เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 กองทัพมีมติ

บทที่ 1 กองทัพมีมติ

บทที่ 1 กองทัพมีมติ


บทที่ 1 กองทัพมีมติ

กรกฎาคม ปีศักดิ์สิทธิ์ที่ 1916 สนามเพลาะใกล้เมืองมงโตบอง

สายลมอันไม่สงบนิ่งพัดพาเอาฝุ่นทรายร้อนระอุจากแสงแดดฤดูร้อน คละคลุ้งไปกับกลิ่นดินปืนและคาวเลือดที่ลอยอยู่ในอากาศ ปะทะเข้ากับใบหน้าของโจ แฮร์ริสัน ขณะที่เขากำลังนั่งยองๆ สูบบุหรี่อยู่ในสนามเพลาะ

กระแสลมที่หอบเอาทรายมาพร้อมกับควันบุหรี่ที่เพิ่งสูดเข้าไป ทำให้โจซึ่งไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนถึงกับไอออกมาอย่างรุนแรง

หากเป็นที่อื่นแล้วมีใครมาเห็นเขาสลักควันบุหรี่เช่นนี้ คนเหล่านั้นคงหัวเราะเยาะใส่เขาเสียงดัง พร้อมกับถากถางว่า "แค่ควันบุหรี่ก็สำลักแล้วหรือ ไปนั่งรวมกับโต๊ะเด็กไป๊"

ทว่าอย่างน้อยที่สุด ณ สนามเพลาะแห่งนี้ กลับไม่มีใครกล้าปริปากเยาะเย้ยโจผู้ซึ่งตามตัวเต็มไปด้วยฝุ่นผงและกำลังไออย่างหนักหน่วงคนนี้เลย

เหล่าทหารหนุนเพิ่งเดินทางมาถึงสนามเพลาะได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

เมื่อพวกเขามาถึง สิ่งที่เห็นมีเพียงธงบริทาเนียที่พรุนไปด้วยรอยกระสุนและรอยไหม้ ปักเด่นอยู่ท่ามกลางสนามเพลาะที่เต็มไปด้วยซากศพ ส่วนโจที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน ดินปืน และเลือด กำลังใช้พานท้ายปืนไรเฟิลฟาดนายทหารทิวทันคนหนึ่งจนล้มลงกองกับพื้น

เมื่อมองดูซากศพที่ทับถมกันเป็นชั้นๆ บางศพยังอยู่ในท่าทางเตรียมต่อสู้แม้จะสิ้นลมไปแล้ว และมองดูจักรกลสงครามที่กำลังลุกไหม้อยู่ด้านนอกสนามเพลาะ ก็จินตนาการได้ไม่ยากเลยว่าการสู้รบที่เกิดขึ้นที่นี่จะดุเดือดเลือดพล่านเพียงใด

ชายที่นั่งพิงธงขาดวิ่นผู้นี้ ตามตัวชุ่มไปด้วยเลือดและดวงตาแดงก่ำ เขาเกือบจะฟาดมันสมองของไอ้ทหารทิวทันผู้โชคร้ายให้กระจายด้วยพานท้ายปืน ดูราวกับอัศวินที่หลุดออกมาจากตำนาน

เพียงแค่เห็นภาพนี้ ทหารหนุนทั้งหลายก็จินตนาการออกทันทีว่า นายสิบผู้นี้แบกธงที่ชำรุดผ่าดงกระสุนและห่ากระสุนปืนใหญ่มาได้อย่างไร เขาและสหายร่วมรบร่วมกันปักธงบริทาเนียลงบนสนามเพลาะแห่งนี้

จากนั้นเขาก็ทำเหมือนในเรื่องเล่าขาน เพื่อปกป้องธงผืนนี้ เขาหยัดยืนสู้จนถึงคนสุดท้ายเพื่อต่อต้านพวกทิวทันที่พยายามจะตีโต้กลับมา

ลมทรายแห่งลุ่มแม่น้ำซอมม์นั้นรุนแรงนัก แต่หยาดน้ำตาที่คลออยู่ในดวงตาของพวกเขาในยามนี้ กลับไม่ได้มีสาเหตุมาจากลมทรายเหล่านั้นเลย

เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า นายพันตรีผมสีดอกเลินผู้เป็นหัวหน้าหน่วยได้จัดหมวกให้เข้าที่ ก่อนจะกระโดดลงมาในเพลาะ เดินตรงเข้าไปหานักรบที่จ้องมองพวกเขาด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ เขาทำความเคารพนายสิบผู้นี้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะเอ่ยถามชื่อและเลขหมายหน่วย จากนั้นจึงพยักหน้าให้โจ

"เจ้าหนู ถึงฉันจะไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเธอ แต่สิ่งที่เธอทำในวันนี้มันกล้าหาญมาก ฉันจะรายงานเรื่องนี้ต่อเบื้องบนและจะทำเรื่องขอเหรียญตราให้เธอเอง"

พูดจบ นายพันตรีก็ยื่นมือมาทางโจ

"ตอนนี้การจะข้ามเขตแดนร้างกลับไปมันอันตรายเกินไป ตอนนี้เธออยู่กับหน่วยของฉันไปก่อน พอพวกทหารเสนารักษ์มาถึงค่อยตามพวกเขาไป"

โจไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยื่นมือไปจับมือที่ยื่นมาของนายพันตรีเท่านั้น

"มีอะไรที่ฉันควรรู้เกี่ยวกับที่นี่อีกไหม"

โจส่ายหน้า

"มันวุ่นวายเกินไปครับ ผมทำได้แค่พาตัวมาถึงที่นี่เท่านั้น"

เมื่อได้ยินคำพูดของโจ ความเลื่อมใสในแววตาของนายพันตรีก็ยิ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้น ช่างเป็นบุรุษที่กล้าหาญเสียจริง เขากวาดล้างพวกทิวทันในเพลาะนี้จนหมดสิ้นด้วยตัวคนเดียวเพียงเพื่อปกป้องธงผืนนี้

หากมีนักรบอย่างโจมากกว่านี้ ชัยชนะคงอยู่แค่เอื้อม

หลังจากตบไหล่โจเบาๆ นายพันตรีก็หันไปตะโกนสั่งลูกน้อง

"อย่ามัวแต่ยืนบื้อ! ลงมาในเพลาะแล้วดูว่ามีใครรอดชีวิตบ้าง พลสัญญาณ! ส่งสัญญาณแจ้งแนวหลังไปว่าเรายึดพื้นที่นี้ได้แล้ว"

ในทันที สนามเพลาะก็กลับมาวุ่นวายอีกครั้ง แต่ทหารที่กำลังยุ่งอยู่นั้นต่างก็พากันหลีกเลี่ยงที่จะรบกวนโจที่ดูจะเสียขวัญอยู่บ้าง

โจหาที่ว่างในเพลาะนั่งยองๆ ลงพร้อมกับถือปืนไรเฟิลไว้แน่น มือที่สั่นเทาหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋า

ก่อนหน้านี้โจไม่เคยสูบบุหรี่เลย เพราะในโลกใบนี้มีสิ่งต่างๆ มากมายที่พร้อมจะปลิดชีพเขาได้ทุกเมื่อ แล้วทำไมต้องหาเรื่องตายเร็วขึ้นอีกสามสิบปีด้วยเล่า

แต่ในเวลานี้ โจอยากจะหาอะไรมาเคี้ยวเหลือเกิน เขาคลำในกระเป๋าแล้วพบว่าหมากฝรั่งหายไป ส่วนขนมปังกรอบก็ร่วงหล่นไปตอนไหนไม่รู้

โจจึงทำได้เพียงหยิบบุหรี่ที่ตั้งใจจะเอาไว้แลกหมากฝรั่งกับเพื่อนทหารออกมา หลังจากตะเกียกตะกายจุดมันขึ้นมาและสำลักในคำแรก เขาก็ไออย่างรุนแรงจนแทบขาดใจ ในที่สุดเมื่อสงบลง โจก็ถอนหายใจออกมาอย่างยาวเหยียด

ขณะที่กลุ่มควันหนาทึบพ่นออกจากปาก โจอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าเรื่องราวมันกลายมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร

ในฐานะผู้กลับชาติมาเกิด การดูแลที่เขาได้รับมันไม่ผิดเพี้ยนไปหน่อยหรือ

โจมาติดอยู่ในโลกนี้เมื่อสามปีที่แล้ว

ก่อนจะข้ามภพมา โจเป็นวิศวกรเครื่องกลที่สู้ชีวิต เขาหลงเชื่อคำลวงที่ว่า "เครื่องกลยิ่งเก่ายิ่งมีค่า" จึงเลือกเรียนวิศวกรรมการออกแบบและระบบอัตโนมัติในมหาวิทยาลัย หลังจบการศึกษาและผ่านการเคี่ยวกรำจากสังคม เขาก็กลายเป็นช่างเทคนิควิศวกรรมสารพัดประโยชน์

ตั้งแต่เขียนแบบในห้องแอร์ไปจนถึงขันน็อตในสายการผลิต ไม่มีอะไรที่โจทำไม่ได้

แล้ววันหนึ่ง หลังจากทำงานล่วงเวลาตามปกติ โจกับเพื่อนก็ออกไปหาอะไรกินมื้อดึก รถบรรทุกที่ดูเหมือนจะโผล่มาจากไหนไม่รู้พุ่งเข้าชนเขาและเพื่อน ส่งพวกเขาไปยังอีกโลกหนึ่ง เป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างดีว่าการกินมื้อดึกนั้นทำลายสุขภาพจริงๆ

ข่าวดีก็คือโลกที่โจมาอยู่นี้ ไม่มีพวกพ่อค้าข้างทางสี่คนที่เที่ยวแจกของวิเศษไปทั่ว ไม่มีอสูรกายตัวเขียวมาปล้นบ้านเรือน และสภาพแวดล้อมยังเหมาะกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยไม่มีรังสีนิวเคลียร์แผ่ซ่านไปทุกที่

มันดีกว่าเพื่อนของเขามากนัก ที่ยังไม่ทันจะได้ลิ้มรสบาร์บีคิวก็ถูกพวกชุดเหลืองเกณฑ์ไปปกป้องเทอร์ราอันศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว

แต่ข่าวร้ายก็คือ นอกจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แล้ว ที่นี่แทบจะเหมือนกับโลกในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป๊ะๆ จักรวรรดิอาณานิคมเก่าแก่ที่มีแผ่นดินแม่เป็นเกาะ กำลังเผชิญกับการท้าทายจากมหาอำนาจเกิดใหม่บนภาคพื้นทวีป

เมฆทมิฬแห่งสงครามปกคลุมไปทั่วทั้งโลก

อย่างไรก็ตาม โจที่เพิ่งข้ามภพมาไม่มีความคิดเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์เหล่านี้ ในฐานะลูกชายคนโตของครอบครัวชนชั้นแรงงาน โจต้องเผชิญกับน็อตที่ต้องขันอย่างไม่จบสิ้น ใบแจ้งหนี้ที่ตามมาเป็นขบวน และน้องๆ ผู้หิวโหยอีกสามคนที่จวนเจียนจะหลงผิดไปเข้าแก๊งข้างถนน

โชคยังดีที่ในฐานะวิศวกร แม้โจในโลกนี้จะเรียนจบเพียงชั้นประถม แต่นั่นก็เป็นเพราะพระราชบัญญัติการศึกษาปี 1870 ที่บังคับให้เด็กต้องเรียนหนังสือและมีการเรียนฟรีในระดับประถม พ่อแม่ของโจจึงส่งเขาไปเรียน

แต่ในเมื่ออุปสรรคที่ยากที่สุดอย่างการอ่านออกเขียนได้ถูกจัดการไปแล้ว ที่เหลือโจก็จัดการเองได้

อย่างไรเสีย ในฐานะวิศวกรที่ก่อนจะข้ามภพมาถูกตามงานจนตัวเป็นเกลียว และทำทุกอย่างเพื่อให้โครงการเดินหน้าผลิตได้ เขาจึงเป็นวิศวกรสายปฏิบัติที่เขียนแบบเป็น ตรวจแม่พิมพ์ในโรงงานได้ และแม้แต่ลงไปขันน็อตในสายการผลิตจนควันขึ้นเองเขาก็ทำมาแล้ว

ด้วยประสบการณ์ทางเทคนิคที่โชกโชน โจก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในโรงงาน จากคนงานประกอบชิ้นส่วนซ้ำซากกลายเป็นช่างเทคนิคฝีมือดีที่สามารถชี้แบบพิมพ์แล้วถามวิศวกรได้ว่า "การออกแบบนี้มีไว้เพื่ออะไร ไม่รู้หรือว่ามันทำแบบนี้ไม่ได้ เธอคำนวณค่าเผื่อพวกนี้มาได้ยังไง ขนาดคนเมาที่ฉันลากมาจากถนนยังไม่ทำพลาดแบบนี้เลย!"

โจที่เปี่ยมไปด้วยพลังเช่นนี้เตะตาเจ้าของโรงงานซึ่งเป็นขุนนางผู้มั่งคั่งราวกับหิ่งห้อยในคืนมืดมิค

ขุนนางผู้นี้สนใจในตัวโจมากและตัดสินใจเรียกเขามาคุย

ในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น โจหยิบสิทธิบัตรเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาเตรียมไว้ในกระเป๋ากางเกงออกมา และประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้เจ้านายร่วมลงทุนกับเขา เปิดโรงงานผลิตแฟ้มห่วง ราวแขวนผ้าแบบสปริง และเข็มซ่อนปลาย ซึ่งเป็นของชิ้นเล็กๆ ที่โจยื่นจดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อยแล้ว

แล้วก็ตามคาด ด้วยอาศัยของใช้ชิ้นเล็กที่เรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริงเหล่านี้ โจได้รับคำสั่งซื้อจำนวนมหาศาล ทำให้เขาเปลี่ยนจากคนที่มีหนี้ท่วมหัวกลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน

ไม่เพียงแต่เขจะมีบ้านและมีรถ พ่อแม่ของเขาสามารถเกษียณได้ และน้องๆ ของเขาสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดังที่ค่าเทอมต่อเทอมสูงถึงหนึ่งเท่าครึ่งของรายได้ทั้งปีของครอบครัวในสมัยก่อน

แน่นอนว่าเหล่าน้องๆ ของโจต่างมีความคิดเห็นอย่างรุนแรงต่อโอกาสที่จะได้ออกจากถนนและไปรับการศึกษาในโรงเรียนหรูเพื่อกลายเป็น "ผู้เจริญแล้ว"

โชคดีที่โจไม่ใช่พวกผู้เจริญอะไรนัก ภายใต้การโน้มน้าวด้วยไม้เท้าหัวทองเหลือง เด็กข้างถนนเหล่านี้จึงยอมเข้าเรียนในโรงเรียนที่แต่ก่อนแค่เดินไปเกาะรั้วก็อาจโดนตำรวจจับได้ด้วยความซาบซึ้งใจ

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับพวกนายทุนตามตำราในยุคนี้ที่ชอบพูดว่า "อะไรนะ จะลาป่วยงั้นรึ เรื่องส่วนตัวของเธอจะมาทำให้การผลิตเสียหายได้ยังไง จ่ายค่าปรับมาซะ!" โจซึ่งอย่างน้อยก็ยังมีมโนธรรมอยู่บ้าง ไม่เคยบังคับให้ทำงานล่วงเวลา แถมยังจ่ายค่าล่วงเวลาและโบนัสให้คนงานอีกด้วย เขาจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาบุรุษผู้ใจบุญในทันที

เขาได้รับฉายาว่า "มิตรแท้แห่งสหภาพ" และ "พวกฝักใฝ่ซ้ายที่น่าสงสัย"

โจไม่ได้ใส่ใจกับประเด็นอุดมการณ์พวกนี้ รวมถึงสายลับของราชสำนักที่ขยันมาด้อมๆ มองๆ แถวโรงงานเลยสักนิด

ล้อเล่นหรือเปล่า! ถึงตัวจะคดแต่เงาไม่เอียงโว้ย อีกอย่างยังมีมูลค่าส่วนเกินในโรงงานรอให้ฉันรีดไถ... ไม่ใช่สิ มีคนงานอีกตั้งมากมายรอให้ฉันพาไปสู่ความมั่งคั่งร่วมกัน ฉันไม่มีเวลาไปวิจัยเรื่องอื่นนอกจากการหาเงิน... ความมั่งคั่งร่วมกันหรอก

แม้ค่าแรงจะสูงขึ้น แต่ผลิตภาพการผลิตของโจกลับสูงขึ้นยิ่งกว่า เขาจึงปักหลักในตลาดได้อย่างรวดเร็ว และยังมีเงินมากพอที่จะกวัดแกว่งกระบองแห่งกฎหมายสิทธิบัตร ไล่จัดการพวกที่ลอกเลียนแบบในประเทศอื่น

เขาจะทำให้พวกหัวขโมยพวกนั้นต้องคายเงินที่ขโมยไปจากกระเป๋าเขาออกมา โจยอมเสียเงินให้ทนายและผู้พิพากษาดีกว่าจะปล่อยให้พวกขโมยสิทธิบัตรได้ประโยชน์

ด้วยเหตุนี้ เหล่าผู้พิพากษาที่เดิมทีอยากจะปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศตนเอง จึงกลายเป็นผู้เที่ยงธรรมและเข้มงวดขึ้นมาทันที จัดการกวาดล้างพวกที่หวังจะมาชุบมือเปิบไปได้ไม่น้อย

ในขณะที่โจ ดาวรุ่งทางการค้ากำลังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ดังที่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า โชคชะตาของคนเราแน่นอนว่าขึ้นอยู่กับความเพียรพยายามของตนเอง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงกระแสของประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน

ด้วยเสียงปืนหนึ่งนัดในหุบเขาทองคำ วิกฤตการณ์เดือนกรกฎาคมที่สั่นสะเทือนโลกก็ระเบิดขึ้น ทวีปเก่าที่เคยสงบสุขพลันสูญสิ้นความสงบในพริบตา ประเทศต่างๆ ราวกับจะทิ้งชีวิต ต่างพากันระดมพลขนานใหญ่อย่างบ้าคลั่ง

โจที่รู้สึกว่าในยามวิกฤตของชาตินี้ เป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่จะหาเงินเข้ากระเป๋า เขาเพิ่งจะเริ่มศึกษาวิจัยว่าเขามีอะไรที่พอจะใช้ประโยชน์ในสงครามที่กำลังจะมาถึงเพื่อทำกำไรก้อนโตได้บ้าง ทันใดนั้น ขนนกสีขาวก็ถูกส่งมาถึงมือเขา

ในตอนแรกโจไม่ได้ใส่ใจขนนกสีขาวที่เด็กสาวส่งมาให้เพื่อล้อเลียนว่าเขาเป็นคนขี้ขลาด

ขี้ขลาดก็ขี้ขลาดสิ มันไม่เห็นจะเกี่ยวกับการหาเงินของฉันตรงไหน

อีกอย่าง จักรวรรดิจะออกรบมันเกี่ยวอะไรกับฉัน?

ความสำเร็จที่ฉันมีในวันนี้มาจากความเหนื่อยยากของตัวเองทั้งนั้น พระราชาไปอยู่ที่ไหนตอนที่ครอบครัวฉันหกคนต้องเบียดกันอยู่ในห้องที่วางได้แค่เตียงเดียว?

ตอนนี้กลับมาบอกว่าพระคุณของพระราชาทดแทนไม่หมดอย่างนั้นหรือ?

ถุย! น่าสะอิดสะเอียน!

ขณะที่เขาโยนขนนกสีขาวลงพื้นแล้วเหยียบซ้ำ โจบอกกับเด็กสาวตรงหน้าว่า "ไม่ใช่แค่ผู้ชายหรอกที่ทำประโยชน์ให้สงครามได้ โรงพยาบาลสนามต้องการพยาบาลอีกมาก และโรงงานก็ต้องการคนงานมาแทนที่ผู้ชายที่ออกไปรบ แล้วเธอทำอะไรอยู่? เที่ยวแจกขนนกเล็กๆ ที่ถอนมาจากนกพิราบในจัตุรัสเนี่ยนะ? เธอทำประโยชน์อะไรให้สงครามบ้าง!"

เมื่อเห็นใบหน้าของเด็กสาวเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ แล้วเริ่มร้องแผดเสียงเหมือนแมวในกระสอบ โจก็ส่ายหน้าแล้วทิ้งท้ายไว้ว่า "สิ่งที่เธอต้องการที่สุดตอนนี้คือการเรียนรู้ความรับผิดชอบส่วนบุคคล ไม่ใช่มาทำกิจกรรมทางสังคม"

แม้โจจะรู้สึกสะใจเล็กน้อยที่ได้ตอกกลับพวกขนนกสีขาวอย่างเจ็บแสบ แต่ในไม่ช้าเขาก็ได้เรียนรู้ถึงความหมายของคำว่า "พลังแห่งถ้อยคำ" เมื่อเหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์พร้อมผู้ติดตาม เริ่มแจกขนนกสีขาวให้กับผู้ชายทุกคนที่เห็นบนท้องถนน พวกเด็กหนุ่มชนชั้นสูงที่หัวร้อนง่ายจึงพากันตบเท้าเข้าเป็นทหาร

จากนั้น ชายหนุ่มในโรงงานของโจก็พากันเดินเข้าสำนักงานสัสดี

และคนอย่างโจที่เพิกเฉย และแม้แต่ดูแคลนพวกขนนกสีขาวรวมถึงกระแสรักชาติที่พุ่งพล่าน จึงดูแปลกแยกและขวางโลกจนเกินไป

ในไม่ช้า ข่าวลือเกี่ยวกับโจก็เริ่มสะพัดในตลาด และแม้แต่ในหนังสือพิมพ์ก็เริ่มมีข่าวซุบซิบเกี่ยวกับเขา ไม่ใช่แค่หาว่าโจเป็นคนขลาดตาขาวเท่านั้น พวกนักข่าวยังเริ่มลงความเห็นว่าโจเป็นพวกขายชาติ เป็นสายลับของทิวทัน!

เมื่อเรื่องราวมาถึงจุดนี้ แม้แต่นักลงทุนของโจ ซึ่งเป็นอดีตเจ้านายของเขา ก็อยู่นิ่งไม่ได้

ขุนนางชราผู้นี้ซึ่งเคยผ่านศึกในทวีปมืดทางตอนใต้มาแล้ว ก็มาหาโจเช่นกัน

เขากล่าวว่า "ฉันรู้ว่าเธอไม่สนใจสงครามครั้งนี้ และเธอจะมีประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าถ้าอยู่ช่วยงานในโรงงานแนวหลัง"

"แต่นี่มันลามปามไปใหญ่แล้ว อีกไม่นานคนทั้งบริทาเนียจะรู้เรื่องนี้กันหมด ถ้าโจยังขืนต่อต้านแบบนี้ต่อไปมันจะไม่เหมาะสม แล้วชื่อเสียงของเธอก็จะพังพินาศ ไม่มีใครอยากทำธุรกิจด้วย ถ้าเธอไม่อยากเข้ากองทัพจริงๆ ก็ไปหาใบรับรองแพทย์ว่าไม่เหมาะสมกับการรบมา หรือจะแกล้งบ้าก็ได้!"

"เลิกงัดข้อกับพวกขนนกสีขาวพวกนั้นซะ ทางเบื้องบนเขาก็ถือหางพวกนั้นอยู่!"

เมื่อเห็นว่าเลี่ยงไม่ได้แล้ว โจจึงตัดสินใจหักดิบ เขาบริจาคหน่วยแพทย์ทั้งหน่วยให้กับกระทรวงสงครามทันที พร้อมกับแถลงว่าเหตุผลที่เขาไม่ขานรับคำสั่งออกไปรบเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในทันที ก็เพราะเขาต้องจัดการกิจการในโรงงาน เพื่อให้มั่นใจว่าโรงงานจะยังดำเนินงานต่อไปได้หลังจากเขาไม่อยู่

ครอบครัวคนงานจำนวนมากต้องพึ่งพาค่าจ้างเพื่อความอยู่รอด และเขายังต้องระดมทุนเพื่อสร้างประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าให้แก่สงคราม ส่วนเรื่องที่มีคนหมิ่นประมาทเขาก่อนหน้านี้ เขาจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

จากนั้นโจก็จ้างทนายฝีมือดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ มาฟ้องร้องพวกนักข่าวที่เขียนข่าวซุบซิบเหล่านั้นทันที

การบริจาคหน่วยแพทย์ให้กับกองทัพเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากจนไม่มีใครกล้าสงสัยว่าโจเป็นสายลับทิวทันอีก แม้แต่การจะบอกว่าโจขายชาติก็ต้องคิดให้ดีก่อนว่า ตัวเองมีส่วนช่วยในสงครามมากกว่าที่โจทำหรือไม่

อย่างไรเสีย ในประเทศทุนนิยม การมีเงินย่อมทำได้ทุกอย่างตามใจปรารถนา

หลังจากจัดการให้นักข่าวสองคนที่กุเรื่องขึ้นมาเพื่อเอาใจสาวๆ ต้องหมดเนื้อหมดตัวและเข้าไปนอนในคุกไม่กี่ปี โจที่ระบายโทสะเรียบร้อยแล้วก็ยังคงไปรายงานตัวที่สำนักงานสัสดี เพื่อไม่ให้กระทบต่อธุรกิจของเขา

อย่างไรก็ตาม แม้จะเตรียมตัวไปรบเพื่อพระราชา แต่จะไปรบแบบไหนนั้นก็ต้องมีชั้นเชิงกันหน่อย

หลังจากได้รับการชี้นำจากนักลงทุนของเขา ขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ที่มองว่าเงินเป็นเพียงตัวเลขและต้องการเพียงความสนุก โจก็รู้สึกว่าการถือดาบปลายปืนเข้าชาร์จพวกทิวทันในสนามเพลาะก็ถือเป็นความดีความชอบ การยิงปืนใหญ่จากข้างหลังสนามเพลาะก็เป็นความดีความชอบ และการขนกระสุนด้วยรถม้าก็ยังเป็นความดีความชอบอยู่ดี

งั้นทำไมฉันไม่ไปอู้งานอยู่ที่แนวหลังเล่า ถ้าคนอื่นไปเติมแนวหน้า ฉันก็แค่ไปหาตำแหน่งว่างที่อื่น มีโอกาสเหมือนกันหมด

โจรู้สึกว่าในเมื่อเขาบริจาคหน่วยแพทย์ให้กองทัพไปแล้ว เขาก็น่าจะมีบุญคุณต่อกันบ้าง คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกถ้าจะส่งเขาไปอยู่หน่วยพลาธิการหรือหน่วยปืนใหญ่?

อีกอย่าง บริทาเนียมีประเพณีการซื้อตำแหน่งด้วยเงินมาตั้งแต่อดีตกาล มันคงไม่มากเกินไปใช่ไหมถ้าฉันจะใช้เงินซื้อตำแหน่งสักหน่อย?

ทว่าโจกลับพบว่า ข่าวซุบซิบก่อนหน้านี้อาจจะได้ผล หรือไม่ก็นายพันที่สำนักงานสัสดีอาจจะไม่ชอบขี้หน้าพวกเศรษฐีใหม่อย่างเขา หรือไม่ก็กระทรวงสงครามแค่อยากจะหาเรื่องกันแน่ๆ

เมื่อเผชิญกับข้อเสนอที่ฟังดูสมเหตุสมผลของโจ กระทรวงสงครามกลับปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

เหล่าท่านสุภาพบุรุษแห่งกระทรวงสงครามระบุว่า ประการแรก ตำแหน่งนายทหารเต็มหมดแล้ว ประการที่สอง เมื่อพิจารณาจากพื้นฐานการศึกษาของโจ ตำแหน่งที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางอย่างพลาธิการหรือปืนใหญ่นั้นไม่เหมาะสมกับเขาแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาว่าโจเคยประกาศในหนังสือพิมพ์ว่าจะทำประโยชน์เพื่อพระราชา และเขายังเป็นนักประดิษฐ์—เขารู้เรื่องสิ่งประดิษฐ์ เขาก็ต้องเข้าใจเครื่องกล เมื่อเข้าใจเครื่องกล เขาก็ย่อมเข้าใจเรื่องวิศวกรรม ในเมื่อเขาเข้าใจวิศวกรรม เขาก็ต้องเป็นทหารช่างรบโดยธรรมชาติไม่ใช่หรือ?

กองทัพมีมติแล้ว เธอต้องไปเป็นทหารช่างรบ!

จบบทที่ บทที่ 1 กองทัพมีมติ

คัดลอกลิงก์แล้ว