เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 สืบประวัติเพื่อนร่วมชั้น?

บทที่ 8 สืบประวัติเพื่อนร่วมชั้น?

บทที่ 8 สืบประวัติเพื่อนร่วมชั้น?


แผนการของวันเริ่มที่รุ่งอรุณ หากตื่นทันตอนเช้าตรู่ สภาพจิตใจและพลังกายจะดีกว่าปกติ

สำหรับผู้มุ่งมั่นบำเพ็ญเพียร นี่คือช่วงเวลาฝึกฝนที่หาได้ยากยิ่งในแต่ละวัน

ตอนอู่เจียงไปถึงสวนสาธารณะ จะเรียกว่าคนเยอะจนล้นก็ไม่ได้ แต่ถ้าคิดเป็นตารางเมตร เฉลี่ยคนหนึ่งก็ได้พื้นที่แค่เลขสองหลัก

น่าเสียดาย ในสายตาสัมผัสวิญญาณ ทั่วทั้งสวนคนที่ดูดซับอนุภาควิญญาณได้จริงมีไม่เกินห้าคน ระดับหนึ่ง หรืออาจจะไม่ถึงด้วยซ้ำ ส่วนระดับสองไม่มีเลยสักคน

เขาเดินไปหาตาแก่ขาประจำที่คุ้นเคย ตาคนนี้เตรียมผ้ากันน้ำค้างผืนใหญ่มา แถมที่นั่งก็ไม่อยู่ตรงกลาง

อู่เจียงเพิ่งเข้าไปใกล้ก็ถูกเห็นซะแล้ว

"อาจารย์ห้ามาแล้ว เชิญนั่ง เชิญนั่ง!"

อู่เจียงยิ้มให้ ในเมื่อช่วยประหยัดแรงแบกผ้าและซักผ้า การแสดงความเป็นมิตรตอบแทนก็สมควรอยู่

เขานั่งขัดสมาธิหงายฝ่ามือและฝ่าเท้าขึ้นบนผ้าปูของตาแก่ หันหน้าไปทางทะเลสาบ แล้วเอ่ยปากชม "ก้าวหน้าขึ้นนะเนี่ย"

"แฮะๆ ต้องขอบคุณอาจารย์ห้าสั่งสอนครับ" ตาแก่ทำตัวเหมือนเด็ก ไม่รู้จักอาย

"จะฝึกหรือจะทำอะไร?" อู่เจียงพูดพลางเปลี่ยนโหมดเป็นเดินลมปราณ เริ่มหมุนเวียนเปลี่ยนอนุภาควิญญาณเป็นลมปราณแท้

"ผมดูดซับได้นิดหน่อยแล้ว แต่ยังติดขัด เหมือนใจสงบไม่สุด พอคิดก็ไม่เข้าใจว่าถ้าสงบแล้วจะชักนำพลังยังไง พอลองทำดูก็หลับไปเลย"

ที่ตาแก่รู้ว่าดูดซับได้เพราะอู่เจียงบอก คนที่ยังไม่ถึงระดับหนึ่งไม่มีทางสัมผัสอนุภาควิญญาณได้เอง

ตอนตาแก่พูด พวกคนแก่รอบๆ ก็ขยับเข้ามาใกล้ คนขี้อายหน่อยก็แค่ขยับก้น คนใจกล้าหน่อยแทบจะมาสิงหลังอู่เจียงอยู่แล้ว

แม้อู่เจียงกลัวโดนจับไปวิจัย แต่กับคนแก่พวกนี้เขาไม่ได้ระวังตัวมาก เพราะระดับที่เขาแสดงออกไม่เกินระดับสอง ต่อให้มีคนใช้สัมผัสวิญญาณมาแอบดู ก็หลบสัมผัสของอู่เจียงไม่พ้น เว้นแต่จะรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นระดับห้า

"การแบ่งแยกภายในภายนอก คุณมองอนุภาควิญญาณเป็นสิ่งนอกกาย เลยสงบใจชักนำไม่ได้ อนุภาควิญญาณรอบตัวกับตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องแบ่งเขาแบ่งเรา"

ตาแก่เหมือนจะเข้าใจ แต่ก็เหมือนไม่เข้าใจ

การสอนเรื่องนี้ก็เป็นแบบนี้ อู่เจียงทำแบบนี้และไม่ได้กั๊กวิชา แต่คนเราต่างกันมาก ต่อให้เข้าใจหลักการ กับการอธิบายให้เป็นรูปธรรมและการทำให้ได้จริง อาจห่างกันคนละโยชน์

ถ้าคิดเล็กคิดน้อย เงินที่พวกคนแก่ให้คงไม่พอ ต้องทำพิธีกราบกรานเป็นศิษย์กันจริงๆ เพราะการที่อู่เจียงนั่งตรงนี้ทำให้ความเข้มข้นของอนุภาควิญญาณทั้งสวนเพิ่มขึ้น สำหรับคนธรรมดาที่สัมผัสพลังไม่ได้ นี่คือโอกาสทองที่สวรรค์ประทาน

อู่เจียงรอครู่หนึ่ง ไม่มีใครถามแทรก จึงหลับตาตั้งใจเดินลมปราณ ไม่มีใครกล้ารบกวน

อย่างที่เขาบอก คุณสมบัติพื้นฐานของอนุภาควิญญาณไม่แบ่งแยกในนอก เป้าหมายของการหลอมรวมคือทำให้อนุภาควิญญาณเป็นส่วนหนึ่งของตน แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ของตนอยู่ดี

ในแง่คุณสมบัติ อนุภาควิญญาณในตัวผู้ใช้พลังระดับสามลงมาที่สัมผัสได้ ไม่ต่างอะไรกับที่มีในธรรมชาติ

แต่สายบำเพ็ญเพียรต่างออกไป ลมปราณคือพลังภายใน แต่เมื่อเทียบกับการหลอมรวม มันกลับเป็น "พลังภายนอก" เพราะตอนนี้ปราณกับกายยังแยกกัน การไหลเวียนของลมปราณไม่เปลี่ยนคุณสมบัติเซลล์ ส่วนผลลัพธ์ที่ว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น ร่างกายอู่เจียงมีลักษณะพิเศษ เลยไม่รู้สึกอะไรเลย

อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหลังตั้งรากฐานเต๋า น่าเสียดายขั้นตอนนี้อู่เจียงเองก็ยังไปไม่ถึง สรุปไม่ได้ และแน่นอนว่าเขาจะไม่เอาไปหลอกคนอื่น

เขามีข้อเสียเยอะแยะ แต่เรื่องโกหกนี่เขาไม่ทำเด็ดขาด

การฝึกดำเนินไปอย่างเงียบสงบ ไม่มีเหตุการณ์สะเทือนฟ้าดิน และคงไม่มีเศรษฐีบ้าๆ ที่ไหนมาก่อเรื่องในวงล้อมคนแก่

เจ็ดโมง นาฬิกาฉุกเฉินของอู่เจียงสั่น เขาจึงลืมตาและลุกขึ้น

"ไปเรียนละ"

"เดินทางปลอดภัยครับอาจารย์ห้า"

"ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ขยับตัวบ้าง นั่งนานๆ เสียสุขภาพ"

"แหม ออกกำลังกายไว้ทำตอนบ่าย เรื่องนี้สำคัญกว่า"

การฝึกอนุภาควิญญาณเป็นกระแสยุคสมัย สำคัญจริงๆ นั่นแหละ

แต่น่าเสียดายที่อายุก็สำคัญ คนแก่ส่วนใหญ่ไม่ได้หวังผลลัพธ์อะไรมาก แค่สนุกกับกระบวนการ เหมือนมาเดินเล่นนั่นแหละ

ไม่สนใจตาแก่ต่อ โบกมือลาแล้วเดินจากไป

……

...

ห้องเรียนอนุภาควิญญาณ ตารางเรียนเช้าวันอังคารไม่เหมือนวันอื่น มีคณิตศาสตร์ คาบว่าง และพละสองคาบติด

อย่างที่อู่เจียงบอกพวกคนแก่ ต่อให้ฝึกพลังวิญญาณก็ทิ้งการออกกำลังกายไม่ได้ ร่างกายมนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อเคลื่อนไหว การออกกำลังที่เหมาะสมช่วยให้สดชื่น ไม่ขัดแย้งกับการฝึก

ห้องอนุภาควิญญาณมีพละสามคาบ สองคาบเช้าวันอังคาร อีกคาบบ่ายวันพฤหัสฯ ขอแค่ตอนเลิกเรียนกับเสาร์อาทิตย์ไม่นอนอืดอยู่บ้าน ก็น่าจะเพียงพอต่อการเจริญเติบโตตามวัย

จากสนามกีฬารีบไปโรงอาหาร แม้ทางจะไกล แต่ยังดีที่เวลาเลิกคาบพละยืดหยุ่นกว่า ทุกคนเลยไม่พลาดแย่งที่นั่งกินข้าว

เหมือนเมื่อวาน อู่เจียงกินข้าวได้แป๊บเดียว หลี่เหยียนก็โผล่มา นั่งลงตรงข้ามทันที

แต่พฤติกรรมต่างจากเมื่อวาน ไม่ได้ก้มหน้าก้มตากิน เอาตะเกียบสแตนเลสเขี่ยข้าวเล่น จู่ๆ ก็พูดขึ้น

"ได้ข่าวว่านายเก่งเหรอ?"

อู่เจียงเงยหน้ามองอย่างไม่สบอารมณ์

เมื่อวานเย็นยังนึกว่าจางอี้ถิงนินทาลับหลัง ที่แท้เขาคิดผิด หมอนี่แอบสืบประวัติลับหลังต่างหาก ไม่ใช่นิสัยนักเรียนที่ดีเลย

"แล้วไง"

"หนึ่งพัน ถ้าก่อนปิดเทอมนายทำให้ฉันปลุกพลังได้ ฉันให้พันนึง แน่นอน ฉันก็จะฝึกเองด้วย"

เมื่อวานยังคิดเรื่องทำงานพิเศษหาค่ารถ วันนี้มีคนจ้างสอน ถือเป็นเรื่องดี

แต่อู่เจียงเขี่ยกับข้าวในถาด สุดท้ายก็ส่ายหน้า

"ทำไม่ได้หรอก ของแบบนี้ต้องพึ่งดวง"

"แต่นายมีประสบการณ์ เป็นคนเดียวในห้องเรา"

คำพูดนี้ทำเอาอู่เจียงยืดหลังตรง จ้องตาหลี่เหยียนเขม็ง

คนที่รู้ว่าเขาปลุกพลังได้มีไม่กี่คน ในโรงเรียนมีแค่หม่าอวี่เคอคนเดียว หมอนั่นถึงจะเก็บตัว แต่เพราะโลกส่วนตัวสูงเกินไป จึงไม่ใช่ประเภทโดนขู่แล้วจะยอมคายความลับ ช่วงพักเบรกตอนเช้าเห็นยังอยู่ดี ไม่น่าจะใช่

เขารู้กระทั่งว่าตัวเองเป็นคนเดียวในห้องที่ปลุกพลังได้ แสดงว่าไม่ได้สืบแค่เขาคนเดียว

สืบข้อมูลคนได้เยอะขนาดนี้ ไม่ดูแฟ้มโรงเรียนก็ต้องเป็นหน่วยงานตำรวจ อู่เจียงเคยลงทะเบียนพลังอย่างหนึ่งไว้ที่สถานีตำรวจจริง ไม่รู้ว่าข้อมูลโรงเรียนอัปเดตตรงกันไหม

"เส้นสายไม่เบานี่"

หลี่เหยียนไม่ตอบ แต่เพิ่มข้อเสนอ "สองพัน ต่อไปใครหาเรื่องนายในเขตตะวันออก ไม่ต้องถึงมือนาย"

รับรู้ถึงความจริงใจ แต่พูดตรงๆ หลี่เหยียนประเมินตัวเองสูงไป และดูถูกพลังอนุภาควิญญาณเกินไป คนมีพลังถ้าคิดร้าย อย่าว่าแต่คนธรรมดาอย่างเขาเลย ตำรวจมาก็คงตายไปหลายศพ นั่นขนาดพวกกระจอกสุดนะ

แต่ช่วยไม่ได้ อู่เจียงกำลังร้อนเงินพอดี

สองพันหยวน มากกว่าเงินเดือนเฉลี่ยคนทำงานในเมืองนี้โข คุ้มค่าที่จะสละเวลาสักหน่อย แถมหลี่เหยียนเป็นเด็กห้องอนุภาควิญญาณอยู่แล้ว พื้นฐานไม่ใช่ศูนย์ โอกาสสำเร็จก็น่าลุ้น

ที่สำคัญคือแก้ขัดได้ทันใจ แมวกวักกับเจ้าตูบนำโชคไม่ต้องมีใครเสียสละชีพพลี

"ฉันเชื่อใจนายปากเปล่าไม่ได้หรอก จ่ายก่อนครึ่งหนึ่ง ผลลัพธ์ว่าจะปลุกพลังได้ก่อนปิดเทอมไหมไม่รับประกัน และไม่คืนเงิน"

ไอ้หนุ่มร่างยักษ์หลี่เหยียนใจเด็ด ลังเลนิดเดียวก็ตกลง "ได้! เลิกเรียนบ่ายรอหน้าโรงเรียน เดี๋ยวเอาเงินมาให้"

อู่เจียงไม่ตอบ ก้มหน้าก้มตากินต่อ

……

...

ครึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังเลิกเรียน อู่เจียงมายืนรอหน้าโรงเรียน

ไล่หม่าอวี่เคอที่อยากกลับบ้านด้วยไปก่อน แล้วเห็นพลเมืองดีจางอี้ถิงยืนอยู่ไม่ไกลกับเพื่อนผู้หญิงอีกคน สีหน้าดูเป็นกังวล

อู่เจียงคิดอยู่ครู่หนึ่ง เดินเข้าไปหา

"หลี่เหยียนจะซื้อของจากฉัน ไม่ได้จะตีกัน"

จางอี้ถิงอึ้ง "ซื้อของ?"

"อื้ม ถ้ามีเรื่องฉันจะบอกเธอเอง"

"สุดหล่อ สุดหล่อ พ่อฉันก็เป็นตำรวจนะ!" เพื่อนสาวข้างๆ จางอี้ถิงพูดแทรกขึ้นมา

อู่เจียงหันไปมอง ส่งยิ้มให้ "ยังไม่ถึงขั้นต้องรบกวนตำรวจหรอก"

"อ้อๆ"

จางอี้ถิงคงรู้สึกหน้าแตก ทิ้งท้ายว่า "งั้นพวกเราไปก่อนนะ" แล้วลากเพื่อนสาวเดินหนีไป

อู่เจียงมองแผ่นหลังทั้งสอง สีหน้าแปลกๆ

ที่แท้ครอบครัวตำรวจ มิน่าจางอี้ถิงถึงได้มีแววเป็นพลเมืองดีชอบช่วยเหลือคนอื่น

ที่เธอจับตาดูหลี่เหยียน เป็นเพราะครอบครัวหลี่เหยียน หรือรู้จักกันมาแต่เด็ก?

ช่างเถอะ ไม่เกี่ยวกับเขานี่นา

เดินทอดน่องกลับไปหน้าโรงเรียน พอดีหลี่เหยียนเดินมาจากไม่ไกล ฝีเท้าเร็วกว่าปกติ ดูท่าจิตใจคงไม่สงบนัก

หลี่เหยียนเข้ามาใกล้ ควักซองจดหมายยัดใส่มือ "อะ"

เขาทำงานไม่หยาบเหมือนหน้าตา หน้าโรงเรียนคนพลุกพล่าน ขืนควักเงินพันหยวนยัดใส่มือคงเป็นเป้าสายตาเกินไป

แค่นี้ก็พอบอกได้ว่าเขาไม่ได้รังแกเพื่อนเพราะขาดคนสอน น่าจะเป็นเพราะสมองมีปัญหาจริงๆ

อู่เจียงรับซองมาคลำดู ไม่นับต่อหน้า ยัดใส่กระเป๋า

"เริ่มเมื่อไหร่?"

"ตอนนี้เลย ตามมา" พูดจบก็หันหลังเดินนำ

เพราะต้องเตรียมทุนสำรวจป่าช้า เดิมทีเขาจะไปดูงานพิเศษ ก่อนออกจากบ้านเลยบอกแม่ไว้แล้วว่าจะกลับดึก จึงไม่มีภาระอะไร

จบบทที่ บทที่ 8 สืบประวัติเพื่อนร่วมชั้น?

คัดลอกลิงก์แล้ว