- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 9 พลังอนุภาควิญญาณ
บทที่ 9 พลังอนุภาควิญญาณ
บทที่ 9 พลังอนุภาควิญญาณ
อู่เจียงพาหลี่เหยียนเดินลัดเลาะมาจนถึงสวนสาธารณะอีกแห่ง
ที่นี่อยู่ตรงข้ามสวนใกล้บ้านเขา มีทะเลสาบเล็กๆ คั่นกลาง
ความต่างคือสวนนี้อยู่ในเขตบริหาร กว้างกว่า โล่งกว่า คนพลุกพล่านน้อยกว่า อู่เจียงแวะมาบ้างในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะไม่มีใครรู้จัก
เดินมาพิงรั้วริมทะเลสาบ รอครู่หนึ่ง หลี่เหยียนก็มายืนข้างๆ ห่างออกไปหนึ่งเมตร
หันไปมองหลี่เหยียน "นายรู้เรื่องพลังอนุภาควิญญาณแค่ไหน?"
"พลังของนายคือทำให้ตัวเบา แต่พละกำลังกลับมากกว่าปกติ"
ใช่ นั่นคือพลังที่อู่เจียงลงทะเบียนไว้กับตำรวจ สาเหตุเพราะไปช่วยตาแก่ที่เกือบโดนรถชน ซึ่งก็คือตาแก่ที่ตะโกนเรียกเขาว่าอาจารย์ห้าในสวนฝั่งตรงข้ามเมื่อเช้านั่นแหละ
น่าเสียดาย ที่ว่าตัวเบานั้นไม่ใช่แก่นแท้พลังของเขา ผลลงทะเบียนนี้ก็ไม่ได้มาจากปากเขา เขาแค่ไปยืนบนตาชั่งพักหนึ่ง
"นายคิดว่าพลังนี้แกร่งไหม?"
"...กระจอก"
ถ้ามองข้ามความเป็นอันธพาล หลี่เหยียนก็มีข้อดี ทำงานละเอียด พูดจาตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม
อู่เจียงไม่รีบตอบ คิดคำนึงถึงผลกระทบรอบด้าน
"ถ้าฉันให้นายเห็นพลัง 'กระจอก' นี่กับตา นายจะเก็บความลับได้แค่ไหน?"
"ตราบใดที่นายไม่ก่อคดีอาญาร้ายแรง จะไม่บอกใครเด็ดขาด"
หลี่เหยียนดูจะเข้าใจ การได้เห็นพลังอนุภาควิญญาณกับตา มีความหมายต่อนักเรียนห้องนี้มาก
"...สรุปคือที่บ้านนายรู้จักกับบ้านจางอี้ถิงสินะ?"
คดีอาญาร้ายแรง คำนี้ไม่น่าหลุดจากปากเด็กเกเร เรื่องราวปะติดปะต่อกันแล้ว บ้านจางอี้ถิงมีคนเป็นตำรวจ บ้านหลี่เหยียนก็มีตำรวจเหมือนกัน!
ไหนจะเพื่อนสนิทจางอี้ถิงอีก เชี่ยเอ๊ย ลูกหลานตำรวจในโรงเรียนเยอะชะมัด ดีนะที่ระวังตัวแจ
"ฮึ" หลี่เหยียนส่งเสียงตอบรับ ถือว่ายอมรับกลายๆ
อู่เจียงเลิกคุย หันไปมองสำรวจสวน หลี่เหยียนก็หันไปกวาดตามองรอบๆ พักหนึ่ง
รอจนคนจูงหมาเดินลับสายตา อู่เจียงหันมาเผชิญหน้าหลี่เหยียนอีกครั้ง
"ดูให้ดี"
เขาปล่อยแขนลงข้างตัว หงายฝ่ามือขึ้น ยืนท่าผ่อนคลาย แล้วใช้พลัง
ดวงตาหลี่เหยียนเบิกกว้างทันที จ้องเขม็งไปที่เท้าของอู่เจียง
เขาลอยขึ้นแล้ว ปลายเท้าพ้นจากพื้น!
ไม่นานนัก อู่เจียงร่อนลงพื้น กลับไปพิงรั้วมองทะเลสาบตามเดิม
ตั้งแต่ต้นจนจบ สีหน้าและลมหายใจเขาไม่เปลี่ยนเลย นี่แค่การปล่อยพลังขั้นพื้นฐาน กินพลังงานเท่ากับเปิดโหมดสัมผัสวิญญาณแบบพาสซีฟห้านาที... หรือก็คือแทบไม่เสียแรงเลย
"ยังกระจอกอยู่ไหม?"
"...สอนฉันหน่อย!"
บินได้ กับตัวเบา ความต่างราวฟ้ากับเหว ไม่ต้องเป็นอัจฉริยะก็ดูออก ต่อให้ไม่มีพละกำลังเพิ่ม แค่บินได้ก็เลี่ยงอันตรายได้สารพัด แถมยังช่วยชีวิตคนในจุดที่เครื่องมือกู้ภัยเข้าไม่ถึงได้อีก
อู่เจียงส่ายหน้า พูดตามตรง "พลังจะเป็นรูปแบบไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของเราเลย นี่คือเหตุผลที่ตอนแรกฉันปฏิเสธนาย"
"ฉันต้องทำยังไง?"
"จริงๆ ในตำราก็เขียนไว้ชัดเจน แต่เพราะนายจ่ายเงิน ฉันจะขยายความให้หน่อย"
อู่เจียงดีดหินออกจากมือ หลี่เหยียนมองระลอกคลื่นบนผิวน้ำอย่างงงๆ จำไม่ได้ว่าเขาหยิบหินมาตอนไหน ตอนลอยตัวเมื่อกี้ในมือก็เหมือนไม่มีอะไร มายากลเหรอ?
"หลังจากนายสะสมระดับการหลอมรวมได้มากพอ สิ่งที่กำหนดพลังที่จะตื่นขึ้นคือเจตจำนงส่วนตัว นายต้องมีความปรารถนาแรงกล้า ทิศทางที่ชัดเจน ทิศทางที่ไม่ชัดเจนจะทำให้พลังเบี่ยงเบนไปคนละเรื่อง อีกอย่าง ถ้านายอยากได้พลังที่มีประโยชน์ พยายามอย่าให้พลังตื่นตอนนอนหลับ"
หลี่เหยียนคิดตาม ขมวดคิ้วหนาเตอะ "ฉันมีคำถามเพียบ"
"ถามมา"
"ฉันอยากบินได้ นับเป็นทิศทางไหม?"
"ไม่นับ ข้อแรก นายเพิ่งเห็นฉันลอยได้ เลยเกิดความคิดนี้ ข้อสอง อยากบินไม่ได้ทำให้เกิดพลังบินได้ นายไม่เข้าใจความเชื่อมโยง ฉันเองก็ไม่เข้าใจ"
หลี่เหยียนไม่เซ้าซี้ ถามต่อทันที "ในเมื่อทิศทางกับผลลัพธ์ไม่เกี่ยวกัน จะยึดทิศทางไปเพื่ออะไร?"
"นายอยากหยุดยั้งอาชญากร อาจเกิดพลังมหาศาล หรือกลายเป็นหนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า หรือกระทั่งเสกวิญญาณวีรชนออกมา เข้าใจไหม?"
หลี่เหยียนครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงพยักหน้า "พลังพวกนี้บรรลุเป้าหมายได้จริง แต่เราคุมรายละเอียดไม่ได้ การเบี่ยงเบนที่ว่า คือพลังที่ตื่นขึ้นไม่ช่วยให้สมปรารถนา"
"ใช้ได้" อู่เจียงประเมินแบบคลุมเครือ ไม่บอกว่าถูกหรือผิด อนุภาควิญญาณก็คลุมเครือแบบนี้แหละ ความคิดคนก็เหมือนกัน
คำถามของหลี่เหยียนยังไม่หมด
"ฉันจะเลี่ยงพลังตื่นตอนนอนได้ไง? ไม่ต้องนอนเหรอ?"
"ความอ่อนเพลีย ลดโอกาสฝันเรื่องเดิมนานๆ โดยเฉพาะฝันร้ายที่กระตุ้นให้พลังตื่นง่ายสุด นายต้องสะกดจิตตัวเองซ้ำๆ ทางที่ดีที่สุดคือพอรู้ตัวว่าฝันร้ายให้รีบตื่นทันที"
"พลังที่ตื่นตอนฝันมีข้อเสียอะไร?"
"เหมือนที่เรามักจำความฝันไม่ได้ นายก็จะไม่รู้ตัวว่าพลังตื่นแล้ว ร้ายแรงพอไหมล่ะ"
หลี่เหยียนพยักหน้าเคร่งขรึม
จริงด้วย ถ้าขนาดตัวเองมีพลังแล้วยังไม่รู้ ในเมื่อตรวจวัดระดับพลังตัวเองไม่ได้ ความพยายามหลังจากนั้นก็สูญเปล่า แถมถ้าไม่รู้ว่าพลังคืออะไร ก็ใช้ไม่ได้ การจะใช้พลังอีกครั้งกลายเป็นการวัดดวง เผลอๆ ทั้งชีวิตอาจไม่เจอสถานการณ์ที่ต้องใช้สัญชาตญาณกระตุ้นพลังออกมาเลยด้วยซ้ำ
พักหายใจครู่หนึ่ง หลี่เหยียนจ้องหน้าด้านข้างของอู่เจียงแล้วถาม "นายปลุกพลังได้กี่อย่าง?"
"อย่าเดามั่ว" อู่เจียงไม่เคยโกหก แต่เวลาต้องปิดความลับ ก็จะไม่ตอบตรงๆ
แต่จริงๆ ก็เหมือนให้คำตอบไปแล้ว ต้องบอกว่าชีวิตคนเรามันน่าจนใจแบบนี้แหละ การยึดมั่นเล็กๆ น้อยๆ มักส่งผลกระทบตามมานับไม่ถ้วน
"เงินที่เหลือพรุ่งนี้ฉันเอามาให้ วันหลังถ้ามีคำถาม จะถามนายอีก นายค่อยเรียกราคามา"
อู่เจียงย่อมไม่ปฏิเสธ "ตาถึงนี่"
ข้อดีของหลี่เหยียนต้องบวกเพิ่มอีกสองข้อ รวย และรู้ว่าเงินบันดาลทุกอย่างไม่ได้ รู้จักกาละเทศะ
คนทั่วไปอาจนึกไม่ถึงว่าข้อมูล "ป้องกันพลังตื่นในฝัน" นี้ล้ำค่าแค่ไหน เพราะไม่ใช่สิ่งที่คนปลุกพลังได้แค่อย่างสองอย่างจะรู้ได้ ถ้าอู่เจียงไม่ร้อนเงิน สองพันหยวนเขาไม่ยอมปริปากบอกหรอก
มีแต่หลี่เหยียนที่มีพื้นฐานดี เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ และวิเคราะห์เป็น ถึงจะรู้ค่าของมัน ยอมจ่ายส่วนที่เหลือก่อนกำหนด
อู่เจียงรับเงินเต็มจำนวนโดยไม่รู้สึกผิด เพราะสิ่งที่สอนได้วันนี้สอนไปหมดแล้ว พลังอนุภาควิญญาณนอกจากเทคนิคเล็กน้อยพวกนี้ สุดท้ายก็วัดกันที่ระดับการหลอมรวม ซึ่งเรื่องนี้ในตำราก็เขียนไว้ชัดเจน ทุกคนเรียนมาทั้งปีแล้ว
หลี่เหยียนจากไป อู่เจียงยังไม่ขยับ
หลี่เหยียนคนนี้น่าสนใจ จางอี้ถิงบอกว่าเขาชอบรังแกเพื่อน แต่อู่เจียงไม่เคยเห็นกับตา โรงเรียนก็ไม่เคยลงโทษ ก่อนเกรดเก้าแม้แต่ข่าวลือยังไม่เคยได้ยิน อาจเป็นเพราะทางบ้านเส้นใหญ่ หรือไม่ก็เขาไม่ได้ทำเพื่อรังแกจริงๆ เรื่องเลยไม่แดงถึงขั้นโรงเรียนลงมาจัดการหรือเพื่อนเอาไปเม้าท์
ดูจากปฏิสัมพันธ์วันนี้ หลี่เหยียนสุขุมรอบคอบ หัวไว มีข้อดีที่เด็กรุ่นเดียวกันไม่มี เมื่อพิจารณาขีดจำกัดความอดทนที่ "คดีอาญาร้ายแรง" คนแบบนี้ต่อให้รังแกคนเพื่อความบันเทิงก็คงรู้จักขอบเขต ต่างจากพวกที่ทำเพื่อเรียกร้องความสนใจโดยไม่สนความตายของคนอื่นโดยสิ้นเชิง เพียงแต่รูปแบบการแสดงออกอาจคล้ายกัน
ส่วนเบื้องลึกเบื้องหลังจะมีอะไรอีกไหม ต้องรอดูกันต่อไป
...จริงๆ ก็ไม่สำคัญขนาดนั้น เพื่อนห้องอนุภาควิญญาณอีกปีเดียวก็ต้องแยกย้าย บางส่วนอาจไม่ถึงปี เทอมหน้าก็ย้ายกลับห้องปกติไปติวเข้มแล้ว
ในการเดินทางของชีวิต ผู้คนมากมายล้วนเป็นแค่คนผ่านทาง เหมือนพ่อที่จู่ๆ ก็ตายจากไปเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นกับเพื่อนตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนัก
คบหากันดั่งน้ำใส ตอนอยู่เจอกันก็ทักทาย ตอนตายไม่เจอก็ไม่คะนึงหา แบบนี้แหละดี
ในมือมีหนึ่งพัน พรุ่งนี้น่าจะได้อีกพัน
ค่าใช้จ่ายสำรวจป่าช้าครอบคลุมหมดแล้วแถมยังมีเงินเหลืออีกเพียบ
ค่ารถไปกลับประมาณหกสิบหยวน อาจมีที่ต้องต่อรถหรือรถเมล์ไปไม่ถึง เผื่อไว้อีกสี่สิบ หาบ้านชาวนานอนสองคืนรวมอาหารเช้าเย็น เตรียมเงินฉุกเฉินอีกหน่อย รวมแล้วไม่เกินสามร้อยก็เอาอยู่
เหลืออีกพันเจ็ด เก็บพันหนึ่งไว้สำรอง อีกเจ็ดร้อยซ่อนไว้ รอให้แม่เจอ