- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 12 แผนพลาด
บทที่ 12 แผนพลาด
บทที่ 12 แผนพลาด
สองเป้าหมายอยู่ห่างกันเกินไป อู่เจียงไม่รีบร้อน รอจนสุดสัปดาห์ค่อยออกเดินทาง
ไปบ้านครูก่อน ถึงจะไกลแต่เข้าออกไวกว่า
ลงจากรถเมล์ เดินไม่ถึงสองร้อยเมตรก็ถึงแล้ว
ฤดูหนาวมีข้อดีอยู่อย่าง ทุกคนใส่เสื้อผ้าหนา วันหยุดไม่ใส่ชุดนักเรียน สวมแว่นตาธรรมดาสักอัน โยนเข้าไปในฝูงชนก็ไม่มีใครจำใครได้
ที่นี่เป็นหมู่บ้านที่มีแค่ตึกหน้าและตึกหลัง ตึกหน้าติดถนนทำเป็นร้านค้า ตึกหลังด้านข้างติดซอยก็เป็นร้านค้าเหมือนกัน หาเงินเก่งจริงๆ
ยืนอยู่นอกหมู่บ้านก็จับตำแหน่งฟางจิ่วระดับสามได้แล้ว แต่เขาตัดสินใจเข้าไปใกล้กว่านี้หน่อย
เดินผ่านป้อมยามเข้าไปอย่างผ่าเผย คอนโดสูงทั่วไปเมื่อสิบปีก่อนแบบนี้ คนเดินตัวเปล่าเข้าออก ยามหน้าประตูไม่สนใจจริงๆ ด้วย
ตึก B ชั้น 12 ประตูชั้นล่างเป็นล็อกดิจิทัล
อู่เจียงเข้าไปใกล้แกล้งทำเป็นกดรหัส กุญแจก็ดัง "กึก" เปิดออก เขากวาดตามองผังทางเข้า หลบลิฟต์ที่มีกล้องวงจรปิด มุดเข้าบันไดหนีไฟทันที
12 ชั้นไม่สูง อย่างน้อยสำหรับวัยที่ร่างกายกำลังโตอย่างเขาถือว่าไม่สูง ไม่ได้พัก เดินรวดเดียวถึงชั้นเป้าหมาย
ประตูหนีไฟชั้นนี้ปิดอยู่ ไม่ได้ล็อก และล็อกไม่ได้ด้วย ประตูนี้เก่าพอๆ กับตัวตึก บานขวาเอียงนิดหน่อย
เขาไม่แตะต้องประตูหนีไฟเอียงๆ นั่น หันหน้าเข้าหาห้องที่ครูอยู่ ปฏิกิริยาอนุภาควิญญาณระดับสามที่สว่างเหมือนหลอดไฟนั่น ไม่ต้องเช็กซ้ายขวาก็รู้
นอกจากครู ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่ง ดูจากมวลแล้ว เป็นมนุษย์
แสดงว่าในบ้านครูมีคนอื่นอีกคน และยังมีชีวิตอยู่ เบาะแสกลายเป็นศูนย์
เดินลงบันไดมาถึงชั้นเก้าครึ่ง ตรงนี้คือกึ่งกลางตึก
หันหน้าเข้าหาลานจอดรถระหว่างสองตึก ไม่ต้องหลับตาก็เปิดใช้ "สนาม" ของตัวเอง ครอบคลุมทั้งตึก
ไม่มีผู้ใช้พลังคนอื่น มีสัตว์เลี้ยงสองตัว ไม่มีความผิดปกติอื่น
ลืมตาขึ้นกอดอก อู่เจียงเริ่มไปไม่ถูก
เขาเป็นนักเรียนไม่ใช่ตำรวจ ไม่เคยเห็นคนตายกับตา ยิ่งไม่รู้ว่าคนตายมานานจะมีปฏิกิริยาอนุภาควิญญาณไหม ต่อให้เจอคนที่มีพลังหรือสิ่งมีชีวิตผิดปกติคนอื่น จะเชื่อมโยงกับครูยังไง?
บุ่มบ่ามไปหน่อย
มาถึงตรงนี้ใช้พลังไปสามอย่างแล้ว [พลังจิต], [เรดาร์ชีวิต] และ [สัมผัสวิญญาณ] ที่ใช้บ่อยๆ
[เรดาร์ชีวิต] กับ [สัมผัสวิญญาณ] คล้ายกัน อันแรกบอกได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตไหม บอกรูปร่างไม่ได้ ต้องอาศัยประสบการณ์ดูจากพลังชีวิตว่าเป็นตัวอะไร; สัมผัสวิญญาณยืดหยุ่นกว่า ขอแค่มีปฏิกิริยานิดหน่อย ก็พอเดาขนาดตัวได้ ยิ่งระดับการหลอมรวมสูง ข้อมูลที่ได้ยิ่งชัด แต่สัมผัสคนธรรมดาหรือสัตว์ที่ไร้พลังไม่ได้
[พลังจิต] ก็คือการเคลื่อนย้ายวัตถุด้วยจิต เป็นพลังที่มีศักยภาพสูงมาก คุณสมบัติเหมือน [นักฆ่าอนินทรียสาร] คือการมอบมวล ตามทฤษฎีน่าจะมีเวอร์ชันพลังงานด้วย แต่น่าเสียดายที่พอใช้กับของแข็ง ลักษณะเด่นชัดเกินไป ผู้ใช้พลังคนอื่นดูออกง่าย ปกติอู่เจียงเลยไม่ค่อยใช้
ทบทวนการกระทำของตัวเอง ไม่มีอะไรน่าสงสัย กล้องวงจรปิดชั้นหนึ่งที่ส่องประตูบานนั้นก็ไม่ได้เสียบปลั๊กด้วยซ้ำ
ไปดีกว่า
กลับมาที่ป้ายรถเมล์ คิดไปคิดมา ตัดสินใจไปดูทางหวงจิงต่อ โอกาส 99% คงเสียเที่ยวเปล่า แต่ที่นี่ไม่มีรถเมล์กลับบ้านโดยตรง ยังไงก็ต้องต่อรถอยู่ดี
รอรถนั่งรถกินเวลาไปอีกค่อนชั่วโมง ลงที่สถานีเป้าหมาย เดินไปอีกหนึ่งป้ายแล้วเลี้ยวก็เห็นหมู่บ้าน
ที่นี่อลังการมาก ล้อมภูเขาลูกย่อมๆ ไว้ทั้งลูก จุดสูงสุดสูงกว่าถนนห้าหกสิบเมตร ด้านติดถนนดูไม่มีอะไร แต่อีกด้านเป็นสวนพฤกษศาสตร์ ในหมู่บ้านมีสระน้ำจำลองกับศาลากลางน้ำ บ้านบนยอดเขานั่นไม่รู้ต้องจ่ายเท่าไหร่
ช่างเถอะ ไม่เกี่ยวกับเขาสักหน่อย
เดินผ่านประตูหน้า ไม่มุดเข้าไปแล้ว กล้องเยอะ
เดินผ่านถนนหน้าหมู่บ้าน ถือโอกาสสแกนข้างในไปด้วย
สัตว์เลี้ยง เด็ก เยอะมาก อย่างน้อยสามสิบ ต้องมีพวกที่ออกจากบ้านไปแล้วอีกแน่ คนอื่นดูจากพลังชีวิตไม่เห็นความผิดปกติ ฝั่งสัมผัสวิญญาณ ระดับสองมีตั้งหกคน ยังมีระดับสามอีกคน สมกับเป็นหมู่บ้านคนรวย
เหมือนเดิม การจะหาว่าหวงจิงไปทำอะไรกับใคร หรือส่งผลกระทบอะไร ท่ามกลางคนเยอะขนาดนี้ พลังสองอย่างนี้ช่วยไม่ได้
อู่เจียงไม่รู้สาเหตุความผิดปกติของสองคนนั้น ไม่รู้อันตรายของมัน ต้นสายปลายเหตุก็ไม่รู้ ยิ่งเดาไม่ได้ว่าพวกเขาจะทำอะไร
ที่น่าปวดหัวคือพลังที่มีตอนนี้ แยกแยะความแตกต่างระหว่างคนปกติกับคนผิดปกติไม่ได้ถ้าตาเปล่ามองไม่เห็น แบบนี้ต่อให้แถวนั้นมีคนติดเชื้อกลายเป็นตัวประหลาดเพิ่ม ก็ไม่มีทางรู้
คงต้องยุติการสำรวจไว้ก่อน รอให้สองคนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้ค่อยว่ากัน
แยกย้ายๆ
เพิ่งสิบโมงเช้า อู่เจียงนั่งรถไปไม่กี่สถานี ไม่รีบกลับบ้าน แวะตลาดซื้อของ แล้วเดินกลับบ้านสบายใจเฉิบ
พอเข้าร้าน วังหลิงในชุดกาวน์หลังเคาน์เตอร์ร้อง "อ้าว" แล้วทัก "ทำไมรีบกลับ? ไม่ไปเที่ยวเหรอ"
"แวะไปบ้านครูประจำชั้นมาครับ"
"ไม่ไปรบกวนครูแย่เหรอ?"
"ผมรู้กาละเทศะน่า" อู่เจียงพูดพลางชูถุงในมือ "เที่ยงนี้ผมทำกับข้าว"
"แม่มีซาลาเปาสองลูกแล้ว" เวลาอยู่คนเดียวมื้อเที่ยงเธอกินแบบนี้ประจำ
อู่เจียงไม่หยุดเดิน ตอบกลับตอนอยู่บนบันไดแล้ว "งั้นแม่กินกับข้าวแล้วกัน"
เขาเป็นคนไม่คิดมาก เตรียมกับข้าวไป ก็เลิกคิดเรื่องครูกับหวงจิงไปแล้ว แค่รู้สึกว่าพลังตัวเองยังกระจอกไปหน่อย
จะปลุกพลังใหม่เพิ่มดีไหม?
คิดไปคิดมาอย่าดีกว่า ปัจจัยที่คุมไม่ได้ตอนปลุกพลังมีเยอะเกิน โอกาสได้พลังใหม่ที่แก้ปัญหาตอนนี้ได้ก็น้อย แถมปลุกทีไรสภาวะอนุภาควิญญาณจะลดฮวบ ต้องพักฟื้นสองสามเดือน ขืนทำต่อจะกระทบความคืบหน้าฝั่งบำเพ็ญเพียร
ช่วงแรกของการบำเพ็ญเพียรนี่อ่อนแอได้ใจ โรงเรียนก็ไม่สอนคาถา ไม่รู้ในมหา'ลัยอนุภาควิญญาณจะดีขึ้นไหม น่าจะมีทางออกแหละ ไม่งั้นคนอย่างเขาต่อให้ทิ้งลมปราณหรือพลังวัตร อย่างน้อยก็เป็นผู้ใช้พลังระดับห้า แต่พวกที่บำเพ็ญเพียรโดยไม่เคยปลุกพลังเลย ถ้าไม่มีท่าไม้ตายอะไรสักอย่าง ก็เป็นได้แค่ถ่านไฟฉายอนุภาควิญญาณไม่ใช่เหรอ?
อืม เรื่องมหา'ลัยยังอีกไกล ตอนนี้จัดการเรื่องป่าช้าให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า
ตอนนี้ ตั้งใจทำกับข้าว
หุงข้าวสำหรับสามที่ เย็นนี้จะได้ไม่ต้องหุงอีก ไม่งั้นหุงข้าวมื้อเที่ยงสำหรับคนเดียว ข้าวตังติดก้นหม้อจะเยอะเกิน
กับข้าวก็ยังเป็นสองอย่างแกงจืดหนึ่งอย่าง
แกงจืดกระดูกหมูหมึกแห้ง ใส่ขิงแว่นต้มในหม้อแรงดันพักหนึ่ง แล้วเปิดฝาใส่สาหร่ายกับเกลือต้มต่ออีกไม่กี่นาที ไม่มีสูตรตายตัว เขาแค่คิดว่าสาหร่ายทำแกงจืดได้ ผสมหมึกแห้งก็ไม่น่ามีปัญหา กระดูกหมูช่วยให้น้ำซุปมันและหอม รู้สึกว่าน่าลองก็จัดเลย แค่ต้องระวังลำดับการใส่เครื่องปรุง
กับข้าวผัดสองอย่าง ผัดสันในหมู กับกะหล่ำปลี
แม่กินข้างล่างไม่สะดวก ตักกับข้าวสองอย่างใส่ถ้วยเล็ก ตักน้ำแกงหนึ่งถ้วย ยกไปให้
ดันมีลูกค้าซะงั้น
เห็นอู่เจียงถือถ้วยสองใบมาที่เคาน์เตอร์ ลูกค้าชะโงกหน้ามาดู "อาหารน่ากินนี่นา"
"ลองชิมน้ำแกงสักถ้วยไหมครับ?"
"ไม่เป็นไรๆ!" แค่ทักทายตามมารยาท เกรงใจกันเกินไปเดี๋ยวจะยุ่ง
อู่เจียงไม่รีบขึ้นไป หยิบซาลาเปาสองลูกในถุงพลาสติกที่วังหลิงซ่อนไว้ใต้เคาน์เตอร์ออกมา เหลือบมองโต๊ะยาว
แมวแก่หมาแก่กลับไปแล้ว บนโต๊ะมีหมาใหญ่ตัวหนึ่ง สีขาวล้วน ดูจากขนแล้วดูแลใช้ได้ แต่ขี้ตาเยอะไปหน่อย น่าจะร้อนใน
มองวังหลิงที่ลูบคลำตัวหมาอยู่แวบหนึ่ง ไม่พูดอะไร เดินขึ้นไปอุ่นซาลาเปา