- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนข้ามมิติ
- บทที่ 27 ตีก้นจนลายบาน
บทที่ 27 ตีก้นจนลายบาน
บทที่ 27 ตีก้นจนลายบาน
บทที่ 27 ตีก้นจนลายบาน
“เจ้าว่าอะไรนะ! ไม่ใช่แพ้สองพันกวน แต่เป็นสามพันกวนงั้นหรือ!”
“ยังกล้ากู้เงินดอกโหดจากบ่อนพนันอีก!”
“ไอ้ลูกสารเลว…ลูกอกตัญญู!”
เมื่อได้ยินว่าบุตรชายทั้งสองแพ้พนันไปถึงสามพันกวน นายท่านเฉียนรู้สึกราวกับถูกควักเนื้อออกไปทั้งก้อน ใจเจ็บจนร่างกายสั่นสะท้าน หายใจติดขัด ตาลายวูบหนึ่ง ก่อนจะทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ ปากยังคงพร่ำด่าลูกทรพีไม่หยุด
ฮูหยินเฉียนรีบลูบหลังช่วยให้เขาหายใจคล่อง พลางกล่าวปลอบ “ท่านเจ้าคะ ใจเย็นก่อนเถิด ให้เฉียนจงตามไปดู แล้วไถ่ตัวลูกชายทั้งสองกลับมาก่อนเถอะ”
นายท่านเฉียนโบกมือแรง ๆ พลางตะโกนด้วยความโกรธ “ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน! กล้าพนันก็ต้องกล้ารับ ให้พวกมันคิดหาทางใช้หนี้เอง ปล่อยให้บ่อนขังไว้แบบนั้นแหละ!”
“แต่ถ้าไม่ใช้หนี้ ดอกเบี้ยจะทบไปเรื่อย ๆ พรุ่งนี้ต้องจ่ายมากกว่าเดิมนะเจ้าคะ” ฮูหยินเฉียนเตือน
นายท่านเฉียนชะงัก คิดตามแล้วก็เห็นจริง จึงสั่งทันที “เฉียนจง เจ้าไปกับพวกมัน ไปถามลูกสารเลวสองคนนั้นให้ชัด ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่”
พ่อบ้านถามกลับ “ถ้าหากเป็นเรื่องจริงล่ะขอรับ”
นายท่านเฉียนด่าเสียงกร้าว “โง่หรือไง! ก็กลับมาเอาเงินไปไถ่คนสิ เร็วเข้า!”
เฉียนจงไปอย่างรวดเร็ว และกลับมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน หลังจากพบเฉียนเม่าและเฉียนเซิ่ง ยืนยันความจริงแล้ว ก็รีบกลับมารายงาน นายท่านเฉียนเห็นภรรยานำเงินก้อนโตหนาปึกออกไป ใจแทบขาด เจ็บยิ่งกว่าถูกแทง
เมื่อเฉียนเม่าและเฉียนเซิ่งถูกพ่อบ้านพากลับเข้าจวน เพิ่งก้าวพ้นธรณีประตู ก็ได้ยินเสียงตวาดดังลั่น
“ปิดประตูเดี๋ยวนี้! เฉียนจง ไปเอาไม้กฏบ้านมา ข้าจะตีลูกสารเลวสองตัวนี้ให้ตาย!”
พอได้ยินคำว่า กฏบ้าน สองพี่น้องเฉียนถึงกับหน้าซีดเผือด
บ่าวรับใช้ยกม้านั่งยาวสองตัวมา จับเฉียนเม่าและเฉียนเซิ่งถอดกางเกงออก เผยให้เห็นก้นขาวซีด นายท่านเฉียนถือไม้หวายกฏบ้านไว้ในมือ กล่าวด้วยความเดือดดาล
“วันนี้ข้าถึงได้รู้ ว่าพวกเจ้าสองคนกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ สามพันกวนยังกล้าเอาไปเล่นพนัน เก่งนักหรือไง!”
เพียะ! เพียะ! เพียะ! เพียะ!
ไม้หวายฟาดลงบนก้นทั้งสองคนไม่ยั้ง เสียงร้องโหยหวนดังลั่น
“พ่อ พวกเรารู้ผิดแล้ว ต่อไปไม่กล้าแล้ว ขออภัยให้พวกเราครั้งนี้เถิด!”
“พ่อ พวกเราถูกคุณชายรองฉินหลอกจริง ๆ ไม่ใช่ความผิดพวกเรานะ!”
ได้ยินเช่นนั้น นายท่านเฉียนยิ่งเดือด “ไม่ใช่ความผิดพวกเจ้างั้นหรือ! ยังกล้าแก้ตัวอีก แค่คุณชายรองฉินยังหลอกพวกเจ้าได้ สมองพวกเจ้าเอาไปไว้ที่ไหน! ถ้าให้พวกเจ้าออกไปทำการค้า วันหน้าคงทำตระกูลเฉียนล่มจมหมด!”
เพียะ! เพียะ! เพียะ! เพียะ!
สองพี่น้องถูกตีจนร้องไห้โหยหวน น้ำตาน้ำมูกไหลปะปนกัน ไม่มีใครกล้าเข้าห้าม แม้แต่ฮูหยินเฉียนก็ไม่กล้าออกหน้าในเวลานี้
แพ้พนันครั้งเดียวสามพันกวน สมควรได้รับบทเรียนจริง ๆ
ในที่สุด นายท่านเฉียนก็ทั้งตีทั้งด่าจนหมดแรง ทรุดนั่งหอบบนเก้าอี้
หันไปดูสองพี่น้องอีกครั้ง ก้นเต็มไปด้วยรอยช้ำสีม่วงเป็นทาง ๆ ดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
คาดว่าครึ่งเดือนต่อจากนี้ พวกเขาคงทำได้แค่นอนคว่ำ
ถึงอย่างนั้น พอคิดถึงเงินสามพันกวน นายท่านเฉียนก็ยังโกรธไม่หาย ยื่นไม้กฏบ้านให้เฉียนจง พลางสั่งเสียงแข็ง “หามพวกมันไปที่ศาลบรรพชน คืนนี้ห้ามกินข้าว!”
วันนี้…คือวันมหาวิบัติของพี่น้องตระกูลเฉียน
…
ฉินกวนกับเจิ้งต๋าเดินออกมาบนถนนใหญ่ เจิ้งต๋ายังไม่หายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ก่อนหน้า ปากก็ยังพูดไม่หยุด
“เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าต้องแพ้แน่ ๆ ใครจะคิดว่าสุดท้ายกลับชนะได้ พี่เส้าโหยว หรือว่าเจ้าจะได้รับพรจากบรรพชนเต๋าจริง ๆ”
“ว่าแต่จี้หลิวหลีของเจ้านั่นได้มาจากไหน ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินเจ้าพูดถึงเลย หรือว่าท่านฉินเพิ่งมอบให้เจ้า?”
ฉินกวนรีบตัดบท “พี่เจิ้ง วันนี้ชนะได้เงิน ข้าเลี้ยงเอง สถานที่แล้วแต่พี่เลือก”
“จริงหรือ!” เจิ้งต๋าตาเป็นประกาย “วันนี้ที่หลานฟางหยวนมีการประกวดชมบุปผา จัดทุกสามเดือน พวกเราไปดูความคึกคักกันดีไหม”
หลานฟางหยวนไม่ใช่สวนดอกไม้ และการประกวดชมบุปผาก็ไม่ใช่การแข่งดอกไม้
ที่นั่นคือซ่องที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหางโจว ทุกสามเดือนจะเชิญหญิงงามจากหอคณิกาทั่วเมืองมาประชันความงาม
อย่าคิดว่าคนโบราณจะใช้ชีวิตน่าเบื่อ แท้จริงแล้วกิจกรรมยามว่างของพวกเขาหลากหลายยิ่งนัก หากกล้าใช้เงิน กล้าฟุ่มเฟือย ความครึกครื้นอาจยิ่งกว่าในยุคปัจจุบันเสียอีก
หญิงสาวที่เข้าร่วมล้วนเป็นนางคณิกาบริสุทธิ์ หากติดสิบอันดับแรก ราคาตัวก็พุ่งสูง หากได้ตำแหน่งนางงามประจำรอบ ก็ยิ่งมีค่าตัวเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี
แม้แต่การเป็นคณิกา ก็ต้องอาศัยชื่อเสียง
ดวงตาฉินกวนเป็นประกาย “การประกวดชมบุปผาของหลานฟางหยวนหรือ ดีเลย!”
ขณะนั้นเอง เอ้อเป่าร้องจากด้านหลัง “คุณชาย ดูเจ้าไก่ดำหน่อย มันเป็นอะไรไม่รู้ขอรับ!”
ฉินกวนหันไปมอง เห็นไก่ดำในอ้อมแขนเอ้อเป่า ไม่เหลือความฮึกเหิมเหมือนก่อนหน้า เปลือกตาหนัก หัวตก ดูซึมเซาอย่างเห็นได้ชัด
หลังชนะการประลอง เอ้อเป่าก็อุ้มมันไม่ห่าง ราวกับสมบัติล้ำค่า พอเห็นมันอ่อนแรงเช่นนี้ ก็กลัวว่ามันจะตาย
แต่ฉินกวนรู้ดี นี่คือผลข้างเคียงของยากระตุ้น
การต่อสู้ครั้งนี้ อาจใช้พลังชีวิตของมันไปจนหมดสิ้น บางที ต่อไปมันอาจไม่สามารถลงสนามได้อีก
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “เอ้อเป่า เจ้าเอาไก่ดำกลับไป เลี้ยงไว้ที่เรือนหลัง ให้กินน้ำดี ข้าวดี ห้ามละเลยมัน”
“แล้วก็เอาสัญญานั่นเก็บไว้ในห้อง เสร็จแล้วค่อยไปหาเราที่หลานฟางหยวน”
เอ้อเป่ารับคำ ก่อนะอุ้มไก่ดำรีบจากไป
ฉินกวนกับเจิ้งต๋าอารมณ์คึกคัก ก้าวใหญ่ ๆ มุ่งหน้าไปยังหลานฟางหยวน ยามนั้นเป็นช่วงบ่ายแก่ ถนนหนทางเต็มไปด้วยผู้คน เสียงขายของจอแจ แสดงถึงความรุ่งเรืองของเมือง
ทั้งสองเดินไป หัวเราะพูดคุยกันไป คาดเดาว่าครั้งนี้จะมีสาวงามคนใดเปิดตัว มีนางคณิกาชื่อดังคนใดมาร่วมแสดง
แต่ในร้านขายพัดพับแห่งหนึ่ง มีชายหนุ่มสองคนยืนเลือกพัดอยู่ เห็นได้ชัดว่าเป็นนายกับบ่าว คนหนึ่งแต่งกายเป็นบัณฑิต อีกคนเป็นเด็กติดตาม
เด็กติดตามเหลือบเห็นฉินกวนกับเจิ้งต๋าเดินผ่านไป จ้องดูอยู่สองสามครั้ง ก่อนกระซิบข้างหูนายของตน “คุณชาย ข้าเห็นฉินกวนเมื่อครู่นี้”
มือบัณฑิตที่ถือพัดชะงัก เขามองตามสายตาของเด็กติดตามไปยังแผ่นหลังของทั้งสอง
เห็นท่าทางหัวเราะพูดคุยอย่างสำเริงสำราญ ดวงตาก็หรี่ลงเล็กน้อย
เขาวางธนบัตรไว้ ซื้อพัดมาในมือ แล้วกล่าวเสียงเรียบ “ตามไป ดูซิว่าพวกมันจะไปไหน”
ขณะนั้น ฉินกวนกับเจิ้งต๋าไม่รู้ตัวเลยว่าถูกจับตามอง
เมื่อเดินมาถึงหน้า หลานฟางหยวน ก็เห็นรถม้ามากมายจอดเรียงราย ผู้คนเข้าออกคึกคัก หน้าประตูมีหญิงสาวแต่งกายงดงาม เปิดเผย ยืนเรียกแขกเสียงหวาน
“ท่านลุงจาง—”
“ท่านลุงหลี่—”
เสียงเรียกขานชวนหลงใหล บรรยากาศครึกครื้นยิ่งนัก