- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 53 เยี่ยมคนป่วย (ตอนจบ)
บทที่ 53 เยี่ยมคนป่วย (ตอนจบ)
บทที่ 53 เยี่ยมคนป่วย (ตอนจบ)
แรงกดดันมาเร็วไปเร็ว หลี่เหยียนเพิ่งอ้าปากจะพูด แรงกดดันก็หายวับ หลิวเจ๋อเผิงหอบแฮ่กๆ ยกถ้วยชากรอกปากอึกใหญ่
"นายทำอะไร?" หลี่เหยียนมองสภาพอาหลิวแล้วสงสัย เหงื่อท่วมขนาดนี้ ถ้ายังไม่ได้กินข้าวคงต้องหาน้ำเกลือแร่กินแล้ว
อู่เจียงไม่ปิดบัง "ให้อาหลิวสัมผัส [สัมผัสวิญญาณ] ของฉันหน่อย"
หลิวเจ๋อเผิงจ้องน้ำในถ้วย ในใจร้องตะโกนว่าสัตว์ประหลาดชัดๆ
เมื่อกี้คือสัมผัสเพียวๆ ไม่ใช่การควบคุมจิตใจอะไรทั้งนั้น แต่กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนกดทับทางกายภาพจริงๆ!
แม่จ๋า โลกนี้มันจะอยู่ยากไปถึงไหน?
เขาเริ่มเข้าใจผู้ใช้พลังที่โดนจับส่งโรงพยาบาลบ้าแล้ว บางคนอาจรับความจริงอันโหดร้ายไม่ได้
หลิวเจ๋อเผิงละสายตาจากถ้วยน้ำ นั่งตัวตรง สีหน้าเคร่งขรึม
เขาเริ่มเข้าใจคำพูดของหลี่เหยียนที่ว่า "ไม่เสียเวลามาหลอก 'คนธรรมดา'" แล้ว
อู่เจียงไม่ได้คิดจะโอ้อวดหรือเยาะเย้ย รอให้อีกฝ่ายหายใจหายคอคล่องแล้วค่อยพูด "จริงๆ ผมไม่อยากยุ่งเรื่องนอกโรงเรียน แต่ครั้งนี้อาหลิวพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วยเพราะพวกเรา ถ้าช่วยได้ผมก็จะช่วยให้เต็มที่ ปัญหาคืออย่างที่ผมบอก ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการกลายพันธุ์เลย ตรงนั้นผิดปกติจริงหรือเปล่าไม่รู้ จะกำจัดยังไงก็ไม่รู้ ถ้าลองทุกวิธีแล้วไม่หาย อาจจะแย่กว่าตายซะอีก"
หลิวเจ๋อเผิงเริ่มจริงจัง "ถ้าลองสังเกตอาการดูสักพักจะเสี่ยงไหม?"
"ไม่ทราบครับ" อู่เจียงตอบแบบที่ฟังดูแย่สุดๆ แล้วนับนิ้วอธิบาย "หนึ่ง ถ้ามันผิดปกติจริง รอให้มันโต แล้วไปแตะต้องมัน ฟางจิ่วจะมีปฏิกิริยารุนแรงแค่ไหน ไม่รู้ สอง ผมเคยโจมตีตัวอ่อนหนอนในร่างฟางจิ่วด้วยพลังทางจิต มันได้รับผลกระทบ แต่ไม่ถึงกับพังทลาย และตอนนั้นฟางจิ่วก็คิดว่าหนอนคือส่วนหนึ่งของเขา คิดว่ามีคนโจมตีเขา"
ถึงตรงนี้ หลี่เหยียนพยักหน้าช่วยยืนยัน "ตอนนั้นครูฟางจิ่วบอกว่าถ้าไม่สารภาพ ตอนสอบเห็นใครใช้พลังนี้ จะหักคะแนนก็อย่ามาโทษกัน"
"ความร้ายแรงของปัญหานี้คือ ผมไม่รู้ว่าหนอนจะยึดครองจิตใจเมื่อไหร่ บางทีพอมันโตเต็มที่ ฟางจิ่วอาจจะไม่ใช่ฟางจิ่วอีกต่อไป" เขาไม่ได้บอกว่าหลิวเจ๋อเผิงจะกลายเป็นหนอน แต่ยกตัวอย่างฟางจิ่ว
หลิวเจ๋อเผิงฟังแล้วขนลุก ไอ้ตัวนี้มันร้ายกาจกว่าการสู้กันซึ่งหน้าเยอะ แต่เขาก็ยังระวังตัว ไม่ได้เชื่อทั้งหมด
อู่เจียงนับนิ้วต่อ "สาม การรักษา ทำได้แค่ลองกำจัดอนุภาควิญญาณก่อน ซึ่งจะทำให้อ่อนแอไประยะหนึ่ง อาจเห็นภาพหลอน แต่ไม่ถึงตาย แต่ถ้ากำจัดอนุภาควิญญาณแล้วยังไม่หาย ก็ต้องลองคว้านเนื้อทิ้งหรือโจมตีทางจิต ซึ่งเสี่ยงทั้งคู่"
ฟังจบ หลิวเจ๋อเผิงยังสลัดความคิดว่าอีกฝ่ายเป็นพวกต้มตุ๋นขายยาผีบอกไม่ได้
ถ้าเป็นพวกต้มตุ๋น ป่านนี้คงรอให้เขาขอร้องถามราคาแล้ว
แต่การมีอยู่ของหลี่เหยียนมันกึ่งๆ กลางๆ เขาช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ทั้งสองฝ่าย บวกกับพลังสัมผัสของเด็กหนุ่มที่ชื่ออู่เจียงที่แกร่งเกินสามัญสำนึก ทำให้หลิวเจ๋อเผิงลังเล
"ข้าตายไม่ได้ ที่บ้านขาดข้าไม่ได้ ข้าไม่เสี่ยงทำอะไรอันตรายเกินไป ส่วนเรื่องลา ข้าสะสมวันลาพักร้อนมาหลายปีไม่ได้ใช้ แต่หน่วยงานข้าลายาก อย่างมากก็ได้แค่อาทิตย์เดียว"
หลี่เหยียนได้จังหวะกระซิบอู่เจียง "ลูกอาหลิวต้องมีคนดูแลตลอด ใช้เงินเยอะ น้าหูคนเดียวเลี้ยงลูกลำบากแน่"
"คิดมากไปแล้ว ผมแค่จะช่วยอาหลิวดูดอนุภาควิญญาณ ส่วนคว้านเนื้อกับโจมตีทางจิตน่ะมันอาชญากรรมชัดๆ"
"หา?"
ตำรวจกับลูกตำรวจอุทานพร้อมกัน ทำตัวไม่ถูก โดนพลเมืองดีสั่งสอนว่าห้ามทำผิดกฎหมาย...
แต่นั่นก็ทำให้หลิวเจ๋อเผิงเบาใจลง ฝืนยิ้มออกมา "เอางี้ ข้าจะลองขอลางานดู แล้วจะติดต่อไป อู่เจียง ขอเบอร์หน่อยได้ไหม?"
"ผมไม่ใช้มือถือ"
อู่เจียงพูดจริง แต่เขามีเบอร์พิเศษในนาฬิกาข้อมือ ไว้โทรฉุกเฉิน จนป่านนี้มีแค่เบอร์แม่คนเดียว
หลิวเจ๋อเผิงอึ้ง นี่มันจอมยุทธ์หลงยุคหรือไง คนสมัยนี้สิบหกขวบไม่มีมือถือ
มิน่าถึงเก่งขนาดนั้น... เอ๊ะ มันเกี่ยวกันตรงไหน
"ก็ได้ งั้นเดี๋ยวข้าบอกเสี่ยวเหยียน"
หลิวเจ๋อเผิงกลับไป หลี่เหยียนจ่ายเงินแล้วเดินเล่นกับอู่เจียง
เดินออกจากร้านมาสักพัก อู่เจียงถาม "รู้สึกผิดเหรอ?"
"หือ? ชัดขนาดนั้นเลย?"
อู่เจียงไม่อธิบายว่าสัมผัสวิญญาณจับอารมณ์ได้ พูดตรงๆ ว่า "วันนี้ไม่ใช่อาหลิว ก็ต้องเป็นอาหลี่ อาหวัง หรือใครก็ตามที่พยายามสังเกตความผิดปกติ ในเมื่อเรากำจัดฟางจิ่วไม่ได้ ก่อนจะมีหลักฐาน มันจะทำอะไรเราก็ห้ามไม่ได้"
"ก็จริง แต่ฉันเป็นคนไปตามอาหลิวมานี่นา"
คำพูดต่อมาของอู่เจียง ฟังดูไม่เหมือนมนุษย์เท่าไหร่
"รีบชินซะเถอะ มนุษย์เปราะบางอยู่แล้ว ในโลกวิญญาณ คนธรรมดายิ่งเหมือนแมลงชีปะขาว"
"...อาหลิวไม่ใช่คนธรรมดา"
"ต่อหน้าฟางจิ่ว เขาใช่" อู่เจียงให้เวลาเขาทำใจ เดินไปหยุดที่ปากซอยแล้วพูดต่อ "ความเข้าใจของนายมีปัญหา อย่าไปจินตนาการขอบเขตของสิ่งที่นายไม่รู้ ระดับสี่อันตรายกว่าที่นายคิด เป็นล้านเท่า"
ได้ยินประโยคนี้ หลี่เหยียนนึกถึงเรื่องที่อู่เจียงทำที่แม่น้ำเซียงหลานเมื่อไม่นานมานี้: 'ผ่าสวรรค์'
นั่นเป็นฝีมืออู่เจียงที่ระดับอย่างต่ำก็ห้า ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดอะไรมาก แค่รู้สึกว่าห่างชั้นเกินไป คิดไปก็เท่านั้น
วันนี้พูดถึงเรื่องนี้ เขาถึงรู้ตัวว่าไม่เคยเห็นอู่เจียงใช้พลังระดับสี่เต็มสูบเลย อาจจะเคยใช้ตอนสะเดาะกุญแจกับบินที่โรงงานร้าง แต่นั่นก็แค่น้ำจิ้ม
ระดับสี่ฆ่าระดับสามได้โดยที่ระดับสามทำอะไรไม่ได้แน่ๆ ด้วยกำลังตำรวจที่มี การซุ่มยิงระยะไกลน่าจะเป็นทางรอดเดียว จะเอาปืนใหญ่มายิงถล่มตึกในเมือง อย่าหวังเลย
แต่ซุ่มยิงจะได้ผลเหรอ? อุปกรณ์ตำรวจที่มีจะมองทะลุ [หมอกชื้น] ของฟางจิ่วได้ไหม ก็ยังน่าสงสัย
เผลอๆ ระยะหวังผลสูงสุดของสไนเปอร์ ยังใกล้เกินไปด้วยซ้ำ?
สะบัดหัวเรียกสติ หลี่เหยียนเห็นโอกาส ถามว่า
"ขอรายละเอียดหน่อยได้ไหม? ระดับสี่ทำอะไรได้บ้าง?"
"ฮ่าๆๆ" อู่เจียงหัวเราะส่ายหน้า "นายก็เป็นซะอย่างนี้ อยากรู้อะไรที่ไม่ควรรู้"
"ทำไมไม่ควรรู้? การอ่านล่วงหน้าเป็นวิธีเรียนสุดคลาสสิกไม่ใช่เหรอ?"
"มีผลเสีย ฉันบอกนายไปเยอะแล้ว ถ้ารู้มากกว่านี้ นายอาจเลิกฝึก หรือไม่ก็โดนจับเข้าโรงบาลบ้า"
"...แล้วเมื่อไหร่จะบอกได้?"
"ระดับสาม ถ้านายไปถึงจุดสูงสุดของระดับสามแล้วยังเจอฉัน หรือวันไหนนายเกิด 'อาการประหลาด' ขึ้นมา ฉันอาจจะเล่าให้ฟังบ้าง"
"งั้นสบาย นายสอบเข้าที่ไหนฉันไปด้วย"
พูดออกมาได้ไม่ยากเลย ตอนอู่เจียงบอกจะปรับแต่งสิ่งแปลกปลอมให้ เขาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายลงทุนกับเขา เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง และความเชื่อใจที่มี การปล่อยให้ขาใหญ่ขนาดนี้หลุดมือไปคงโง่เต็มที
เรื่องนี้จี้จุดอู่เจียงพอดี "มหา'ลัยวิญญาณฉางเฟิงเลื่อนเปิด ฉันลำบากใจมาก มีที่ไหนแนะนำไหม เอาที่ค่าครองชีพพอๆ กับฉางเฟิงหรือถูกกว่า แล้วก็มีจุดผิดปกติเหมือนทะเลทรายสิ้นหวังด้วย"
"มหา'ลัยเทคโนโลยีที่สองเฟิงหลิน หรือเอ้อเคอต้า เป็นมหา'ลัยใหม่เหมือนกัน นอกจากคณะพลังวิญญาณ ยังมีคณะบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องด้วย ฉันสงสัยว่าเขาวางระบบรองรับการจ้างงานไว้หมดแล้ว ส่วนจุดผิดปกติแบบทะเลทรายสิ้นหวัง นายบอกเองว่าเป็นทรัพยากรการศึกษา ข้างๆ มณฑลเฟิงหลินน่าจะมี แต่ฉันสืบไม่ได้ว่าใครดูแล รายละเอียดไม่รู้เลย"
"ค่าครองชีพในเมืองหลวงมณฑลน่าจะสูงนะ"
"ไม่หรอก อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องใช้ไฟฟ้าเฟิงหลินพัฒนาดี ของพวกนี้ซื้อที่นั่นถูกกว่าบ้านเราอีก"
"ค่าเช่าล่ะ?"
"แล้วแต่ทำเล เอ้อเคอต้าอยู่ชานเมือง สิ่งอำนวยความสะดวกรอบๆ ยังไม่ครบ น่าจะถูกกว่าเยอะ"
"ฟังดูดี น่าสนใจ"