- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 26 บ้านของจางอี้ถิง
บทที่ 26 บ้านของจางอี้ถิง
บทที่ 26 บ้านของจางอี้ถิง
"หลี่เหยียน!!! นายมาทำอะไรที่บ้านฉัน?" จางอี้ถิงถึงบ้าน พอประตูลิฟต์เปิดออกก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นยักษ์ปักหลั่นยืนอยู่หน้าประตู
"มีเรื่องจะคุยด้วย พูดจบแล้วจะไป"
จางอี้ถิงไม่ชอบขี้หน้าหลี่เหยียน ทำหน้าบึ้งตึง แต่ไม่ได้ไล่ "มีอะไรก็รีบๆ พูดมา"
"มีผู้ใช้พลังวิญญาณนอกระบบ ที่ยังไม่ถูกจับตามอง ระดับการหลอมรวมสูงกว่าพวกเราในห้องเยอะ อาจจะพอๆ กับครูสอนวิชาอนุภาควิญญาณเกรดเก้า สนใจไหม?"
"หมายความว่าไง?"
"ก็หมายความตามนั้น เธอเคยเจอผู้ใช้พลังกี่คน? เพื่อนๆ เคยเจอกี่คน? ไม่คิดว่าเป็นโอกาสเปิดหูเปิดตาบ้างเหรอ?"
เหยื่อล่อเปิดเผยชัดเจน ทั้งห้องเคยเจอผู้ใช้พลังแค่ครูประจำชั้นฟางจิ่วคนเดียว เกรดเก้ามีครูอีกคน สอนคนเดียวยกชั้นก็ยุ่งจะแย่ ส่วนสัตว์ประหลาดบางตัวก็ "ล่องหน" อยู่ อย่างน้อยฟางจิ่วก็ไม่รู้ เพื่อนๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ดังนั้นผู้ใช้พลังคนที่สองถือเป็นโอกาสทอง แถมระดับยังอยู่กึ่งกลางระหว่างนักเรียนกับครู ถ้าสัมผัสสนามวิญญาณหรือการเคลื่อนไหวของอนุภาควิญญาณได้จริง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนแน่
จางอี้ถิงมองเขาครู่หนึ่งแล้วเอ่ย "ก็น่าสนใจ แต่การที่นายถ่อมาถึงหน้าบ้านฉัน มันน่าสงสัยว่าจะมีแผนร้าย"
หลี่เหยียนยอมรับตามตรง "ก็ยุ่งยากนิดหน่อย ฉันเช็กประวัติแล้ว เธอไม่ได้ลงทะเบียนพลัง แต่จากข้อมูลที่รู้ โอกาสที่เธอจะปลุกพลังได้มีไม่น้อย การเข้าไปยุ่งด้วยมีความเสี่ยงอยู่บ้าง"
ใบหน้าที่ได้รูปของจางอี้ถิงถึงได้แสดงความสงสัยออกมา
"ความเสี่ยง? หรือว่าไม่ใช่คนในโรงเรียน?"
"ถ้าเป็นคนในโรงเรียนจะถึงคิวฉันมาเมาท์เหรอ" หลี่เหยียนทำท่าไม่แยแส ข่าวลือในโรงเรียนเขาฟังหูไว้หู ไม่เคยใส่ใจจริงจัง
จางอี้ถิงตั้งสติ เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม "ไปยุ่งกับผู้ใช้พลังนอกโรงเรียน นายบ้าบิ่นเกินไปแล้ว"
"เป็นแคชเชียร์ซูเปอร์มาร์เก็ตน่ะ"
"เอ่อ..." เธอสะอึก
อาชีพนี้ดูไม่น่าจะเกี่ยวกับคนอันตราย ต่อให้มีความเสี่ยง ก็คงเป็นความเสี่ยงจากการไปกวนใจจนเขาโมโหมากกว่า
"นายใจดีขนาดนี้เชียว?"
"ฉันก็รับไหว้วานมาอีกที"
"ใคร? ทำไม?"
"เพื่อดูว่านิสัยใจคอเป็นยังไง ต้องแจ้งตำรวจไหม" หลี่เหยียนไม่ได้โกหก แค่ข้ามข้อมูลสำคัญไป
ผลคือทำให้จางอี้ถิงของขึ้นอีก "ก็เลยจะให้เพื่อนไปเสี่ยงเนี่ยนะ?"
ผู้หญิงนี่น่ารำคาญชะมัด ไม่รู้พ่อทนแม่ได้ไง
หลี่เหยียนเกาหัว "งั้นช่างเถอะ ฉันไปเองก็ได้"
พูดจบก็กดลิฟต์ เตรียมชิ่ง
จางอี้ถิงมองเขา สมองแล่นเร็วจี๋
บอกว่าเสี่ยง แต่ก็เป็นโอกาสจริงๆ ต่อให้เธอไม่ชอบหลี่เหยียน แต่จะตัดสินใจแทนเพื่อนว่าควรเสี่ยงไหมก็ไม่ได้ มีตั้งกี่คนที่อยากเสี่ยงเจอผู้ใช้พลังแต่ไม่มีโอกาส
แคชเชียร์คืองานบริการ โดยเนื้องานคนทำไม่น่าจะพิลึกมาก หลี่เหยียนเช็กประวัติแล้ว ไม่น่าใช่ฆาตกรต่อเนื่องหลบหนีคดี ขอแค่เจอในที่สาธารณะ ไม่ไปวิจารณ์เขาสุ่มสี่สุ่มห้า โอกาสโดนทำร้ายกะทันหันก็น้อยมาก
"เดี๋ยว ถ้านายไม่รีบ เอาข้อมูลมาให้ฉัน สุดสัปดาห์ฉันจะไปดู"
หลี่เหยียนกำลังจะพูด ลิฟต์ก็มาพอดี เขาเอื้อมมือไปกดปุ่มเปิดค้างไว้ ล้วงกระดาษส่งให้เธอ
รอเธอรับไปแล้วค่อยเข้าลิฟต์ อธิบายว่า "ด้านหลังเป็นขอบเขตที่เธอไปประจำ มีเรื่องต้องระวังหน่อย ข้างซูเปอร์มาร์เก็ตที่เธอทำ มีคลินิกรักษาสัตว์ บ้านเพื่อนร่วมห้องเราเปิดเอง อย่าเพิ่งไปแถวนั้น เริ่มจากแถวที่พักเธอดีกว่า"
จางอี้ถิงมองกระดาษแวบเดียว ยังไม่ทันพูดอะไร หลี่เหยียนก็ปิดประตูหนีไปแล้ว
ใช้กุญแจที่ถือค้างไว้ครึ่งค่อนวันไขประตูเข้าบ้าน
กลับห้องวางของ ถอดเสื้อคลุม อาบน้ำก่อน
ออกจากห้องน้ำ แม่เข้าครัวแล้ว เธอเข้าไปวอแว แป๊บเดียวก็โดนไล่ "ไปอ่านหนังสือไป อย่ามายืนเกะกะ"
กลับเข้าห้อง กางกระดาษที่หลี่เหยียนให้ เอาหนังสือทับไว้ เป่าผมไปพลางคิดไปพลาง
"ที่ทำงาน เวลาทำงาน ที่พัก แล้วก็ร้านข้าว? ทำการบ้านมาดีนี่"
"งั้นควรเริ่มจากร้านข้าว คนแปลกหน้าคุยกันในร้านอาหารเล็กๆ ถึงจะไม่ค่อยสุภาพ แต่ก็สมเหตุสมผล อย่างน้อยก็ดีกว่าอีกสองที่"
"แต่พอเริ่มสนิทกัน โดนถามว่าทำไมมากินข้าวแถวนั้นจะตอบยังไง? ถ้าโกหก อีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่ อาจจะหลอกไม่ได้ เผลอๆ จะกลายเป็นจุดแตกหักซะเปล่าๆ"
"หาเพื่อนที่อยู่แถวนั้นดีกว่า"
"คลินิกรักษาสัตว์ถัดไปจากที่ทำงานก็ใกล้มากนี่นา ถ้าอยู่ข้างกันเจอกันทุกวันก็เป็นเรื่องปกติ"
"เอ๊ะ? ทำไมหลี่เหยียนไม่หาเพื่อนคนนี้ แต่มาหาฉันแทน?"
"มีพิรุธ!"
พอสงสัยปุ๊บ ถ้าไม่ตัดข้อสงสัยทิ้ง ก็ต้องหาตัวผู้ต้องสงสัยให้เจอ นี่คือประสบการณ์ของพ่อ
เพื่อนคนนี้คือผู้ว่าจ้าง?
จางอี้ถิงส่ายหน้าปฏิเสธทันที มันไม่สมเหตุสมผล
หลี่เหยียนรวยมาก จะจ้างเขาทำงานนอกโรงเรียนไม่ง่ายหรอก
พ่อเขาเป็นรองหัวหน้ากอง เงินเดือนก็พอๆ กับตำรวจทั่วไป แม่เขาเงินเดือนเต็มที่ก็หมื่นนิดๆ หลี่เหยียนได้ค่าขนมจากพ่อแม่เดือนละไม่กี่พัน แต่เขาได้แต๊ะเอียเยอะ ได้ข่าวว่าลุงกับป้าให้ทีเป็นหมื่น แถมแม่เขาไม่อยากยุ่งเรื่องเงินลูก เงินพวกนี้หลี่เหยียนจัดการเองหมด
ส่วนคลินิกรักษาสัตว์คงไม่ได้กำไรมากมาย ไม่เคยได้ยินใครบอกอิจฉาอาชีพสัตวแพทย์ เพื่อนคนนั้นต่อให้มีเงินเก็บ ก็คงจ้างหลี่เหยียนไม่ไหว
ถ้าไม่ใช่คนจ้าง ทำไมต้องเลี่ยง?
เพื่อนคนนั้นไม่ถูกกับหลี่เหยียน!
ใช่แล้ว หลี่เหยียนมันคนคิดเล็กคิดน้อย เรื่องขี้ประติ๋วก็จำฝังใจ เพราะไม่ถูกกันเลยไม่อยากให้เพื่อนคนนั้นมาร่วมวง สมเหตุสมผล
งั้นชวนเพื่อนคนนั้นด้วยดีกว่า ระดับการหลอมรวมสูงขนาดนั้น เพื่อนห้องอนุภาควิญญาณคงสนใจกันทุกคน
ไปสืบดูก่อนว่าคลินิกรักษาสัตว์เป็นบ้านใคร
คิดออกแล้ว ผมก็แห้งพอดี
เก็บของเตรียมทำการบ้าน ประตูใหญ่ก็เปิด
จางอี้ถิงรีบลุกไปเปิดประตูห้องดู เป็นพ่อจริงๆ ด้วย
"พ่อ วันนี้ทำไมกลับตรงเวลาจัง" เธอเดินไปรับเสื้อเครื่องแบบจากพ่อมาแขวน แล้วรีบโบกมือพัดตรงหน้า ขมวดคิ้วบ่น "รีบไปอาบน้ำเลย เหม็นแล้ว"
"รับทราบ!" เหล่าจางตะเบ๊ะให้ลูกสาว
ก่อนไปอาบน้ำยังแวะไปโผล่หน้าในครัว ก็โดนไล่ออกมาเหมือนกัน "กลิ่นตัวแรงกว่ากลิ่นกับข้าวอีก ออกไป!"
วุ่นวายกันพักใหญ่ กว่าจะได้กินข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตา
ปกติจางอี้ถิงไม่ถามเรื่องงานพ่อ แต่วันนี้มีเรื่องอยากรู้
"พ่อ ถ้าเจอผู้ใช้พลังนอกระบบ ปกติพวกพ่อจัดการยังไง?"
"ถามผิดคนแล้วลูก พ่อเป็นตำรวจสืบสวน ไม่ได้ดูแลเรื่องนี้"
"แล้วหนูจะถามใคร?"
"เอ่อ ก็ได้ เรื่องนี้ฝ่ายดูแลความสงบเรียบร้อยดูแล ทั่วไปก็แค่ลงทะเบียน ถ้าเก่งๆ ได้ยินว่าต้องส่งต่อให้หน่วยงานอื่น เหมือนต้องประเมินสภาพจิตอะไรเนี่ยแหละ พ่อก็ไม่ค่อยรู้ละเอียด" เหล่าจางตอบเสร็จคีบข้าวเข้าปาก แล้วถาม "ทำไม? ลูกเจอเหรอ?"
"เปล่า หนูไปกลับโรงเรียนบ้านทุกวัน จะไปเจอที่ไหนล่ะ"
"ไม่เจอก็ดีแล้ว ต่อให้เจอก็อยู่ห่างๆ ไว้ คดีอาญาช่วงนี้ หลายคดีเกิดจากทะเลาะกันแล้วฝ่ายหนึ่งระเบิดพลังออกมา บางคนเพิ่งตื่นรู้เดี๋ยวนั้นด้วยซ้ำ จะตายจะเจ็บหรือรอดมาได้ขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ การไปยุ่งกับผู้ใช้พลังที่ไม่รู้ความสามารถและนิสัย ก็เหมือนเอาชีวิตไปเสี่ยงนั่นแหละ"
แม่ร่วมวงถาม "แบบนี้อาชญากรวิญญาณไม่เยอะขึ้นเรื่อยๆ เหรอ? ในคุกก็คงอันตรายสินะ"
"ก็ใช่น่ะสิ! ช่วงนี้กำลังคุยเรื่องสร้างคุกขังเดี่ยวพวกนี้โดยเฉพาะ แต่รายละเอียดก็ยังไม่ชัดเจน ยังไม่มีคำสั่งลงมา"