลังคิดหาคำพูดมาเกลี้ยกล่อมอาจารย์ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เหมือนถูกสายฟ้าฟาด เงยหน้ามองด้วยความตื่นตะลึง

กวงฮุ่ยปรายตามอง กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า "ดูสภาพเจ้าสิ ไม่ได้เรื่อง!"

"เณรที่เข้าวัดวัชระมีสักกี่คนที่เป็นลูกหลานผู้ศรัทธาและเลื่อมใสในพุทธศาสนาจริง? ไม่ใช่ว่าเหมือนกับเจ้าที่เจอปีภัยพิบัติใช้ชีวิตยากลำบาก หรือบวชเพื่อขอข้าวกินหรอกหรือ"

"อยู่หน้าตะเกียงน้ำมันสวดมนต์ภาวนา กินเจถือศีล แต่ก็ไม่ใช่ขันที ต่างก็มีความคิดอยากขยายวงศ์ตระกูล กลัวว่าตายไปจะไม่มีหน้าไปพบบรรพบุรุษด้วยกันทั้งนั้น"

"หากแค่เพื่อขยายวงศ์ตระกูล ไม่ให้ขาดคนสืบทอด ไยต้องสึกด้วยเล่า"

"ในเมื่อเจ้าฝึกกายาทองคำมังกรพยัคฆ์ เป็นศิษย์สำนักตั๊กม้อ ย่อมมีโอกาสลงเขามากมาย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องไกลตัว เดือนสองหลังปีใหม่ก็ต้องไปต้านคลื่นสัตว์อสูร พ้นวันปีใหม่ก็ต้องลงเขา ถึงเวลานั้นเจ้าอยากแต่งงานมีลูกก็ไม่มีใครห้าม เพียงแต่ถึงเวลาต้องกลับขึ้นเขาอย่าคิดหนีเป็นพอ หากหนีล่ะก็... หึหึ"

"ขอรับ..."

กวงฮุ่ยพูดแทรกขึ้นมาได้ จางโซ่วจึงทำได้เพียงรับฟังและตอบรับไม่หยุด

อีกทั้งที่กวงฮุ่ยพูดมาก็มีเหตุผล อีกฝ่ายเคยเป็นจอมยุทธ์พเนจรมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าการอาศัยร่มเงาไม้ใหญ่อย่างวัดวัชระนั้นสุขสบายเพียงใด

และผู้ที่เข้าสำนักตั๊กม้อได้ต่างก็เป็นเมล็ดพันธุ์ระดับเซียนเทียน นับเป็นศิษย์ที่แท้จริงของวัดวัชระ ไม่อาจนำไปเทียบกับเณรรับใช้ที่เปลี่ยนหน้าใหม่ทุกไม่กี่ปี หรือพระนักบู๊ที่ติดอยู่หน้าด่านกระดูกเหล่านั้นได้

จางโซ่วไม่ได้ถามเรื่องกฎระเบียบวินัยสงฆ์ แต่ที่หมิงติ่งยังทำเช่นนี้ได้ เพราะอีกฝ่ายเป็นบุตรของกวงเสวียน ประกอบกับสิ่งที่เห็นตลอดหลายเดือนมานี้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ขอเพียงบรรลุเป้าหมายขยายวงศ์ตระกูลได้ก็พอ...

จางโซ่วไตร่ตรองดูแล้ว ยังคงตัดสินใจว่าจะรอถามบรรพชนช่วงพิธีไหว้ต้นเดือนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

"ถ้ามาเพื่อเรื่องแค่นี้... เข้าใจแล้วก็ออกไปเถอะ พรุ่งนี้ไม่มีเวลาให้เจ้าพักผ่อน"

กวงฮุ่ยเห็นจางโซ่วเข้าใจความนัย ก็เผยสีหน้าว่าเด็กคนนี้สั่งสอนได้

"ขอรับ เช่นนั้นศิษย์ขอลา"

จางโซ่วประสานมือค้อมศีรษะ แสดงความเคารพในฐานะศิษย์แล้วจึงถอยออกมา

วรยุทธ์นั้นฝึกฝนให้เชี่ยวชาญได้ยาก ฝ่ามือผ่าศิลาขัดเกลามาหลายเดือนก็ยากจะจับเคล็ดวิชาขั้นสมบูรณ์ได้ กายาทองคำมังกรพยัคฆ์ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นผลในวันสองวัน การทะลวงผ่านเซียนเทียนยังต้องรอให้มั่นคง วันที่จะได้กินยาเม็ดคืนพลังขนานใหญ่ยังต้องรอไปก่อน

ดังนั้นตอนนี้เขาจึงตั้งใจจะไปยังโรงงานตระกูลหลิน เพื่อขัดเกลาวิชาหุ่นเชิดกลไกต่อไป

การตีเหล็กทดสอบการสอดประสานของร่างกายที่สุด เหมาะแก่การปรับตัวให้เข้ากับกายเนื้อระดับเซียนเทียน ทั้งยังผสานลมปราณช่วยในการตีเหล็กได้

......

กำลังขาของเซียนเทียนช่วงกลางนั้นไม่ใช่สิ่งที่ระดับโฮ่วเทียนจะเทียบได้ ภายใต้การเสริมพลังจากลมปราณ กระโดดคราเดียวไปไกลสามจ้าง ไม่นานก็ถึงที่หมาย

ตระกูลหลินสร้างโรงงานใหม่ขึ้นที่ข้างโรงงานวัดวัชระ ให้ลูกหลานตระกูลหลินประจำการ ขณะเดียวกันก็ยินดีต้อนรับผู้คนจากทุกสารทิศให้มาแลกเปลี่ยนวิชาช่าง

บนกำแพงลานที่ปูด้วยอิฐเขียวประดับภาพเหล็กแกะสลัก ใต้ชายคาแขวนกระดิ่งลมสัมฤทธิ์เจ็ดช่องอันวิจิตร ตรงกลางแขวนป้ายขอบทอง

【หอร้อยฝึกฝนกลไก】

ภายหลังตระกูลหลินเข้าครอบครองทะเลสาบเมฆา นอกจากวัดวัชระและสำนักเล็กๆ ในสังกัด ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระและช่างตีเหล็กธรรมดาจำนวนมากต่างได้รับเชิญ ให้มาประลองฝีมือแลกเปลี่ยนความรู้ได้ตลอดเวลา

ดังนั้นต่อให้ตอนนี้จะเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง แต่ภายในหอกลับร้อนระอุเทียมฟ้า ชายฉกรรจ์เปลือยท่อนบนหลายร้อยคนกำลังตีเหล็กอยู่ด้านใน เร่งผลิตหน้าไม้ทำลายขุนพล

ยังมีคู่ศิษย์อาจารย์และช่างตีเหล็กอิสระที่แต่งกายแตกต่างกันอีกจำนวนมากมาศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้

เวลานี้มีคู่ศิษย์อาจารย์ช่างตีเหล็กกำลังประลองฝีมือ ช่างตีเหล็กทั่วไปยืนดูงานอยู่ด้านข้าง หวังจะได้เรียนรู้วิชาลับประจำตระกูลของผู้อื่นบ้าง

ลิ้นไฟในเตาหลอมเลียไล้พื้นกระเบื้องเหล็กนิล สาดแสงสีแดงฉานไปทั่วห้อง

ช่างชรารูปร่างผอมเกร็ง แต่กล้ามเนื้อสองแขนกลับเหมือนเถาวัลย์แก่ที่พันรัดแน่น กำลังตีมีดด้วยวิธีที่รวดเร็วฉับไว โหนกคิ้วเขานูนสูง เบ้าตาลึก เป็นลักษณะหน้าตาของคนแถบเฉียนโจว

ค้อนเหล็กเหวี่ยงจนเกิดภาพติดตา ประกายไฟที่ระเบิดออกสาดกระเซ็นดั่งเม็ดฝนใส่ลำคอที่มีเส้นเลือดปูดโปน ช่างเหล่านี้ต่างมีวรยุทธขอบเขตโฮ่วเทียนติดตัว ถูกลวกเป็นจุดแดงไม่กี่จุดย่อมไม่เป็นไร

เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง——

เมื่อเสียงทึบเจ็ดครั้งซ้อนทับเป็นเสียงเดียว ช่างที่ดูของเป็นก็อุทานออกมาเสียงเบา

"นี่มันพลังคลื่นซ้อนของตระกูลติง!"

"ได้ยินว่าเพิ่มความบริสุทธิ์และความแกร่งให้แก่เหล็กนิลได้ถึงสามส่วน!"

"ฝีมือระดับนี้เมื่อชุบไฟแล้ว แม้แต่เหล็กกล้าก็หั่นได้ดั่งเต้าหู้!"

"ทักษะเทพเช่นนี้น่าจะเข้าตาตระกูลหลินกระมัง?"

ปากช่างก็เอ่ยชม แต่สายตากลับลอกแลก มองไปยังศิษย์ตระกูลหลินอีกฝั่งที่กำลังประลองกับช่างเฒ่า

สำหรับเรื่องที่ว่าช่างเฒ่าแซ่ติงจะชนะหรือไม่นั้น พวกเขาไม่คาดหวังนัก

สามเดือนมานี้พ่ายไปสามสิบเจ็ดราย รายไหนบ้างไม่มีเคล็ดวิชาเฉพาะประจำตระกูล?

ยามเมื่อเผชิญหน้ากับตระกูลหลิน ไม่มีข้อยกเว้น ต่างจบลงด้วยความพ่ายแพ้

วิธีการของตระกูลเซียน กายเนื้อของปุถุชนจะต้านทานไหวได้อย่างไร?

เห็นเพียงศิษย์ตระกูลหลินสะบัดแขนเสื้อ คว้าก้อนเหล็กโยนลงใน "กล่องอัคคีเก้าทวาร"

เมื่อกลไกในกล่องดังคลิก ไฟสีน้ำเงินเก้าสายพลันพวยพุ่งออกมา ไม่ทันถึงครึ่งก้านธูปก็เผาเหล็กก้อนนั้นจนแดงฉาน

เขาตบฝ่ามือลงบนกล่อง เหล็กเส้นนั้นเริ่มบิดตัวขึ้นรูปเป็นใบมีดบาง ยามชุบไฟไอเย็นแผ่ซ่าน เพียงชั่วจิบชาก็ได้ดาบขนห่านป่าที่ส่องประกายหนาวเหน็บ ลวดลายหงส์ที่ปรากฏบนนั้นละเอียดจนเห็นเส้นขนชัดเจน

บรรดาช่างทั้งหลาย เห็นช่างเฒ่าแซ่ติงปลายนิ้วสั่นเทายามเก็บค้อน ทว่าศิษย์ชุดเขียวข้างเตาหลอมกลับหาวพลางจดบันทึกระดับ "สามขั้นต่ำ" ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจของคนดูราวกับน้ำเย็นสาดรดถ่าน

"ก่อไฟตีเหล็กก็คู่ควรเรียกว่าวิชาลับรึ?"

เสียงหัวเราะเยาะของศิษย์ตระกูลหลินยิ่งเหมือนมีดกรีด แทงใจจนช่างเฒ่าแซ่ติงกำหมัดแน่นจนแดง ข้อนิ้วซีดขาว กัดกรามจนปูดโปน

เหล่าช่างต่างหดคอบ่นพึมพำ แม้ไม่ยอมรับแต่ก็จนปัญญา

"แบบนี้อีกแล้ว... ขี้โกงชะมัด!"

"เขาใช้พลังวิเศษคุมไฟนี่นา เจ้ามีปัญญาก็ใช้วิชาอาคมบ้างสิ?"

"ไม่มีวาสนาวิถีเซียน ฝึกแทบตายก็เสียเปล่า... ตาเฒ่าติงหน้ามืดตามัวแท้ๆ ดันไปท้าทายศิษย์ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลหลิน ด้วยฝีมือเขาหากเอาชนะศิษย์ระดับโฮ่วเทียนก็น่าจะไม่ยาก!"

ท่ามกลางเสียงอึกทึก จางโซ่วเดินเลี่ยงเหล่าช่างที่มุงดู

พวกเขาต่างเผชิญทางตัน พยายามจะลักจำกระบวนท่าจากหอร้อยฝึกฝนกลไกแห่งนี้ เพื่อกลับบ้านเกิดไปทำมาหากิน

จางโซ่วกลับต่างออกไป ทักษะฝีมือเขายังขัดเกลาไม่ถึงอาการตีบตัน และมีบรรพชนอยู่เหนือหัวย่อมไม่จำเป็นต้องไปเหลียวแลกระบวนท่าของตระกูลอื่น

สาเหตุที่ไม่ไปโรงงานของวัดวัชระ เพราะขนาดและความแรงของเตาหลอมที่นั่นด้อยกว่าหอร้อยฝึกฝนกลไกของตระกูลหลินมากนัก

แม้เห็นความพ่ายแพ้ของช่างเฒ่า เขาก็ไม่มีปฏิกิริยาใด

เพราะฉากเช่นนี้จางโซ่วเห็นมามากเกินไปแล้ว

จบบทที่ บทที่ 22 หอร้อยฝึกฝนกลไก

คัดลอกลิงก์แล้ว