- หน้าแรก
- จักรพรรดินีอมตะ หนึ่งในใต้หล้าไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 8: วิชาควบคุมวัตถุ
ตอนที่ 8: วิชาควบคุมวัตถุ
ตอนที่ 8: วิชาควบคุมวัตถุ
ตอนที่ 8: วิชาควบคุมวัตถุ
"ชิงเอ๋อร์ ฝึกยุทธ์เป็นอย่างไรบ้างลูก?"
บนโต๊ะอาหาร หลี่เหยียนซงเอ่ยถามเสียงเบา สายตาลอบสังเกตบุตรสาวผู้เงียบขรึมด้วยความไม่มั่นใจเล็กน้อย
การที่เขาจงใจส่งบุตรสาวไปฝึกที่สำนักยุทธ์หมิงอวี้เพื่อพบเจอกับเจียงอวี้แห่งตระกูลเจียงนั้น แฝงเจตนาบางอย่างเอาไว้
หากเป็นคนนอกก็คงไม่เป็นไร แต่นี่คือบุตรสาวสุดที่รักของเขา
"ต้องถามด้วยหรือท่านพ่อ ท่านก็รู้นี่นาว่าน้องเล็กเป็นอัจฉริยะด้านพิณ หมาก ลายมือ และวาดภาพ!"
"ส่วนเรื่องฝึกยุทธ์นี่ ข้าว่าคงไม่เท่าไหร่หรอก"
ยังไม่ทันที่หลี่อวิ๋นชิงจะตอบ หลี่ซั่วก็ชิงพูดขึ้นก่อน ใบหน้าเปื้อนยิ้มขณะอธิบาย "ถ้าฝึกยุทธ์มีความก้าวหน้า น้องเล็กคงยิ้มแก้มปริไปแล้ว ไม่มานั่งเงียบเชียบแบบนี้หรอก"
"หุบปากไปเลย พ่อถามน้องเจ้า!"
หลี่เหยียนซงหันไปตวาดใส่หลี่ซั่ว แล้วหันมาปลอบหลี่อวิ๋นชิงเสียงอ่อน "ฝึกยุทธ์ไม่ก้าวหน้าก็ไม่เป็นไรลูก ถือเสียว่าไปผ่อนคลายก็แล้วกัน"
เห็นท่าทีที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวของบิดา มุมปากของหลี่ซั่วก็กระตุก "ดูเหมือนว่าบนโต๊ะนี้จะมีแค่ข้าสินะที่ไม่ใช่ลูกในไส้?"
หลี่อวิ๋นชิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองบิดาและพี่ชาย แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ก็ดีเจ้าค่ะ"
"อื้ม!" หลี่เหยียนซงพยักหน้าเบาๆ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ "ได้เจอใครที่น่าสนใจบ้างไหม?"
ได้ยินคำถามนี้ หลี่ซั่วก็พลันตระหนักได้ว่านี่ต่างหากคือประเด็นสำคัญ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองหลี่อวิ๋นชิงด้วยเช่นกัน
"หรือข่าวลือเรื่องตระกูลเจียงมาสู่ขอจะเป็นเรื่องจริง?" ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวหลี่ซั่ว
เมื่อมองใบหน้างดงามของน้องสาว เขาก็รู้สึกขัดใจขึ้นมา "น้องสาวข้าสวยขนาดนี้ เจ้าเด็กตระกูลเจียงนั่นโชคดีชะมัด"
มือที่กำลังคีบอาหารของหลี่อวิ๋นชิงชะงักไป น้ำเสียงยังคงราบเรียบขณะตอบกลับ "ท่านพ่อหมายถึงเจียงอวี้หรือเจ้าคะ?"
พูดพลางนางก็ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวอย่างเป็นกลาง "เขาก็ไม่เลวเจ้าค่ะ!"
หากตัดอคติทิ้งไป เจียงอวี้ก็นับว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง สุภาพ รู้กาลเทศะ และมีอุปนิสัยอ่อนโยน
หน้าตาก็ดี ฐานะทางตระกูลก็พร้อมสรรพ
หากนางไม่ได้ฟื้นความทรงจำชาติก่อน บุรุษเช่นนี้ย่อมถือเป็นคู่ครองที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
น่าเสียดายที่เมื่อมีความทรงจำเหล่านั้น ต่อให้เขาดีแสนดีเพียงใด ในสายตานาง เขาก็ไม่ต่างจากคนแปลกหน้า
"ดีแล้วๆ!"
ได้ยินคำตอบของบุตรสาว หลี่เหยียนซงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก "เช่นนั้นพ่อจะแจ้งตระกูลเจียงให้หาฤกษ์งามยามดีสำหรับพิธีสู่ขอเลยดีไหม?"
"แล้วแต่ท่านพ่อจะเห็นสมควรเจ้าค่ะ" หลี่อวิ๋นชิงตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้
ต่อให้นางคัดค้าน ท่านพ่อก็คงไม่ยอมยกเลิก นางจึงไม่อยากพูดอะไรมาก
พิธีสู่ขอ ถามชื่อ เสี่ยงทาย ขั้นตอนเหล่านี้กว่าจะเสร็จสิ้นคงกินเวลาหลายเดือน
โดยเฉพาะขั้นตอนการถามชื่อและเสี่ยงทาย ที่ต้องส่งชื่อและวันเดือนปีเกิดของฝ่ายหญิงไปให้ฝ่ายชาย เพื่อนำไปวางไว้ที่ศาลบรรพชน
ใช้เวลาสั้นสุดสามวัน นานสุดสามเดือน หากในช่วงเวลานี้ไม่มีเหตุร้ายหรือลางอัปมงคลเกิดขึ้น ก็ถือว่าบรรพชนเห็นชอบ
จากนั้นฝ่ายชายก็จะส่งดวงชะตาของตนมาวางที่ศาลบรรพชนฝ่ายหญิงเพื่อดูผลเช่นเดียวกัน
หลังจากนั้น ในขั้นตอนการเสี่ยงทาย ยังต้องมีการแลกเปลี่ยนเทียบชะตาและผูกดวง ซึ่งก็ต้องนำดวงชะตาของทั้งคู่ไปวางไว้หน้าศาลบรรพชนเพื่อขอความเห็นชอบอีกครั้ง
และยังต้องหาซินแสมาดูว่าดวงสมพงศ์กันหรือไม่
หากทุกอย่างราบรื่น จึงจะเริ่มเตรียมการสำหรับพิธีหมั้นและส่งสินสอด แลกเปลี่ยนหนังสือแต่งงาน และกำหนดวันแต่งงานได้
กฎหมายของราชวงศ์ต้าอวี่กำหนดให้ชายแต่งงานได้เมื่ออายุยี่สิบ หญิงอายุสิบหก แม้จะกำหนดวันแต่งงานแล้ว ก็ต้องรอให้นางอายุครบสิบหกปีบริบูรณ์เสียก่อนจึงจะแต่งได้
ยิ่งเป็นตระกูลใหญ่ ยิ่งเคร่งครัดเรื่องธรรมเนียมเหล่านี้ ไม่เหมือนชาวบ้านร้านตลาดที่ลูกสาวอายุสิบสองสิบสามก็ออกเรือนกันแล้ว
ดังนั้นนางจึงไม่รีบร้อน ในช่วงเวลาหนึ่งปีนี้ นางเพียงต้องมุ่งมั่นเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของตนเอง
ตราบใดที่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ หากนางไม่เต็มใจ ใครหน้าไหนก็ไม่อาจบังคับนางได้
"ข้าอิ่มแล้ว ท่านพ่อ พี่ใหญ่ เชิญตามสบายนะเจ้าคะ ข้าขอตัวกลับก่อน"
หลังจากจัดการอาหารในชามจนหมด หลี่อวิ๋นชิงก็ลุกขึ้นและมุ่งหน้ากลับศาลาจื่ออวิ๋นทันที
มองตามหลังหลี่อวิ๋นชิงที่เดินจากไป หลี่เหยียนซงถอนหายใจเบาๆ
เขายังคงไม่เข้าใจว่าทำไมบุตรสาวถึงได้ต่อต้านนัก ทั้งที่เจียงอวี้มีทั้งนิสัยและหน้าตาที่จัดว่าเป็นเลิศ ฐานะทางตระกูลก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
"ท่านพ่อ น้องเล็กยังเด็ก ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนให้นางออกเรือนขนาดนั้นก็ได้มั้งครับ?"
หลี่ซั่วเองก็สัมผัสได้ถึงแรงต่อต้านของน้องสาว จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากทัดทาน
"เจ้ารู้อะไรด้วย! กินข้าวของเจ้าไป!" หลี่เหยียนซงตวาดด้วยความโมโห
หลี่ซั่วหดคอ ก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่กล้าพูดอะไรอีก
ขืนทำให้ท่านพ่อโกรธจริงๆ เขาคงโดนดีแน่
ในทางกลับกัน เพราะมารดาเสียไปตั้งแต่ยังเล็ก น้องสาวจึงเป็นดั่งแก้วตาดวงใจที่ท่านพ่อประคบประหงมมาตลอด อยากได้อะไรก็หาให้ ไม่เคยดุด่าว่ากล่าวแม้แต่คำเดียว
ตอนเด็กๆ เขาก็เคยน้อยใจ รู้สึกว่าท่านพ่อลำเอียง แต่พอโตขึ้น เขากลับพบว่าตัวเองก็รักและเอ็นดูน้องสาวผู้เรียบร้อยอ่อนหวานคนนี้ไม่แพ้กัน
พอนึกถึงตอนที่นางเดินตามต้อยๆ เรียก "พี่จ๋า พี่จ๋า" ในวัยเด็ก ความขุ่นมัวในใจก็หายไปจนหมดสิ้น
ณ ศาลาจื่ออวิ๋น
"ภายในหนึ่งปี ข้าต้องไปให้ถึงขอบเขตปราณให้ได้ จึงจะมีอำนาจพอที่จะปฏิเสธ"
แววตาของหลี่อวิ๋นชิงแฝงความกังวล
จอมยุทธ์ขอบเขตปฐมบทขั้นสูงถือเป็นยอดฝีมือในชิงโจว แต่จอมยุทธ์ขอบเขตปราณนั้นคือบุคคลระดับแนวหน้า
ในหน่วยปราบมารหรือในกองทัพ ผู้ที่มีความแข็งแกร่งระดับขอบเขตปราณสามารถเป็นถึงแม่ทัพคุมกำลังพลในภูมิภาคได้
หากไร้ซึ่งพลังระดับขอบเขตปราณ การปฏิเสธย่อมนำความเดือดร้อนมาสู่ตระกูลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นางรู้ดีว่าต่อให้ไปถึงขอบเขตปราณ แต่ถ้าแลกเปลี่ยนหนังสือแต่งงานกันแล้ว การแต่งงานก็ถือเป็นอันตกลงปลงใจ
ในสายตาคนภายนอก พวกเขาคือคู่หมั้นคู่หมายกันอย่างสมบูรณ์
และนางยังต้องหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลในการถอนหมั้นโดยไม่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลอีกด้วย
แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว
"ช่างเถอะ ค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน"
หลี่อวิ๋นชิงนั่งขัดสมาธิบนตั่งนุ่ม เนื้อหาใน 'เคล็ดวิชากระบี่เหมันต์' ผุดขึ้นในห้วงความคิด
"กายจิตประสานเป็นหนึ่ง โอบอุ้มต้นกำเนิดธำรงเอกภาพ เคล็ดวิชาคล้อยตามความคิด จิตควบคุมรูปธรรม..."
" 'ธรรม' คือพลังวิเศษหรือ? 'จิต' คือจิตวิญญาณ? หรือว่าจะเป็นสัมผัสศักดิ์สิทธิ์?"
"กายจิตประสานเป็นหนึ่ง... นี่คือการที่จิตวิญญาณผสานเข้ากับกระบี่บินงั้นหรือ?"
"การหลอมสร้างในตำนาน? หรือจะเป็นการหลอมสร้างด้วยพลังวิเศษ?"
มองดูเนื้อหาของเคล็ดวิชากระบี่เหมันต์ คิ้วของนางขมวดเข้าหากันแน่น
วิชานี้แตกต่างจากวิถียุทธ์อย่างสิ้นเชิง ลึกลับและลึกซึ้ง ยากแก่การทำความเข้าใจอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อนางไม่มีทั้งพลังวิเศษและกระบี่บิน แม้แต่จิตวิญญาณของตัวเองนางยังควบคุมไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงการผสานกายจิตหรือใช้จิตควบคุมรูปธรรมเลย
เมื่อขาดสิ่งเหล่านี้ การอ่านเคล็ดวิชากระบี่พวกนี้ก็เหมือนมองดอกไม้ผ่านม่านหมอก ไม่มีทางเห็นได้ชัดเจน
"ในเมื่อมันปรากฏบนหน้าต่างสถานะ แสดงว่ามันต้องฝึกได้แน่ๆ"
"ลองฝึกท่าประทับมุทราพวกนี้ดูก่อนแล้วกัน"
ท่าประทับมุทราทั้งเก้าท่าปรากฏขึ้นในหัว หลี่อวิ๋นชิงยกมือขึ้น ขยับนิ้วเลียนแบบท่าเหล่านั้น
หนึ่งครั้ง!
สองครั้ง!
สิบครั้ง!
ยี่สิบครั้ง!
นางไม่รู้ว่าตัวเองทำท่าประทับไปกี่รอบแล้ว แต่ในขณะที่นางกำลังจะถอดใจ ทันทีที่ท่าประทับทั้งเก้าถูกทำต่อเนื่องจนครบ...
นางรู้สึกว่าระหว่างคิ้วบวมเป่งขึ้นเล็กน้อย และพลังที่มองไม่เห็นสายหนึ่งก็พุ่งจากตรงนั้นไปสู่ปลายนิ้ว
ชั่วขณะนั้น ศีรษะของนางหนักอึ้งราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบ ทำเอามึนงงไปชั่วขณะ
แต่แล้ว ความเย็นเยียบอันลึกลับก็แผ่ซ่านไปทั่วสมอง จิตวิญญาณของนางกลับมาแจ่มใสอีกครั้ง
"นี่คือ?"
สัมผัสถึงพลังที่มองไม่เห็นที่ปลายนิ้ว หลี่อวิ๋นชิงกะพริบตาปริบๆ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วชี้ไปที่แผ่นกระดาษบนโต๊ะใกล้ๆ
วูบ!
กระดาษแผ่นนั้นสั่นไหวเล็กน้อย และในจังหวะที่มันลอยขึ้น มันก็ตกลงกลับไปบนโต๊ะ
"นี่คือพลังจิตของข้าหรือ?"
หลี่อวิ๋นชิงชะงักไป หวนนึกถึงความรู้สึกเมื่อครู่ อาการมึนงงคงเป็นเพราะพลังจิตของนางถูกใช้ไปจนหมด
ส่วนความแจ่มใสที่ตามมา น่าจะเป็นผลจากคุณลักษณะ 'จิตวิญญาณเปี่ยมพลัง' ที่ช่วยฟื้นฟูพลังจิตได้อย่างรวดเร็ว
"ค่าประสบการณ์ เคล็ดวิชากระบี่เหมันต์ +1"
ขณะที่นางกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด ตัวอักษรบรรทัดหนึ่งก็กะพริบขึ้นตรงหน้า
นางมองไปที่หน้าต่างสถานะโดยสัญชาตญาณ
"เคล็ดวิชากระบี่เหมันต์ (ยังไม่เริ่ม 1/50)"
กะพริบตาอีกครั้ง นางขยับมือและทำท่าประทับมุทราทั้งเก้าอีกรอบ
วูบ!
ระหว่างคิ้วของนางบวมเป่งขึ้นเล็กน้อย แล้วพลังที่มองไม่เห็นก็พุ่งไปที่ปลายนิ้วอีกครั้ง สมองของนางมึนงงไปชั่ววูบก่อนจะกลับมาแจ่มใส
สัมผัสถึงพลังจิตที่ปลายนิ้ว แสงสว่างแห่งความเข้าใจก็วาบขึ้นในใจ
"ท่าประทับมุทราทั้งเก้านี้ ต้องเป็น 'วิชาควบคุมวัตถุ' แน่ๆ!"
"วิชาควบคุมวัตถุสำหรับควบคุมกระบี่บิน!"