- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 1 ที่นี่เม็กซิโก
บทที่ 1 ที่นี่เม็กซิโก
บทที่ 1 ที่นี่เม็กซิโก
คำโบราณว่าไว้ คนดีกับคนอเมริกันมีอยู่ทุกที่
แต่ในเม็กซิโก อย่างหลังมีเยอะเป็นพิเศษ
นี่คือดินแดนเดือดดาลที่อยู่ไกลจากสวรรค์ แต่ดันใกล้สหรัฐฯ เกินไป
ที่นี่
กระบอกปืนแข็งกว่าบัตรเลือกตั้ง
ดอลลาร์ศักดิ์สิทธิ์กว่ารัฐธรรมนูญ
มีชีวิตรอดผ่านวันนี้ไปได้คือกำไร
ภายใต้ ‘ความได้เปรียบทางทำเล’ เช่นนี้ เมืองชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกจึงคึกคักเป็นพิเศษ เพราะนี่คือเส้นทางขนของเถื่อนที่กำไรงามที่สุด แก๊งต่างๆ จึง ‘แลกเปลี่ยน’ ความเห็นกันอย่างดุเดือดทุกวัน
สำหรับไอ้เวรที่คิดขัดขวางการทำมาหากิน เทียบกับการใช้ตรรกะเหตุผลวิจารณ์กันดีๆ แล้ว ไอ้พวกสายบวกพวกนี้ถนัดใช้ปืนวิพากษ์วิจารณ์ทางกายภาพมากกว่า
เมืองฮัวเรซ หนึ่งในเมืองชายแดนสำคัญทางตอนเหนือของเม็กซิโก
ที่นี่มีสะพานข้ามพรมแดนเชื่อมต่อถึงสามแห่ง กั้นขวางกับเมืองเอลปาโซของสหรัฐฯ เพียงแม่น้ำสายเดียว การค้าชายแดนจึงเฟื่องฟู
ทว่าเส้นทางการเติบโตของสองเมืองนี้อย่าเรียกว่าต่างกันราวฟ้ากับเหวเลย อย่างน้อยต้องเรียกว่าเป็นความต่างชั้นระดับชั้นสวรรค์กับก้นเหว
คนจนเม็กซิกันจำนวนมหาศาลที่หวังลักลอบเข้าสหรัฐฯ มักมารวมตัวกันที่นี่ ความปลอดภัยบนดินแดนเดือดดาลแห่งนี้จึงโด่งดังในทางเลวร้าย จนเมืองนี้ได้รับ ‘กิตติศัพท์’ ว่าเป็นเมืองหลวงแห่งการฆาตกรรม
ช่วงนี้พอประธานาธิบดีทรัมป์ออกนโยบายใหม่ ไข่ไก่กลายเป็นของเถื่อนที่กำไรดีกว่ายาเสพติด เหล่าผู้กล้าเลยแห่กันมาร่วมวงสังสรรค์ ความรุนแรงในการแลกเปลี่ยนความเห็นจึงพุ่งสูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านแถวนี้เลยมี ‘เสียงรบกวนสีดำ’ คอยกล่อมให้นอนหลับฝันดี
แต่เมื่อเทียบกับเสียงรบกวนสีขาว จางอู๋จี๋ที่ลองสัมผัสมาหนึ่งสัปดาห์เต็มพบว่า ‘เสียงรบกวนสีดำ’ แบบปัง ปัง ปัง ได้ผลชะงัด มักจะเร่งให้หลับหรือปลุกให้ตื่นก่อนเวลาเสมอ
วันนี้ก็ไม่เว้น ตีสี่เขาก็ถูกเสียงกรีดร้องและเสียงปืนข้างล่าง ‘ช่วย’ ปลุกให้ตื่น
จางอู๋จี๋กำปืนลูกโม่แน่นขดตัวอยู่มุมเตียงพลางคิดไปเรื่อยเปื่อย พอได้ข้ามมิติมา เขาเริ่มคิดเรื่องภูตผีปีศาจ
ในศาสนาและตำนานทั่วโลก คนเลวมักจะได้รับโทษทัณฑ์หลังความตาย ไม่ตกนรกก็ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ทนทุกข์ทรมาน
แต่บางทีมันอาจมีข้อยกเว้น อย่างน้อยจางอู๋จี๋ก็คิดแบบนั้น
ไม่งั้นคนดีอย่างเขาที่ซวยเพราะช่วยเด็กผู้หญิง จะมาโผล่ที่เม็กซิโกได้ยังไง
ข้ามมิติมายังพอทน แต่ความทรงจำร่างเดิมดันไม่มีติดมาสักนิด ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็หาไม่เจอ
ทิ้งไว้แค่ปืนลูกโม่ที่กระสุนหายไปหนึ่งนัด มือถือหน้าจอดำสนิทเปิดไม่ติดสภาพเหมือนก้อนอิฐ และเงินอีกนิดหน่อย
สำหรับวิธีเอาตัวรอดในโลกคู่ขนานนี้ จางอู๋จี๋มีสภาพเหมือนพระเจ้าหลุยส์ที่สิบหกถือขวดยาสระผม คือเกาหัวแกรกๆ ไปไม่เป็น
คำถามที่ว่าฉันเป็นใคร มาจากไหน จะไปที่ไหน สำหรับนักปรัชญาคือการขบคิด แต่สำหรับเขาคือปัญหาความอยู่รอด
ทนตาโหลจนถึงเจ็ดโมง จางอู๋จี๋เช็กแล้วเช็กอีกว่าในรังเพลิงมีกระสุนห้านัด สุดท้ายยัดปืนใส่กระเป๋าเสื้อฮู้ดแล้วกำไว้แน่น ถึงยอมลุกจากเตียง ผลักประตูเดินออกไป
เจ็ดโมงเป็นเวลาที่กึ่งดิบกึ่งดี คนจนทยอยออกไปทำงาน แก๊งมาเฟียเลิกงานไปนอน ตำรวจเริ่มออกตรวจ
ถึงตำรวจจะมีประโยชน์แค่ช่วยปลอบใจ แต่นี่ก็เป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัยที่สุดในเม็กซิโกแล้ว
"ไอ้หนูจีน เตือนไว้ก่อนนะ ค่าห้องแกเหลืออีกสามวัน"
ลงมาข้างล่าง ก็เห็นเจ้าของโรงแรมที่เป็นชายแก่ชาวเม็กซิกันผมขาวสวมแว่นสายตายาวนั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์มุมห้อง
ชายชราเลิกคิ้วบางๆ ละสายตาจากหนังสือพิมพ์ในมือ มองผ่านแว่นสายตายาวมาที่จางอู๋จี๋ แล้วพูดต่อ
"ถ้ากะจะอยู่นาน จ่ายรวดเดียวหนึ่งเดือนจะลดราคาให้หน่อย"
ถ้าการข้ามมิติมีข้อดีอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ทำให้จางอู๋จี๋พูดภาษาสเปนซึ่งเป็นภาษาทางการของเม็กซิโกได้คล่องปรื๋อ
"ไว้ผมลองคิดดู ขอบคุณที่แนะนำ ขอให้พระแม่กัวดาลูเปคุ้มครองครับ"
จางอู๋จี๋พยักหน้า พ่นคำอวยพรที่เรียนรู้มาในช่วงไม่กี่วันนี้
เขาพยายามเช็กข้อมูลลงทะเบียนกับเจ้าของโรงแรม เผื่อจะรู้ว่าร่างเดิมชื่ออะไร แต่คำตอบที่ได้คือสายตามองคนปัญญาอ่อน
ก็จริง ในดินแดนเดือดดาลแบบนี้แค่จ่ายเงินก็จบ ใครจะสนว่าแกเป็นใคร มีคดีติดตัวมาหรือเปล่า
แต่ความพยายามนี้ทำให้รู้ว่าชายชราไม่ได้เลวร้าย อย่างน้อยก็ไม่ได้เมินเฉยต่อความชั่วเล็กน้อย
ชายชราไม่พูดมากความ ในประเทศที่วุ่นวายนี้ การหุบปากให้สนิทคือสกิลเอาตัวรอดที่คนจนต้องมี
และที่แกยอมเปิดปากเพราะเห็นหน้ากันมาหลายวัน รู้สึกว่าไอ้หนุ่มต่างถิ่นคนนี้มีความใจดีแบบโง่ๆ เลยอยากรีดไถเงินเพิ่มอีกหน่อยก่อนมันจะไปตายข้างถนน
ขณะเดินออกจากโรงแรม มองผู้คนที่เดินขวักไขว่ จางอู๋จี๋คลายความกังวลลงเล็กน้อย ถึงในฝูงชนจะมีนักล้วงกระเป๋าเพียบ แต่ก็ดีกว่าเจอมาเฟียพกปืนล้วนๆ
เขาไม่กล้าไปไหนไกล การลงมาครั้งนี้ก็เพื่อซื้อเสบียงให้พออยู่ได้สามวัน
ส่วนทำไมไม่ซื้อทีเดียวเยอะๆ...
คนจีนหิ้วถุงพะรุงพะรังเดินบนถนน ก็ไม่ต่างอะไรกับติดป้ายไฟบนหัวว่า 【ฉันคือหมูอ้วนเชิญเชือดจ้ะ รีบมาปล้นเร็ว】 เหมือนเอาไม้เสียบหัวตัวเองประกาศขาย
"ร้านแพทย์แผนจีนเฒ่าจอห์น... ร้านแพทย์แผนจีนเฒ่าจอห์น..."
จางอู๋จี๋ท่องจุดหมายในใจ ร้านเดียวที่จะไม่โกงเขา และอยู่ห่างจากโรงแรมแค่สามร้อยเมตร
ตลอดทางเขาสวมฮู้ดปิดบังใบหน้าแบบคนจีน ก้มหน้าก้มตาไม่วอกแวก รีบจ้ำอ้าว
การแต่งกายและท่าทางแบบนี้ช่วยให้จางอู๋จี๋เลี่ยงเรื่องยุ่งยากได้เยอะ แต่อุบัติเหตุก็เหมือนพ่อ ที่มักจะมอบความรักอันเข้มงวดให้ลูกเสมอ
ช่วงเช้าเป็นเวลาเลิกงานของแก๊งมาเฟีย พวกอันธพาลเลยเข้ามาแทนที่ ซึ่งพวกนี้ยังไม่ได้เข้าแก๊งเต็มตัว
ในเม็กซิโกที่คนส่วนใหญ่เรียนไม่จบประถม ว่าที่สมาชิกแก๊งแบบนี้มีเกลื่อน
แถมวัยนี้กำลังเลือดลมสูบฉีด
เห็นอันธพาลสามคนทำหน้ากวนเท้า ล้วงกระเป๋าเดินกร่างเข้ามาหา จางอู๋จี๋ยืนนิ่ง
นิสัยของเขาสรุปได้ด้วยสำนวนเดียว... กล้าหาญชาญชัย
สายตาเฉียบแหลมดุจขงเบ้ง ความกล้าแกร่งดั่งเตียวหุย
รับมืออันธพาลพวกนี้ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่มองพวกมันด้วยสายตาปลาตาย เพราะถ้าเร่งฝีเท้าหนีตอนนี้จะยิ่งอันตราย
เห็นเหยื่อไม่ถอย ดูไม่ใช่หมูในอวย สองคนในกลุ่มเริ่มลังเล หันไปมองลูกพี่ตัวใหญ่สุดที่อายุมากสุดตรงกลาง
ตัวลูกพี่ไม่อยากเสียหน้า กัดฟันก้าวเข้ามา เห็นมือขวาของเป้าหมายกำแน่น มีโครงปืนนูนออกมาจากกระเป๋าเสื้อฮู้ด
สิ่งที่เห็นทำเอาทั้งสามคนยืนแข็งทื่อ อีกฝ่ายมีปืน!
ชั่วพริบตา จางอู๋จี๋สัมผัสได้ถึงสายตาอันตรายหลายคู่ที่มองมาจากมุมต่างๆ นั่นคือสมาชิกแก๊งที่คุมพื้นที่อยู่
จางอู๋จี๋ไม่สนคนอื่น พอขู่พวกเด็กเห่อหมอยได้แล้ว เขาส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินต่อ
ไอ้เด็กพวกนี้น่ากลัว ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ วัยนี้ส่วนใหญ่เพิ่งเข้าแก๊ง กำลังอยู่ในช่วงอันตรายขั้นวิกฤตที่อยากสร้างผลงาน
ช่วงนี้หมาเดินผ่านยังอาจโดนยิงสักสองนัด ผู้ใหญ่ที่มีสติมาคนเดียวเจอพวกมันยังต้องเดินอ้อม
ข่าวหัวหน้าแก๊ง เจ้าหน้าที่ หรือเศรษฐีที่ถูกไอ้เด็กเมื่อวานซืนพวกนี้ฆ่าตายเพราะปากเสีย มีให้เห็นในเม็กซิโกทุกปี!
หัวใจเต้นร้อยสามสิบตุบๆ รีบเดินจ้ำไปถึงจุดหมาย ซื้อเสบียงสามวันที่สั่งไว้จากจอห์น เจ้าของร้านผิวขาวที่เคยไปเรียนแพทย์แผนจีนที่เมืองจีน เขายอมจ่ายแพงกว่าปกติสองเท่า
จางอู๋จี๋กำเงินก้อนสุดท้ายรีบบึ่่งกลับโรงแรม
จนกระทั่งปิดประตู เอาตู้ขวางประตูไว้ เขาถึงยกภูเขาออกจากอกได้
พอวางของกินลง จางอู๋จี๋ขดตัวมุมเตียง เอาเตียงบังหน้า มือขวากำปืน มือซ้ายหยิบบิสกิตอัดแท่งยัดเข้าปากเงียบๆ
ถ้าคิดว่าโรงแรมคือเซฟเฮาส์ล่ะก็ผิดถนัด ครั้งที่อันตรายสุดคือคืนแรกที่มาถึง มีเสียงทะเลาะกันรุนแรงตรงทางเดิน ตามด้วยเสียงปืน
ข่าวดีคือไม่โดนคน
ข่าวร้ายคือลูกหลงเฉียดกล่องดวงใจจางอู๋จี๋ไปแค่สองนิ้ว
ตั้งแต่นั้นมา ถ้าไม่มีที่กำบัง เขาไม่มีทางกินข้าวลง
ชีวิตแบบนี้ดำเนินมาตั้งแต่คืนนั้นจนถึงตอนนี้
เพื่อความปลอดภัย ทรมานหน่อยก็ช่างเถอะ
พอบิสกิตผ่านการเคี้ยวลงสู่กระเพาะ ความทรมานจากความหิวจางหาย ความรู้สึกปลอดภัยของจางอู๋จี๋ก็เพิ่มขึ้น
แต่นี่มันก็แค่ชั่วคราว
เงินที่เหลือไม่พอจ่ายค่าห้องอีกสามวัน ถ้าโดนไล่ไปนอนข้างถนน ความตายคงเป็นจุดจบที่คาดเดาได้
แค่เอาชีวิตรอดยังยาก ไม่ต้องพูดถึงการสืบหาตัวตน หรือกระทั่งกลับประเทศจีน...
ขณะที่คิดอยู่นั้น จางอู๋จี๋รู้สึกหูอื้อขึ้นมาดื้อๆ
ไม่จริงน่า เป็นอะไรอีก?!
นอกจากลาภลอยแล้ว สถานการณ์ตอนนี้รับมืออุบัติเหตุอะไรไม่ไหวแล้วนะเว้ย!
จางอู๋จี๋กัดฟันแน่น รู้สึกสมองวิงเวียน ทันใดนั้นหน้าต่างข้อความก็ปรากฏขึ้นบนจอตา
【ติ๊ง—】
【ตรวจพบทายาทของโฮสต์กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน ระบบจำลองตระกูลเซียนเริ่มทำงาน!】
【ดำเนินการเลือกสื่อกลางในการฉายภาพตามหลักระยะประชิด!】
มือถือที่เปิดไม่ติดมาตลอดของจางอู๋จี๋สว่างวาบ หน้าจอฉายภาพดวงดาวและดวงจันทร์ส่องสว่างเต็มจอ
ภาพในหน้าจอซูมเข้าไปใกล้ เผยให้เห็นรายละเอียดชัดเจน
ภายใต้ม่านราตรีคือวัดที่มีแสงเทียนสลัว ด้านหลังภูเขามีสามเณรสวมจีวรสีเทากำลังกราบไหว้
เบื้องหน้าเขามีกระถางธูปขนาดเท่ากำปั้น หมั่นโถวแป้งขาววางบนกระดาษไข และป้ายไม้สลักคำว่า ‘จาง’ ตั้งอยู่หน้ากระถางธูป
สามเณรลุกขึ้นแล้วโขกศีรษะลงอีกครั้ง ในจังหวะที่เงยหน้าเผยให้เห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาแต่มีรอยฟกช้ำและดูซีดเซียว
ขณะโขกศีรษะ สามเณรเอ่ยขึ้นว่า
"ภายหลังจางโซ่วลูกหลานอกตัญญูตระกูลจางละทางโลกเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เดิมทีไม่มีหน้ามากราบไหว้บรรพชน ทว่าโลกิยวิสัยบีบคั้น จำต้องกระทำการจับดาบ หวังเล่าแจ้งแถลงไขให้บรรพบุรุษได้รับรู้ โปรดตระหนักว่าลูกหลานหาได้สมัครใจเป็นคนชั่วไม่!"
"ปีนั้นข้าอายุแปดขวบเกิดข้าวยากหมากแพง บิดาขายข้าให้มาเป็นสามเณรรับใช้ในวัดวัชระ แลกเงินห้าตำลึง เรื่องนี้ข้าไม่เคยโทษบิดา เป็นเหตุสุดวิสัย ห้าปีให้หลังเกิดภัยพิบัติอีกครั้ง ทราบข่าวจากคนบ้านเดียวกันว่าบิดาสิ้นแล้ว ตระกูลจางเหลือเพียงข้าผู้เดียว นับเป็นโชคในเคราะห์ร้าย"
"บัดนี้ข้าอายุยี่สิบ เดิมทีไม่คิดก่อเรื่องราว ทว่า..."
พูดถึงตรงนี้ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของจางโซ่วพลันบิดเบี้ยวด้วยความคับแค้น
"ทว่า ‘หมิงติ่ง’ แห่งหอพระบู๊ในวัดเดียวกันกลับเกิดกามตัณหา คิดมิดีมิร้าย มันเป็นผู้ฝึกยุทธขั้นโฮ่วเทียน กราบอาจารย์เป็นผู้ดูแลหอพระบู๊จึงมีคนคุ้มกะลาหัว ข้าที่เป็นเพียงศิษย์หอแรงงานไร้วรยุทธคุ้มกาย ไร้ผู้ดูแลคอยหนุนหลัง ทางออกวัดวัชระมีสิบแปดมนุษย์ทองคำเฝ้าอยู่ยากจะหลบหนี ในวัดนี้ข้าไร้ทางไปแล้ว!"
"แม้นเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตัดขาดทายาท แต่ลูกผู้ชายอกสามศอกเด็ดขาดไม่ยอมก้มหัว ลูกหลานอกตัญญูจางโซ่วยอมตายดีกว่ายอมจำนน! คืนนี้ข้าคิดลงมือจับดาบ หวังบรรพชนในปรโลกโปรดรับรู้และคุ้มครองข้าด้วย!"
สิ้นเสียง จางโซ่วโขกศีรษะลงอีกสามครั้ง ลุกขึ้นมาด้วยหน้าผากชุ่มเลือด แสดงถึงความเด็ดเดี่ยว
ต่อให้ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ จางอู๋จี๋ก็รับรู้ได้ถึงความลำบากของเณรน้อยรูปนี้
จะโดนตุ๋ยตูดอยู่แล้ว ไม่สู้ไม่ได้แล้วว้อย!