- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 16 คนตาบอดเจอผี
บทที่ 16 คนตาบอดเจอผี
บทที่ 16 คนตาบอดเจอผี
กินมื้อเย็นแล้วพักอีกสักหน่อย ล้างหน้าล้างตา ทักทายเจ้าของบ้านแล้วออกจากบ้าน
"ประตูเปิดไว้ให้นะ กลับมาแล้วช่วยปิดไฟด้วย"
"ขอบคุณครับ"
บ้านเก่าก็มีข้อดีของบ้านเก่า บ้านโครงสร้างแบบนี้ พอล็อกประตูห้องนอน ในห้องโถงจากหน้าถึงหลังก็ไม่มีของมีค่าอะไร ดังนั้นประตูใหญ่เปิดทิ้งไว้ทั้งคืนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เว้นแต่จะมีโจร ถึงจะมีเหตุผลให้ต้องปิดประตู
ออกมาจากบ้านพัก หลี่เหยียนสังเกตเห็นว่าในมืออู่เจียงไม่มีอะไรเลย
"นายไปตัวเปล่าแบบนี้เหรอ?"
"ในมือนายก็มีไฟฉายไม่ใช่เหรอ"
"...ก็ได้"
หลี่เหยียนสะพายเป้ หิ้วไฟฉุกเฉินที่ยืมเจ้าของบ้านมา ไฟฉายแบบหิ้วพวกนี้มีน้ำหนักพอสมควร ส่องสว่างได้ต่อเนื่องสิบกว่าชั่วโมงขึ้นไป ต่อให้ไม่พอจริงๆ มือถือกับพาวเวอร์แบงค์ของเขาก็ยังพอแก้ขัดได้
อู่เจียงไม่ได้บอกว่า ต่อให้หลี่เหยียนไม่พกไฟฉายก็ไม่เป็นไร แค่ส่องสว่าง ใครๆ ก็ทำเป็น
สองคนเดินตามคันนามุ่งหน้าขึ้นเขา ฝั่งที่ติดภูเขามีคอกวัวอยู่สองสามคอก วัวข้างในบางตัวยังไม่นอน
"ดูสิวัวยังอยู่ดีมีสุข นายอย่าเครียดเกินไปน่า"
"...อ้อ" หลี่เหยียนคิดหน่อยหนึ่ง เปิดกระจกหมวกกันน็อคขึ้น
ภูเขาลูกนี้กับที่นาพื้นราบ ความสูงต่างกันอย่างมากก็ไม่เกินร้อยกว่าเมตร แต่พอเดินจริงๆ ภูมิประเทศกลับซับซ้อนเอาเรื่อง
เดินๆ ไปหลี่เหยียนถาม "นายหาที่เจอไหม?"
"ฉันมองเห็น พอใจยัง"
คำตอบนี้เท่ากับยอมรับว่าเขามีสกิล [สัมผัสวิญญาณ] พอยืนยันข้อมูลนี้ได้ หลี่เหยียนก็อารมณ์ดีขึ้น เพราะสกิลนี้สัมผัสความแกร่งของผู้ใช้พลังวิญญาณได้ ใช้กับผีก็ได้ผล ระดับความอันตรายย่อมลดลงฮวบฮาบ
ในสายตาวิญญาณ ป่าช้านี่สว่างจ้าเกินไปจริงๆ น่าจะมีของร่วมพิธีฝังศพไม่น้อยที่ดูดซับอนุภาควิญญาณ ไม่จำเป็นต้องเป็นแก้วแหวนเงินทอง อาจเป็นตัวโลงศพเองก็ได้
อู่เจียงอาศัยการกระจายตัวของวัตถุที่มีพลังวิญญาณ ระบุขอบเขตป่าช้าหลัก พาหลี่เหยียนเดินลัดเลาะไปตามทางบนเขา จนถึงเขตป่าช้า
กลางคืนในป่าช้า ไม่ใช่อุปาทานแน่ๆ อุณหภูมิที่นี่ต่ำกว่าบริเวณรอบๆ นิดหน่อยจริงๆ แถมเหมือนจะมีแสงสว่างด้วย
หลักการวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัด ไม่ใช่เรื่องที่นักเรียนประถมสองคนจะวิเคราะห์ได้
หลี่เหยียนปิดกระจกหมวกกันน็อค หันกลับไปเช็กว่าทางเดินยังอยู่ ถามเสียงอู้อี้ผ่านหมวก "จะเอายังไง?"
อู่เจียงไม่ตอบ กำลังกวาดตามองเข้าไปในหลุมศพแต่ละหลุม
ไม่พบสิ่งน่าสงสัย งั้นก็ต้องหาวิธีทางด้านอนุภาควิญญาณ
"ฉันจะรวบรวมอนุภาควิญญาณในเขามาที่นี่ ดูว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงไหม"
ทะ... ทำได้ด้วยเหรอ? หลี่เหยียนพูดไม่ออกแล้ว
อู่เจียงเดินไปตามเนินดินที่หญ้าขึ้นสูง หาที่เหมาะๆ แล้วหยุดยืน
ไม่ต้องทำท่าอะไร หลี่เหยียนรู้สึกได้ทันทีเหมือนเมื่อตอนบ่าย อนุภาควิญญาณเริ่มเคลื่อนไหว
การเปลี่ยนแปลงที่คนธรรมดาไม่ควรรับรู้ กลับทำให้ทั้งภูเขาเดือดพล่าน เสียงแมลงร้องระงมดังไปทั่ว มากกว่าปกติในต้นฤดูใบไม้ผลิ
หลี่เหยียนระวังตัวแวบหนึ่ง ไม่เห็นฝูงแมลงบินมา ก็โล่งอก
อู่เจียงโพล่งขึ้น "มาแล้ว!"
"ไหน? ไหน?"
ชี้ไปทางหนึ่ง หลี่เหยียนรีบยกไฟฉายส่องตามไป
"นายมาอยู่กับฉัน อย่าห่างเกินไป"
"อ้อๆ" ยักษ์ใหญ่อย่างหลี่เหยียนตอนนี้เหมือนลูกเจี๊ยบ รีบสาวเท้าเข้าไปใกล้เดินตามอู่เจียง หลังค่อมลง ให้ระดับความสูงพอๆ กับอู่เจียง
อู่เจียงพาเขาปีนขึ้นไปอีกหน่อย มองหลุมศพที่ถูกหญ้ารกปกคลุมจนมิด
หลี่เหยียนนึกว่าจะเปิดฉากบู๊ทันที แต่เรื่องราวกลับต่างจากที่คิดโดยสิ้นเชิง อู่เจียงแค่ยืนเฉยๆ เหมือนไม่ได้ทำอะไร รอบข้างก็ไม่มีอะไรผิดปกติ หันกลับไปส่องไฟดู ทางกลับก็ยังอยู่ดี
อู่เจียงไม่ได้อยู่เฉยๆ เขากำลังวิเคราะห์โครงสร้างของผี หรือจะเรียกว่าวิญญาณ
ในกระแสข้อมูลสัมผัสวิญญาณ ผีดูเหมือนก้อนอนุภาควิญญาณที่มีจิตสำนึกของตัวเอง ไม่ถูกทิศทางการเคลื่อนที่ของอนุภาควิญญาณปกติรบกวนเลยพอลองแหย่นิดหน่อย พบว่าไอ้ก้อนนี้จะไล่ตามกลุ่มอนุภาควิญญาณความหนาแน่นสูง
ดูเหมือนจะไม่มีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง อาจเพราะนานเกินไป ตอนตายยังไม่มีอนุภาควิญญาณล่ะมั้ง
อีกอย่าง มันกำลังปล่อยพลังบางอย่างอยู่จริงๆ อ่อนมาก และไม่มีเป้าหมายชัดเจน ดูความแตกต่างได้จากการเปลี่ยนแปลงของ "สนาม" เท่านั้น
สำหรับเจ้านี่ อู่เจียงไม่มีความสนใจจะเอากลับไปวิจัย แค่วิเคราะห์โครงสร้างหน้างาน เพิ่มความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงของ "วิญญาณ" ก็พอ
ทั้งสองยืนอยู่อย่างนั้น ผ่านไปสิบกว่านาที จู่ๆ อู่เจียงก็หันขวับไปมองด้านหลังหลี่เหยียน
หลี่เหยียนปฏิกิริยาไว ไม่หันกลับไปมอง แต่ก้าวไปหลบหลังอู่เจียงทันทีค่อยหันกลับ ส่องไฟกราดไปทั่ว "เกิดไรขึ้น เกิดไรขึ้น?"
"มีผีตัวหนึ่งโจมตีเรา"
"!!!"
ตัวเองไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่โดนหลอกเล่น ก็แปลว่าอีกฝ่ายกันการโจมตีไว้แล้ว แต่ตัวเองกลับไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย งั้นก็มาเสียเที่ยวเปล่าน่ะสิ
"...ที่นี่มีผีกี่ตัว?"
"ตอนนี้ สาม"
"หา!?" พ่อยังบอกว่าหาเจอยากอยู่เลย
อู่เจียงก็ตระหนักว่าสถานการณ์ไม่ค่อยถูก ต้อง ใช้พรสวรรค์ผลักดันอนุภาควิญญาณในบริเวณนี้ให้กระจายตัวสม่ำเสมอทั่วทั้งภูเขาอีกครั้ง
สักพักก็พยักหน้า "เข้าใจแล้ว ความเข้มข้นอนุภาควิญญาณสูงเกินไป จะให้กำเนิดผีใหม่"
"งั้นหาวิธีเถอะ ไม่งั้นเราไปแล้วพวกมันลงเขาไปทำร้ายคนจะทำไง?"
อู่เจียงส่ายหน้า "ไม่หรอก เมื่อกี้ฉันเคลียร์อนุภาควิญญาณในพื้นที่แล้ว ผีเกิดใหม่พวกนี้คุมอนุภาควิญญาณไม่ได้ รักษาสภาพตัวเองไม่ได้ กำลังสลายตัว"
"อ้อ งั้นก็ดี" หลี่เหยียนตอบรับ หน้าตาเอ๋อเหรอ
จนถึงตอนนี้ เขาแค่รู้สึกว่ายืนบื้ออยู่บนเขาเงียบๆ นอกจากเสียงแมลงเมื่อกี้ มีแค่คำพูดของอู่เจียงที่บอกว่าเกิดอะไรขึ้น จริงเท็จยังไงก็ตัดสินไม่ได้
ลึกลับ ซับซ้อน จากตรงนี้พอมองออกว่าอาชญากรวิญญาณเป็นกลุ่มคนที่อันตรายแค่ไหน บางคนอันตรายยิ่งกว่าฆาตกรต่อเนื่องเสียอีก ตามกระบวนการเมื่อหลายปีก่อน เหยื่อคงถูกระบุว่าฆ่าตัวตายได้ง่ายๆ
อู่เจียงไม่มีเวลาสนใจเขา เฝ้าดูการสลายตัวของผีใหม่ตลอด ผ่านไปพักหนึ่ง พอผีใหม่ไม่ส่งผลต่ออนุภาควิญญาณปกติแล้ว ถึงขยับตัว "ไปกันเถอะ ตรงนี้จบแล้ว กลับกัน"
หลี่เหยียนรู้สึกตัวช้า เดินกลับมาตั้งไกล ใกล้ถึงทางเดินกว้างๆ บนเขาถึงตระหนักว่าเมื่อกี้เกิดเรื่องขึ้นจริง ที่เขาไม่รู้สึกตัวเพราะตื่นเต้นเกินไป
เมื่อกี้ ตอนผีใหม่โผล่มาทำให้เขาก้าวไปหลบหลังอู่เจียง เขาไม่รู้สึกถึงการสัมผัสระหว่างหญ้ากับกางเกงเลย!
แสดงว่าเมื่อกี้เขาถูกพลังบางอย่างของอู่เจียงปกป้องอยู่จริงๆ แถมเป็นพลังที่ส่งผลต่อวัตถุ คล้ายพลังจิต
พลังจิตกันการโจมตีทางจิตของผีได้เหรอ? หรืออู่เจียงเก่งเกินไป ผีอ่อนเกินไป? หรือไม่ใช่พลังจิต?
อย่างน้อยยืนยันได้เรื่องหนึ่ง อู่เจียงเป็นสัตว์ประหลาด อาจเหมือนสัตว์ประหลาดกว่าผู้ใช้พลังทุกคนที่พ่อแม่เคยเจอ ใช้พลังหลายอย่างพร้อมกัน แถมไม่มีร่องรอยให้จับได้เลย
พูดแบบนี้อาจเสียมารยาท แต่ระดับนี้ ยังนับเป็นมนุษย์ได้อีกเหรอ?
ทำไมถึงเก่งขนาดนี้? มีความลับอะไรไหม?
หรือว่าทุกอย่างในคืนนี้ อู่เจียงตั้งใจเก๊กขู่เขาเล่น?
ตัวเขามีความสำคัญขนาดนั้นต่อหน้าอู่เจียงเชียวเหรอ?
หลี่เหยียนที่สมองสับสนเดินตามอู่เจียงลงเขา เดินมาตามคันนากลับหมู่บ้าน ตัดสินใจเอ่ยปากถาม