- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 11 "ผู้ป่วย" หมายเลขสอง
บทที่ 11 "ผู้ป่วย" หมายเลขสอง
บทที่ 11 "ผู้ป่วย" หมายเลขสอง
นักเรียนประถมวัยสิบหกปีทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ใช้ชีวิตประจำวันไปวันๆ
วันเวลาผ่านไปทีละวัน ไม่มีอะไรผิดปกติ อู่เจียงวางแผนเส้นทางสำรวจป่าช้า เพิ่มงบไปอีกห้าสิบ
หลี่เหยียนที่มานั่งกินข้าวเที่ยงตรงข้ามเขาทุกวัน วันนี้อาการไม่ค่อยปกติ
อู่เจียงกินเสร็จก่อน เงยหน้ามองเขา "ปกตินายกินข้าวเร็วไม่ใช่เหรอ?"
แต่สายตาหลี่เหยียนกลับอยู่ที่อื่น
อู่เจียงมองตามแวบหนึ่ง ไม่เห็นมีอะไร
"คนข้างๆ จางอี้ถิงมีปัญหา"
"???"
หลี่เหยียนหันมามองเขา "ผู้หญิงคนนั้นแซ่หู ชื่ออะไรนายไม่ต้องจำหรอก พ่อหล่อนเป็นตำรวจ"
"อ้อ นึกออกแล้ว" เคยเจอตอนเลิกเรียนวันที่ซื้อขายกับหลี่เหยียน
"ช่วงนี้เหมือนหล่อนคุยกับจางอี้ถิงเรื่องอาชญากรรมวิญญาณ"
"รายการ 'ที่เกิดเหตุอาชญากรรมวิญญาณ' ทางช่อง 2 เหรอ? ไม่เห็นแปลก ฉันก็ดู"
"ไม่ ใช่ ของเมืองเรา"
ในโรงอาหารเสียงดังมาก ถ้าไม่ตั้งใจฟัง ขนาดโต๊ะข้างๆ คุยกันยังไม่ได้ยิน ฝั่งจางอี้ถิงห่างไปตั้งสามโต๊ะ
อู่เจียงใช้สัมผัสวิญญาณสแกนหลี่เหยียนอีกรอบ สภาวะวิญญาณเขาไม่มีคลื่นอารมณ์ แสดงว่าที่พูดไม่น่าจะใช่สิ่งที่ได้ยินเดี๋ยวนั้น
บ้านอู่เจียงไม่มีตำรวจ ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ เลยถาม "แล้วไง?"
"งานตำรวจไม่ควรเอามาพูดที่บ้าน โดยเฉพาะตำรวจอาชญากรรม"
"จะโดนลงโทษเหรอ?"
"...ถ้าไม่ใช่คดีที่กำลังทำอยู่ ปกติก็ไม่"
"งั้นก็จบ กินข้าวไปเถอะ ฉันไปละ" อู่เจียงลุกขึ้นเดินหนี
ปากบอกว่าไป แต่ไม่ได้ไปไกล ออกจากโซนเทนนิสหน้าตึกรอง มายืนระหว่างตึกรองกับตึกหลัก ตรงจุดที่มองเห็นตึกรองอีกตึกได้พอดี รอคอยการปรากฏตัวของคนที่สอง
เรื่องเมื่อเช้า ในโรงเรียนมีความผิดปกติอื่นนอกจากครูประจำชั้นฟางจิ่ว
ลูกตาที่ไต่ไปทั่วของครูประจำชั้นห้องอนุภาควิญญาณฟางจิ่วยังไม่หาย กลับลามปามจนลูกตาสองข้างหลุดออกมา แถมใบหน้า ลำคอ ข้อมือที่มองเห็นได้ บางครั้งยังมีอะไรบางอย่างเลื้อยอยู่ใต้ผิวหนัง
ที่น่าขนลุกคือ นอกจากอู่เจียงแล้ว ไม่มีใครเห็นความผิดปกตินี้ และอู่เจียงก็ยืนยันได้ว่าอวัยวะที่รับข้อมูลนี้คือดวงตาจริงๆ
อาจเป็นพลังลึกลับบางอย่างที่ตื่นขึ้นในฝันตอนเด็กกำลังออกฤทธิ์ จนป่านนี้ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่
เมื่อเช้าอู่เจียงมาโรงเรียนสายหน่อย พบความผิดปกติที่สอง ตอนนี้ยังไม่เห็นต้นตอ
เขายืนตรงนี้ มองเห็นทางเข้าออกโรงอาหารนักเรียนสองแห่งและโรงอาหารครูหนึ่งแห่งได้หมด ไม่แน่ว่าจะระบุตัวคนที่สองได้ เพราะอาจคลาดกันไปแล้ว
คนยังไม่ทันมา หลี่เหยียนก็โผล่มาอีก
เขาขยับเข้ามาสังเกตการณ์ตามอู่เจียง แล้วมองหน้า "ทำไรอยู่?"
"รอคน"
"ใคร?"
"ไม่รู้"
"?"
"รอดูก่อน นายไปก่อนเถอะ"
หลี่เหยียนอาจจะดื้อหน่อยๆ ไม่ขยับ "ยังไงก็ไม่มีไรทำอยู่แล้ว"
อู่เจียงก็ตามใจ
หลี่เหยียนว่างจัดจริงๆ คอยจับตาดูท่าทีอู่เจียง ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที เห็นสายตาเขาล็อกเป้าใครบางคนอยู่นานไม่ละไปไหน ถึงได้มองตามไป
นักเรียนที่ไม่รู้จัก
"ใคร?" เขาถามอีกครั้ง
อู่เจียงส่ายหน้า "ไม่รู้จัก"
"??? แล้วนายรอเขาทำไม?"
อู่เจียงไม่รู้จะอธิบายให้คนที่มองไม่เห็นความผิดปกติฟังยังไง ได้แต่บอกว่า "คนรู้เขารู้กัน"
หลี่เหยียนดันไม่โกรธ จ้องนักเรียนคนนั้นสักพัก แล้วฟันธง "ไม่ใช่รุ่นเรา"
"นายรู้จัก?"
"ถ้ารู้จักเมื่อกี้จะถามนายทำซากอะไร?"
อู่เจียงมองหลี่เหยียนแวบหนึ่ง คนคนนี้มีประโยชน์ แถมสองสัปดาห์หลังเหตุการณ์คราวนั้นไม่มีตำรวจมาเคาะประตูบ้าน เพิ่มค่าความสนิทสนมให้หน่อยก็ได้
"ตามมา"
อู่เจียงไม่ได้เข้าไปหาเด็กนักเรียนประหลาดคนนั้นที่อยู่ห้องไหนก็ไม่รู้ พาหลี่เหยียนไปหาที่นั่งสะอาดๆ บนอัฒจันทร์สนามฟุตบอลหน้าตึกหลัก หลี่เหยียนก็นั่งตาม ไม่ปัดฝุ่นเหมือนอู่เจียงเป๊ะ นั่งห่างกันเมตรกว่าๆ จะว่าใกล้ก็ใกล้ จะว่าไกลก็ไกล ดูไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่
อู่เจียงบิดขี้เกียจ มองสนามบอลโล่งๆ แล้วพูดขึ้น
"อนุภาควิญญาณเป็นของลึกลับ"
"..." พูดอะไรไร้สาระ
"โรงเรียนมีสิ่งที่ฉันวิเคราะห์ไม่ได้โผล่มา ฉันเรียกมันว่าความผิดปกติ"
ประโยคนี้ฟังรู้เรื่อง "อื้ม"
"ครูประจำชั้นฟางจิ่วก็คนหนึ่ง ตั้งแต่วันแรกของเทอมนี้ ตาแกก็เพี้ยนๆ ไต่ออกมาจากเบ้าได้ ตอนนี้พัฒนาไปขั้นสองแล้ว"
"!!!" หลี่เหยียนเก็ตแล้ว "คนเมื่อกี้ก็ด้วย?"
"เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อเช้า ตัวเขาไหลเยิ้มไปด้วยของเหลวคล้ายหนองสีเขียว ตั้งแต่หน้าโรงเรียนยาวไปถึงหน้าตึกหลัก"
หลี่เหยียนไอ้ยักษ์เกาหัวเกรียนแก้คัน "แล้วเมื่อกี้ล่ะ?"
"หยดมาไม่กี่หยด"
"เชี่ย" หลี่เหยียนสบถ ถามต่อ "อันตรายไหม?"
อู่เจียงส่ายหน้า "ยังไม่พบ"
"ไปดูบ้านพวกนั้นกันไหม?"
"ฉันไม่ใช่ตำรวจสักหน่อย"
"ฉันจ้างนาย ช่วยไปดูหน่อย ที่อยู่เดี๋ยวฉันหาให้ 500 เป็นไง?"
อู่เจียงลังเล
จะบอกว่าไม่อยากรู้อยากเห็นคงโกหก เขาเคยเจอตัวประหลาดแค่สองคนนี้ เดิมทีนึกว่าเป็นปัญหาของฟางจิ่วคนเดียว ตอนนี้ดูท่าจะไม่ใช่ เพราะนักเรียนคนเมื่อกี้ยังไม่ถึงมาตรฐานระดับหนึ่งด้วยซ้ำ
ความผิดปกติอาจมีการแพร่เชื้อต่ำๆ อยู่บ้าง
แต่พูดตรงๆ บ้านหลี่เหยียนมีตำรวจทำให้เขาไว้ใจมากไม่ได้ เปิดเผยข้อมูลมากไป อาจทำตัวเองโดนจับ
ติดคุกคือขีดสุด ถ้าถึงขั้นเข้าออกไม่ได้อิสระ เขาคงต้องใช้กำลัง
ชีวิตตอนนี้ถึงจะธรรมดา แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ
ความเสี่ยงสูงเกินไป
ตัวเขาเองก็มีพลังหาบ้านคนอื่นได้ แต่พลังนั้นไม่ค่อยเนียน ใช้ในโรงเรียนเสี่ยงสูง
"นายเอาที่อยู่มา ฉันไปดูเอง ได้ผลยังไงจะมาบอก ไม่คิดตังค์"
"...ได้"
หลี่เหยียนเสียดาย เขาอยากรู้จริงๆ ว่าอู่เจียงปลุกพลังได้กี่อย่างกันแน่ แต่เห็นชัดว่าความสัมพันธ์ยังไม่ถึงขั้น
ส่วนความผิดปกติที่เขาพูดถึง หลี่เหยียนมองไม่เห็น แต่เชื่อถือ เพราะการซื้อขายครั้งก่อนทำให้รู้ว่า อู่เจียงเก่ง โคตรเก่ง
ไม่ใช่แค่บินได้ธรรมดาๆ เขาไม่สนวิธีได้พลังหรือเทคนิคอะไรแล้ว พลังที่ตื่นขึ้นอาจเกินเลขหลักเดียว คนแบบนี้ไม่โกหกคนไม่มีพลังอย่างเขาหรอก เหมือนคนไม่โกหกมดนั่นแหละ
แยกย้ายกัน อู่เจียงไปสนามบาส ส่วนหลี่เหยียนไม่มีใครสน
หลี่เหยียนทำงานไวมาก วันรุ่งขึ้นก็ได้ของ
เหมือนตอนจ่ายเงิน อู่เจียงมาถึงโรงเรียน กระดาษโน้ตก็อยู่ในลิ้นชักแล้ว
มองที่อยู่แวบหนึ่ง รู้สึกยุ่งยากขึ้นมาทันที
นักเรียนชื่อหวงจิง บ้านไม่ไกล สองกิโลเมตร ใกล้กว่าเดินจากโรงเรียนกลับบ้านอีก แต่ดันเป็นหมู่บ้านหรูระบบปิด เข้าออกลำบากไม่พอ กล้องวงจรปิดคงเพียบ
บ้านครูยิ่งไปกันใหญ่ นี่เขตตะวันออก ครูดันอยู่เขตตะวันตก ห่างไปเกือบ 12 กิโล นั่งรถเมล์ก็ปาไปครึ่งค่อนชั่วโมง
พลิกดูด้านหลัง มีตัวหนังสือเขียนด้วยมืออีก
พลังตื่นรู้ของฟางจิ่ว [หมอกชื้น] สร้างหมอกขึ้นมาได้ คนที่เข้าไปจะหายใจติดขัด พละกำลังลดฮวบ แต่ใช้กับผู้ใช้พลังวิญญาณไม่ค่อยได้ผล
กะแล้วเชียว ถ้าเก่งจริงคงไม่มาจมปลักอยู่โรงเรียนมัธยมหรอก โรงเรียนดีแค่ไหนเงินเดือนก็มีเพดาน
จะว่าไป พลังแค่นี้ เก่งไม่เก่งต้องดูระยะและจุดประสงค์ ถ้าคลุมหมู่บ้านได้ทั้งหมู่บ้าน เอาไว้สแกนและระวังภัยผู้ใช้พลังวิญญาณตอนทีมไม่มีคนสายตรวจจับก็พอไหว
ก็แค่พอไหว เพราะเดี๋ยวนี้คนมีพลังน่าจะอยู่กับครอบครัวเยอะ แกล้งตายมันยาก แต่เห็นคนในบ้านเป็นอะไร แกล้งเป็นลมคงไม่ยากมั้ง ที่สแกนเจอก็คงมีแต่พวกไม่เจ้าเล่ห์พอนั่นแหละ
แต่ความสามารถในการสืบสวนของหลี่เหยียนเนี่ย โรงพักเป็นกิจการที่บ้านหรือไง มิน่าเปิดเทอมวันที่สองถึงรู้ว่าเขาปลุกพลังได้แล้ว