- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 28 ภัตตาคารเฉินเซียง
บทที่ 28 ภัตตาคารเฉินเซียง
บทที่ 28 ภัตตาคารเฉินเซียง
ทำไมหวงจิงถึงกระโดดไปถึงระดับสองของการหลอมรวมวิญญาณได้ทั้งที่อยู่แค่เกรดเก้าเทอมหนึ่ง อู่เจียงไม่สนหรอก
เหตุผลมีข้อเดียว ไอ้ตัวนั้นในสายตาเขาแทบไม่ใช่มนุษย์แล้ว จะพัฒนาเร็วแค่ไหนก็ไม่เกี่ยวกับเขา
แถมต่อให้อีกอาทิตย์หวงจิงถึงระดับสอง ก็เทียบครูประจำชั้นฟางจิ่วไม่ได้ รายนั้นจะระดับสี่อยู่รอมร่อ!
การคาดเดาระดับการหลอมรวมวิญญาณไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ ปัจจัยไม่แน่นอนมันเยอะ ถ้าปลุกพลังระดับเดียวกันได้ ก็ต้องพักฟื้นยาว ต่อให้อยู่ระดับสามแล้วปลุกพลังระดับสอง อย่างน้อยก็ต้อง "ชาร์จไฟ" เดือนกว่าถึงจะเต็ม
เลิกเรียนตอนบ่าย เดินกลับบ้านกับหม่าอวี่เคอเหมือนเคย
เปิดเทอมมาเดือนหนึ่ง ระดับบำเพ็ญเพียรของเขาแทบไม่ขยับ ถึงจะยังฝึกอยู่ แต่ก็ปิดความท้อแท้ไม่มิด
อู่เจียงไม่ช่วย เพราะเร่งให้เร็วขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
พ่อแม่หม่าอวี่เคอเป็นพวกไม่มีความเป็นพ่อแม่ เลี้ยงลูกแบบปล่อยปละละเลย แทบไม่เจอหน้าพ่อแม่ที่บ้าน เจอกันทีไรก็เสี่ยงโดนซ้อม
ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านแย่เกินเยียวยา เขาคงไม่เตี้ยกว่าเด็กรุ่นเดียวกันขนาดนี้ ผลพวงจากการขาดสารอาหารตอนเด็กล้วนๆ
ผ่านไปเดือนหนึ่ง เขาคงรู้ซึ้งถึงพรสวรรค์ตัวเองแล้ว น่าจะลองผลักดันดูสักหน่อย
"จบแล้วจะไปต่อไหน?" อู่เจียงถามลอยๆ
"ไม่รู้ว่าเขาจะจ่ายค่าเทอมให้ไหม ยังไม่ได้ถามเลย"
เดินไปสักพัก อู่เจียงเอ่ยปากอีกครั้ง "สนงานพาร์ทไทม์ไหม?"
"ห้ะ?"
"หือ?"
"ฉันทำได้เหรอ?"
"ล้างผัก วันละชั่วโมง เริ่มงานสี่โมงเย็น วันละสิบหยวน"
วันละสิบหยวนฟังดูน้อย แต่ราคานี้สูงมาก ถ้าคิดเป็นรายชั่วโมงทำเต็มเวลา เดือนหนึ่งไม่มีวันหยุด เงินเดือนทะลุสองพัน มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 2.5 เท่า
นักเรียนเลิกบ่ายสามครึ่ง ทำงานสี่ถึงห้าโมง ไม่เสียการเรียน เสาร์อาทิตย์รวมด้วยก็ได้ 300 หยวน ต่อให้ใช้บ้าง ก่อนจบก็น่าจะเก็บได้สองพัน พอจ่ายค่าเทอมโรงเรียนรัฐหลายแห่ง อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปเรียนโรงเรียนฟรี
นอกจากโรงเรียนพื้นฐาน ในประเทศเซิ่งเจ๋อมีโรงเรียนฟรีแค่อย่างเดียว คือวิทยาลัยอาชีวะโครงการพิเศษ เป็นโรงเรียนที่จับมือกับโรงงาน ส่งคนงานให้โรงงานโดยเฉพาะ ค่าจ้างฝึกงานเอามาหักค่าเทอม
โรงงานพวกนี้ใช้งานคนเยี่ยงเครื่องจักร นักเรียนหลายคนทนไม่ไหวตั้งแต่ช่วงฝึกงาน ไม่ทันได้เข้าโรงงานด้วยซ้ำ
ต่อให้ลดมาตรฐานอนาคตเหลือแค่ "พอเลี้ยงตัวรอด" เลือกวิทยาลัยอาชีวะทั่วไปยังดีกว่า ระบบครูพักลักจำ เหมาะกับการทำงานระยะยาวในสายงานมากกว่า
"ทำ!"
"งั้นวันนี้พาไปดูที่ทางก่อน"
อู่เจียงนำทาง เดินสิบกว่านาทีก็ถึงภัตตาคารแห่งหนึ่ง
ภัตตาคารเฉินเซียง
ชื่อไม่เหมือนร้านอาหาร แต่คนแถวนี้ชินแล้ว
"หา? ที่นี่เหรอ" ในสายตาหม่าอวี่เคอ ร้านนี้ไม่ใช่ที่ที่คนทั่วไปจะกล้าเข้า
"เดินตามมาเถอะน่า"
อู่เจียงพาหม่าอวี่เคออ้อมไปประตูข้าง ประตูนี้ทะลุถึงครัวเปิดตลอดปี เขาไม่ทักทายใคร เดินดุ่มๆ เข้าไปเลย
นักเรียนสองคนเดินเข้าครัว เป็นจุดสนใจทันที
ยังไม่สี่โมง ในครัวมีแค่ลูกมือไม่กี่คน แต่ดันมีคนรู้จักอู่เจียงด้วย
"อ้าว นี่มันอาจารย์น้อยอู่นี่นา วันนี้ลมอะไรหอบมา?"
"มาหาเชฟเหลยครับ จะพาเพื่อนมาฝากเป็นลูกมือหน่อย"
"งั้นต้องรอหน่อย เชฟเหลยเพิ่งโดนลูกค้าเรียกขึ้นไปข้างบน อาจารย์น้อยอู่คนกันเอง ไม่ต้องให้ต้อนรับนะ"
"ครับ ตามสบายเลย"
อู่เจียงพาหม่าอวี่เคอไปนั่งรอที่โซนพักผ่อน
โซนพักผ่อนจริงๆ คือโซนตู้แช่ ผนังด้านในเป็นตู้แช่แนวตั้ง ขวามือตู้แช่แนวนอน ซ้ายมือตู้ปลา ตรงกลางวางโต๊ะเก้าอี้ชุดหนึ่ง นั่งได้แปดคน เอาไว้คุยงานหรือพักผ่อน แต่เวลายุ่งๆ คนเดินพล่านหยิบของ นั่งแล้วเกะกะ
"คนที่นี่เรียกนายว่าอาจารย์เหรอ?" หม่าอวี่เคอกระซิบถาม ทึ่งสุดๆ
"เขาเรียกตามมารยาทน่ะ"
เขาไม่ได้โกหก เรียกเด็กว่าอาจารย์ไม่ว่าจะเพราะอะไร ก็ต้องมีความเกรงใจปนอยู่ สาเหตุมาจากตอนเขามาทำงานพาร์ทไทม์ที่นี่แหละ
ตอนเขาไม่อยู่ เชฟเหลยเคยบ่นว่า "ไอ้พวกมีพรสวรรค์แม่งหนีไปเรียนหนังสือหมด แล้วใครจะสืบทอดวิชาครัววะ" คนในครัวเลยรู้ว่าอู่เจียงเป็นคนโปรดของเชฟใหญ่ เลยเรียก "อาจารย์น้อย" กันหนาหูขึ้น
นั่งยังไม่ทันเก้าอี้ร้อน มีคนเดินเข้ามา คิ้วดก หน้าบอกบุญไม่รับ พอเห็นอู่เจียง สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นมีชีวิตชีวาทันที
"อาจารย์น้อยอู่ สวรรค์ทรงโปรด! เชฟเหลยเพิ่งบ่นถึงเมื่อกี้นี้เอง" พูดพลางรีบเดินเข้ามา ลูกมือรีบหลบทางให้
"ผมเป็นแค่นักเรียน จะไปช่วยอะไรได้"
"อย่าพูดงั้นสิครับ ลูกค้าข้างบนจะเอาชาที่เคยดื่มเมื่อปีก่อนให้ได้ มาโวยวายสามวันแล้ว เราเอาชาดังระดับประเทศไปเสิร์ฟก็ยังไม่ถูกใจ ถ้าวันนี้คุณไม่มา พรุ่งนี้เช้าเชฟเหลยจะไปดักรอหน้าโรงเรียนแล้วนะ"
ปีที่แล้ว อู่เจียงเพิ่งสิบห้า ยังกะเกณฑ์ไม่ค่อยถูก ใช้สกิลที่นี่จนโดนจับไต๋ได้
แต่จริงๆ ข้อมูลที่หลุดไปก็น้อยนิด พวกนี้ไม่รู้หรอกว่าเขาใช้พลังอะไร
อู่เจียงมองหน้าบอกบุญไม่รับ ส่ายหน้า "วาสนาฝืนกันไม่ได้ วันนี้ผมทำให้ พรุ่งนี้เขามาอีก ผมไปเรียนที่อื่นแล้ว พวกคุณจะทำไง"
หน้าบอกบุญไม่รับยิ่งยับยู่ยี่ "นั่นสิครับ เราก็ไม่ใช่ร้านน้ำชา แต่คนมันเส้นใหญ่นี่นา เถ้าแก่ยังโดนด่าอยู่ข้างบนเลย"
"ฝากเพื่อนผมก่อน งานลูกมือ ชั่วโมงละ 10 หยวน สี่ถึงห้าโมงเย็น"
หน้าบอกบุญไม่รับหันมามองหม่าอวี่เคอ สงสัย "ตัวแค่นี้จะไหวเหรอ"
งานครัวหนักนะ ต่อให้เป็นลูกมือ เด็ดผักล้างผักปอกเปลือกเป็นร้อยกิโล ทำทุกวัน ต้องอึดพอตัว
"ผะ ผมทำได้ครับ!" หม่าอวี่เคอที่เมื่อกี้ไม่กล้าหายใจแรง จู่ๆ ก็ยืดอกรับคำ เสียงดังฟังชัด
อู่เจียงชำเลืองมอง แล้วหันไปพูดกับหน้าบอกบุญไม่รับ "เชฟหวัง ครัวแบบนี้หาคนยากนะ มีมาให้ใช้ก็ใช้ไปก่อนเถอะ ไม่ไหวค่อยไล่ออก"
เฉินเซียงโหลวเป็นภัตตาคารดั้งเดิม ไม่ใช้อาหารสำเร็จรูป ทำสดใหม่ทุกจาน งานหนักกว่าภัตตาคารหรูที่ใช้อาหารสำเร็จรูปบ้างเยอะ ต่อให้หาคนได้ ค่าแรงสูงกว่าที่อื่น ก็อยู่กันไม่ยืด
เพราะหาคนยาก ขาดคนเยอะ นี่แหละโอกาสของเด็กไม่บรรลุนิติภาวะอย่างอู่เจียงและหม่าอวี่เคอ
"รับเขาแล้วคุณจะช่วยใช่ไหม?"
"คนละเรื่องกัน"
"เอ่อ งั้นรอเดี๋ยวนะครับ ผมไปตามเชฟเหลยก่อน"
"ได้"
ผู้ช่วยคนนี้ออกจากครัวไป แป๊บเดียวก็พาตัวจริงมา
เชฟเหลย เบอร์สองของเฉินเซียงโหลว คุมครัวมาสิบกว่าปี อายุสี่สิบกว่า หน้าเหลี่ยม ผมเกรียน มีผมขาวแซมประปราย
ดูเป็นการเป็นงานกว่าเชฟหวังเยอะ ตะโกนเรียก "เสี่ยวอู่" ที่หน้าประตู ไล่ลูกมือในครัวออกไปข้างนอกให้หมด แล้วเดินมาลากเก้าอี้นั่งลงตรงข้าม
มองหม่าอวี่เคอแวบหนึ่ง "เรื่องลูกมือเรื่องเล็ก ทำงานได้ก็รับ เสี่ยวอู่แนะนำมาฉันเชื่อใจ"
ที่ต้องพูดเรื่องความเชื่อใจ เพราะนักเรียนโรงเรียนพื้นฐานยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถ้ามีเรื่องกัน ร้านเสียเปรียบ เผลอๆ มีแก๊งต้มตุ๋นใช้เด็กมาแบล็คเมล์ร้านค้าด้วยซ้ำ
ดูหม่าอวี่เคอเสร็จ เชฟเหลยชูสองนิ้วให้อู่เจียง
"ข้างบนเสนอราคามาสองหมื่นแล้ว จะให้เท่าไหร่ไม่แน่ใจ แต่ถ้าเสี่ยวอู่ช่วย เราไม่หักสักแดงเดียว ยกให้หมด"
เชี่ย!
สองหมื่น!
รวยชิบหาย
อู่เจียงโตขึ้นแล้ว ผ่านป่าช้ามาแล้วด้วย ถึงใจอยากได้เงิน แต่ก็ไม่รีบรับปาก ยื่นเงื่อนไขก่อน
"ช่วยนิดหน่อยก็ได้ แต่ต้องบอกลูกค้าให้ชัดเจนนะ ชานี้พวกคุณไปขอมา ไม่ใช่มีเงินก็ซื้อได้"
"แน่นอน" พูดจาดี แต่ในใจโล่งอก ดูคนเขาสิ แล้วดูไอ้พวกลูกน้องไม่ได้เรื่องพวกนั้น
อู่เจียงลุกขึ้น "เอาใบชามา ชาอูหลงนะ"
ไม่รอให้เชฟเหลยขยับ เชฟหวังที่เฝ้าประตูรีบวิ่งออกไปเอาใบชามาให้
กระปุกเคลือบเขียวมีฝาปิดเล็กๆ ข้างในมีใบชาขีดกว่าๆ
อู่เจียงไม่สนว่าจะชงได้กี่กา ถือกระปุกหมุนเล่น ใช้สกิล [มอบวิญญาณ]
เขาแบ่งวิชาตัวเองเป็นทักษะกับความสามารถ อันแรกพัฒนาขึ้นเอง ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามความก้าวหน้า อันหลังคือตื่นรู้มา รูปแบบค่อนข้างตายตัว
[มอบวิญญาณ] พื้นฐานมาจากพรสวรรค์ในการควบคุมอนุภาควิญญาณ ที่อัดฉีดให้หลี่เหยียนถึงระดับสามก็ใช้สกิลนี้
เขาใช้สกิลไม่มีเอฟเฟกต์เลย ดูเหมือนแค่ถือกะปุกผ่านมือแล้ววางลงบนโต๊ะเฉยๆ
"ได้แล้ว"
"ฉันไปเอง" เชฟเหลยไม่สงสัยเลย ลุกขึ้นหยิบกระปุกชา บอกอู่เจียง "ลูกค้าพวกนั้นเรื่องมาก อาจจะยังไม่จ่ายเงินทันที เผลอๆ จะลงมาดูในครัว เดี๋ยวให้พี่ชายฉันเอาเงินมาให้ ให้พวกนั้นเห็นไม่ดี"
อู่เจียงคิดแล้วบอก "เอามาครึ่งเดียวพอ ที่เหลือเอาไปปิดปากคนที่เห็นผม"
"เรื่องนี้ไม่ต้องใช้เงินเธอหรอก เราจัดการเองได้"
อู่เจียงแกล้งทำตัวเป็นผู้ใหญ่ แต่จริงๆ ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ ได้แต่พยักหน้า แล้วชี้หม่าอวี่เคอ "พรุ่งนี้เขาค่อยมานะ วันนี้ผมมีเรื่องคุยกับเขา"
"เรื่องเล็ก"
เฉินเซียงโหลวสมเป็นภัตตาคารแพงสุดในเขตตะวันออก เชฟเหลยออกไปไม่ถึงสามนาที พี่ชายเขาหรือเถ้าแก่เหลยก็เอาเงินเข้ามาในครัว สองคนหน้าตาคล้ายกัน แต่เถ้าแก่เหลยดูแลตัวเองดีกว่า ดูหนุ่มกว่า
สองห่อ ห่อกระดาษแดง มัดเชือกแดงรวมกัน ทำเป็นของขวัญเล็กๆ หิ้วได้
เห็นเขา เถ้าแก่เหลยถอนหายใจเบาๆ ยื่นเงินให้สองมือ "คราวก่อนพวกเราจัดการไม่ดี ถึงมีเรื่องวุ่นวายวันนี้ ทำเสี่ยวอู่เสี่ยงไปด้วยเลย"
ความเสี่ยงที่ว่า คือการตามสืบของลูกค้าข้างบน
จริงๆ ต่อให้ปิดปากยังไง ถ้ามีเงินมีอิทธิพล ต่อให้ไม่ใช้กำลัง ข่าวก็ปิดไม่อยู่ อู่เจียงมีสิทธิ์โดนตามตัวเจอสูง
แต่ช่วยไม่ได้ เขาชอบเงินนี่นา
"ไม่เป็นไรครับ เถ้าแก่อย่าคิดมาก"