เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 139 ควบคุมมารปฐพี

ตอนที่ 139 ควบคุมมารปฐพี

ตอนที่ 139 ควบคุมมารปฐพี


ตอนที่ 139 ควบคุมมารปฐพี

ดังนั้น ใบหน้าจึงจ้องมองหยางไค่ด้วยความชื่นชม

พลังลมปราณที่ไม่มีวันหมดสิ้น อาจทำให้เขาเหนื่อยล้าในการฟื้นคืนลมปราณเท่านั้น

กลุยทธุ์หยางเป็นเคล็ดวิชาที่แปลกประหลาดและมีความคล้ายคลึงกับเคล็ดวิชาแห่งดวงดาวนี้ ที่ล้วนมีความเหนื่อยล้าในระหว่างที่ฝึกฝน แต่ว่าความเหนื่อยล้าของกยุทธุ์หยาง คือการรวบรวมพลังลมปราณในร่างกายและแปรสภาพให้มันเป็นหยดน้ำพลังลมปราณหยาง และกักเก็บอยู่ภายในจุดตันเถียน และเคล็ดวิชาแห่งดวงดาว คือการเคลื่อนไหวพลังลมปราณไปยังรูปห้วงมิติของดวงดาว และรอวันที่มันแสดงอำนาจพลังที่แท้จริงของมันออกมา

แต่มันยังมีส่วนแตกต่าง ภายในจุดตันเถียนไร้ซึ่งขีดจำกัดในการกักเก็บหยดน้ำพลังลมปราณหยาง หรืออาจจะกล่าวได้เช่นนี้ หากว่ามีเงื่อนไขที่เหมาะสม หยางไค่ต้องการจะกักเก็บหยดน้ำพลังลมปราณหยางเป็นจำนวนเท่าใดก็สามารถทำได้ดั่งใจต้องการ

แต่ห้วงมิติที่อยู่ภายใต้ดวงดาว มันมีขีดจำกัดของมัน

หยางไค่พยายามกว่า 2 วันในการหลอมละลายหยดน้ำพลังลมปราณหยางเป็นพลังลมปราณที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย เขารู้สึกว่าห้วงมิติแห่งดวงดาวที่อยู่ภายใต้ฝ่ามือของเขากำลังถึงจุดอิ่มตัว

2 วันที่ผ่านมา หยางไค่ทำการเคลื่อนไหวพลังลมปราณและรักษาอาการบาดเจ็บของตนเอง เขาจึงไม่ได้สนใจกับปริมาณที่อยู่ในห้วงมิติแห่งดวงดาว พลังลมปราณในร่างกายจึงหลอมผสานกับห้วงมิติแห่งดวงดาวด้วยตัวของมันเอง

มันเป็นเรื่องที่ดี ในช่วงเวลาที่ฝึกฝนวิชายุทธุ์ เคล็ดวิชานี้จะสะสมพลังลมปราณด้วยตัวของมันตลอดเวลา โดยตนเองไม่ต้องเสียเวลาในการเคลื่อนไหวพลังเพื่อส่งไปยังห้วงมิติแห่งดวงดาวนั้น

2 วันผ่านไป หยางไค่ลืมตาขึ้นมา ก้มหน้ามองไปยังหลังมือของตนเอง รูปดวงดาวที่สลักอยู่บนหลังมือของหยางไค่เริ่มชัดเจนมากขึ้น หากมองผ่านรูปแห่งดวงดาวนี้สามารถมองเห็นภาพที่น่าอัศจรรย์ มันคล้ายคลึงกับจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่ถูกผนึกไว้บนหลังมือของหยางไค่

เมื่อความคิดอ่านในใจเคลื่อนไหว รูปแห่งดวงดาวพลันหายไปซึ่งมันได้ซ่อนตัวอยู่ภายใต้เนื้อหนังของหยางไค่

หยางไค่ถอนหายใจออกมา รูปแห่งดวงดาวนี้งดงามเกินไป หากปล่อยมันไว้บนหลังมือ หากผู้อื่นพบเห็นต้องเกิดคำถามและความสงสัยอย่างแน่นอน

เมื่อนิ่งงั้นได้สักครู่ หยางไค่กล่าวถามอย่างกะทันหัน : ในความทรงจำของเจ้าเคล็ดวิชานี้ชื่อว่าอะไร?

จอมยุทธุ์หนุ่ม ข้าจำไม่ได้ น้ำเสียงลดความหวาดกลัวจากเดิมอย่างมาก แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือความเคารพเชื่อฟังคำสั่ง

ดวงตาของหยางไค่ประกายไปมา เขาไม่รู้ว่า 2 วันที่ผ่านมาเขานำพาความตกตะลึงให้แก่ใบหน้ามากมายเท่าไหร่ เพราะความตกตะลึงนี้ ใบหน้าจึงไม่กล้าที่จะดูถูกความสามารถของหยางไค่อีกต่อไป

ข้าให้โอกาสเจ้า 1 หน ให้เจ้าตั้งชื่อของมัน หยางไค่คิดชื่อของหมัดเปลวเพลิงผลาญสุริยันจนปวดหัว ตอนนี้มีคนที่สามารถใช้งาน เขาจึงมอบปัญหานี้ให้แก่ใบหน้า จอมปีศาจคนนี้ต้องมีอายุขัยที่ยืนยาว พบเจอกับสิ่งต่างๆมากมาย การตั้งชื่อเคล็ดวิชาแห่งดวงดารนี้คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา

ขอรับ !! เสียงนั้นเงียบไปเป็นเวลานาน ก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง : ในเมื่อมันมีรูปของดวงดาว ในขณะที่ปล่ดปล่อยพลังอำนาจนี้ออกไป ดวงดาวจะเปล่งประกายแสงสว่างระยิบระยับงั้นเคล็ดวิชานี้ชื่อว่าผนึกดวงดารา ดีไหม ?

ผนึกดวงดารา ผนึกดวงดารา . หยางไค่กล่าวพึมพำไปมา ก่อนจะพยักหน้าและกล่าวตอบ : ไม่เลว เคล็ดวิชานี้เรียกว่า ผนึกดวงดารา

ใบหน้ากล่าวตอบด้วยเสียงที่ดีใจ : ยินดีด้วยที่จอมยุทธุ์หนุ่มได้รับเคล็ดวิชาแห่งผนึกดวงดารา จากนี้ไปเก่งกาจในเรื่องของวิชายุทธุ์และมีศีลธรรมอันดี ช่วยเหลือมนุษย์ปถุนชนด้วยความซื้อสัตย์ อนาคตท่าการต่อสู้ของเจ้าจะไร้ซึ่งความปราชัย ไร้ซึ่งศัตรูในใต้หล้า !!

โอ้ว !! หยางไค่อึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน

ใบหน้าหยุดกล่าวในทันที เขารู้สึกว่าการประจบประแจงของตนเองค่อนข้างมากไป

เจ้าคิดหาหนทางรอดให้ตนเองได้หรือยัง ? หยางไค่กล่าวถามอย่างกะทันหัน

ทันใดนั้นใบหน้าสั่นสะท้านไปมาด้วยความหวาดกลัว : หากว่าจอมยุทธุ์ไว้ชีวิตข้า ข้าจะมอบสมบัติลึกลับให้เจ้า 1 ชิ้น

หยางไค่กวาดสายตามองไปทั่ว 4 ทิศและกล่าวอย่างเฉยชา : เจ้ามีสมบัติลึกลับ

มันคงซ่อนเร้นอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ข้าฆ่าเจ้าข้าก็สามารถค้นหามันจนเจอ ทำไมข้าต้องไว้ชีวิตเจ้า ? กล่าวตามความจริงข้าไม่ต้องการไว้ชีวิตคนอย่างเจ้า และไม่กล้าที่จะให้เจ้ามีชีวิตต่อไป ดังนั้นการหลอมละลายเจ้าเป็นหนทางที่ดีที่สุด

ใบหน้ารีบกล่าวอย่างรวดเร็ว : จอมยุทธุ์หนุ่มโปรดไว้ชีวิตด้วย หากเจ้าไม่วางใจ ข้าจะนับถือเจ้าเป็นนายของข้า เพียงแค่จอมยุทธุ์หนุ่มไว้ชีวิตข้าและให้จิตวิญญานที่เหลืออยู่ในร่างกายของข้าอยู่ภายในร่างกายของเจ้า ความเป็นความตายของข้าขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้า จอมยุทธุ์หนุ่มเป็นผู้มีจิตใจเมตตา ทำไมท่านต้องหลอมละลายข้าด้วย ?

โอ้ว ? หยางไค่หวั่นไหวต่อคำกล่าวของเขา และกล่าว : ข้าจะรู้ได้ไงว่าสิ่งที่เจ้ากล่าวเป็นความจริงหรือคำโกหก

ใบหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ขมขื่น : แม้ว่าข้าไม่รู้ว่าร่างกายของเจ้าแปลกประหลาดหรือมีความลึกลับเช่นไร แต่ความแปลกประหลาดและความลึกลับนี้ค่อยควบคุมข้าเอาไว้ ข้าจะกล้าโกหกเจ้าได้อย่างไร ?

หยางไค่นิ่งโดยไม่กล่าวตอบ เขาไม่ต้องการที่จะไว้ชีวิตปีศาจตนนี้ เขาต้องรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ หากฆ่าเขาก็น่าเสียดายยิ่งนัก

อย่างน้อยที่สุดก่อนที่เขาจะได้รับข้อมูลบางอย่าง หยางไค่ไม่มีวันที่จะฆ่าเขาอย่างแน่นอน

การนิ่งเงียบของหยางไค่ทำให้ใบหน้ากระวนกระวายตลอดเวลา เขากล่าวอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่น่าเวทนา : จอมยุทธุ์หนุ่ม ไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าสามารถแสดงอำนาจพลังของสมบัติลึกลับ แต่มีสิ่งที่เจ้าไม่ทราบ สมบัติลึกลับชิ้นนั้นอยู่ในสถานที่แห่งนี้ แต่หากไม่มีใคร แม้ว่าจอมยุทธุ์จะครอบครองมันก็มิอาจที่จะใช้มันได้

เพราะเหตุใด ? หยางไค่กล่าวถาม

เพราะสมบัติลึกลับนั้น เป็นสมบัติแห่งปีศาจที่ชั่วร้าย !! หากไม่มีจิตวิญญาณของข้าที่เชื่อมโยงและคอยยั้บยั้งพลังของมัน จากพลังลมปราณเฉพาะทางของเจ้า ไม่สามารถจะเปิดใช้งานมันได้

หยางไค่ถอนหายใจออกมา เขาขมวดคิ้วไว้แน่น ก่อนจะนิ่งไปอีกครั้ง

ใบหน้าทราบถึงความเป็นความตายของตนเอง เขามิกล้าที่จะกล่าวต่อ เพื่อสร้างความรำคาญให้แก่หยางไค่ แต่จิตใจที่กระวนกระวายไม่มีทางที่จะสงบลงได้

หลังจากที่ผ่านไปอย่างยาวนาน หยางไค่จึงกล่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน : ข้าจะให้เจ้านับถือข้าเป็นายของเจ้า เจ้าต้องทำอย่างไร ?

จิตใจที่กระวนกระวายของใบหน้าผ่อนปรนลงในทันที เขากล่าวด้วยเสียงที่สั่นเครือ : นายท่านโปรดผ่อนคลาย ข้าจะเข้าไปยังจิตใต้สำนึกของท่าน เพื่อดึงเส้นแห่งการรับรู้ทางจิตวิญญญานออกมา เพื่อเชื่อมมายังร่างกายของข้า

มุมปากของหยางไค่แสะยิ้มด้วยความเยือกเย็น

ใบหน้ารีบกล่าวอธิบายอย่างเร่งรีบ : นายน้อยเขตแดนของท่านยังไม่ถึงขั้นเทพสวรรค์ ท่านไม่สามารถใช้การรับรู้ทางจิตวิญญาณของตนเอง นายน้อยได้โปรดเชื่อมั่นในความภักดิ์ของข้าด้วยเถอะ

เชิญ !! เมื่อหยางไค่กล่าวจบ เขาได้ผ่อนคลายสิ่งต่างๆในทันที

จิตใจของใบหน้าค่อนข้างหวาดกลัว เขาเลื่อมใส่ต่อการตัดสินใจของหยางไค่ เขามองหยางไค่ด้วยความเคารพอีกขั้น หากว่าเป็นผู้อื่น ในตอนนี้พวกเขาอาจตื่นตะลึงจนเสียสติ พวกเขาคงไม่เป็นอย่างหยางไค่ที่มั่นคงเช่นนี้

แต่เขาไม่ต้องกังวลถึงสิ่งอื่นๆ ครั้งที่แล้วที่ตนเองพุ่งเข้าสู่จิตใต้สำนึกของเขากลับถูกพลังกำลังที่ยิ่งใหญ่ดูดกลืนเข้าไป หากตนเองยังกล้าที่จะทำเช่นนี้อีกครั้ง เขาเชื่อว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าคิดร้ายต่อหยางไค่ เขาค่อยๆเข้าสู่จิตใต้สำนึกของหยางไค่ เชื่อมโยงจเส้นแห่งจิตวิญญาณ เข้าสู่จิตวิญญาณของตนเอง

ผ่านไปอย่างยาวนาน ใบหน้าจึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง : นายน้อย จากวันนี้ ความเป็นความตายของข้า ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายน้อย

หยางไค่ลืมตา ใช้จิตใจสัมผัส พบว่าเขาและใบหน้ามีความสัมพันธุ์ที่เพิ่มมากขึ้นอีกขั้น แต่ว่าการเชื่อมโยงเช่นนี้ ตนเองกลับสามารถควบคุมฝ่ายตรงข้ามได้อย่างสมบูรณ์

ดูเหมือนว่าจิตวิญญาณของเจ้าฟื้นฟูขึ้นอย่างมาก ? หยางไค่กล่าวถามอย่างมีเลศนัย

ใบหน้ากล่าว : เมื่อเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของนายน้อย เป็นธรรมดาที่จะฟื้นคืน แต่ว่านายท่านไม่ต้องกังวล เส้นแห่งจิตวิญญานเส้นนี้ท่านสามารถริบรอนกลับไปได้ตลอด มันไม่ทำให้ท่านต้องสูญเสียอย่างแน่นอน

หยางไค่กล่าวพึมพำอย่างเยือกเย็น

ใบหน้าส่งเสียงโหยหวนออกมา เสมือนว่ากำลังถูกต้มอยู่หม้อน้ำมันที่ร้อนระอุ

นายน้อยได้โปรดเมตตา ไว้ชีวิตด้วย คำกล่าวที่ข้ากล่าวไปล้วนเป็นความจริง ไม่เคยปิดบังนายน้อยแม้แต่คำเดียว ใบหน้ากล่าวอ้อนวอน ใบหน้าแสดงออกอย่างหวาดกลัวถึงขีดสุด เหมือนตายทั้งเป็น กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ภายในร่างกายของหยางไค่อย่างน่าเวทนา

หลังจากที่ทรมาณใบหน้าจนเสร็จสิ้น หยางไค่จึงปล่อยเขาไป ก่อนจะกล่าวเตือนด้วยเสียงที่แผ่วเบา : ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากว่าเจ้ากล้าแม้แต่จะคิดร้ายต่อข้า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า แต่จะใช้วิธีการเมื่อสักครู่ เพื่อให้เจ้าลิ้มรสการล่วงเกินข้าว่าเป็นอย่างไร !!

ข้า ไม่กล้า !! เสียงของใบหน้าสั่นเครือ หลังจากใกล้ชิดกันได้สักระยะ เขาพบนิสัยอีกหนึ่งประการของหยางไค่ นั่นก็คือ ความโหดเหี้ยม !!

หลังจากที่สามารถคุมบังเหียนใบหน้าได้อย่างสมบูรณ์ หยางไค่จึงวางใจลงอย่างมาก

เจ้าชื่ออะไร ? ในวันต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่าอย่างไร? หยางไค่กล่าวถาม

ใบหน้านิ่งไปสักครู่ก่อนจะกล่าวตอบ : ข้าชื่ออะไร ข้าจำไมได้ แต่ข้าจำได้ว่ามีคนเคยกล่าวเรียกข้า มารปฐพี !! และไม่รู้ว่ามันเป็นชื่อของข้าหรือฉายาของข้ากันแน่

มารปฐพี !! หยางไค่พยักหน้า : เป็นมารอย่างที่คาดคิดเอาไว้

มารปฐพีหัวเราะด้วยความอึดอัด : มันเป็นเรื่องที่ผ่านมานาน จากวันนี้เป็นต้นไปข้าจะเชื่อฟังคำสั่งของนายน้อยเพียงผู้เดียว

แล้วสมบัติลึกลับที่เจ้ากล่าวถึงล่ะ ?

นายน้อย มันอยู่ในกระดูกโบราณของข้า

จากการชี้แนะของมารปฐพี หยางไค่เริ่มค้นหาสมบัติลึกลับจากกระดูกโบราณนั้น เขาได้ดึงกระดูกชิ้นหนึ่งที่อยู่บนทรวงอกของกระดูกโบราณ เพราะกระดูกชิ้นนี้แตกต่างจากกระดูกชิ้นอื่นๆ กระดูกชิ้นนี้มีสีดำมืด เมื่อเสี้ยวินาทีที่หยางไค่สัมผัสกระดูกชิ้นนี้ หยางไค่ได้ยินเสียงโหยหวนของภูติวิญญาณ ตรงหน้าเต็มไปด้วยความมืดมน

กลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายที่แข็งแกร่งอย่างมาก !! ใบหน้าขอหยางไค่แปรเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด

มารปฐพีกล่าว : สมบัติชิ้นนี้เรียกว่าเข็มสลายวิญญาณ มันถูกข้าหลอมละลายกลายเป็นกระดูกในตัวข้า มันคงเอาชีวิตคนไปมากมาย ดังนั้นกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายของมันจึงค่อนข้างแข็งแกร่ง

หยางไค่หัวเราะอย่างเยือกเย็น : ในขณะที่หลอมละลายมัน คงใช้จิตวิญญาณของมนุษย์ไม่น้อยสิน่ะ ?

มารปฐพีหัวเราะอย่างเหือดแห้ง : นายน้อยผู้ชาญฉลาด มันเป็นเช่นนั้น ดังนั้นสมบัติชิ้นนี้จึงไม่เหมาะสมที่นายน้อยจะครอบครอง หากว่าท่านยังดื้อดึงที่จะหลอมละอายมัน มันจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของท่าน แต่มีจิตวิญญานเทพสวรรค์ของข้าที่คอยยับยั้นความชั่วร้ายของมัน ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลถึงปัญหานี้ แต่ต้องสูญเสียพลังลมปราณไปก็เท่านั้น แต่มันหลับใหลเป็นเวลานาน อำนาจพลังแห่งการฆ่าของมันที่สามารถปลดปล่อยออกมาได้คงไม่แข็งแกร่งมากเท่าใด

หยางไค่พยักหน้า เขาสามารถสัมผัสได้ สมบัติลึกลับชิ้นนี้เป็นสมบัติวิเศษขั้นปฐพีระดับต่ำในการโจมตี แม้ว่าความแข็งแกร่งของมันจะไม่สูงมาก ผู้ที่มีพลังความแข็งแกร่ง สามารถที่จะต้านทานการโจมตีของมันได้อย่างไม่ยาก

จะเก็บรวบรวมมันได้อย่างไร ?

มารปฐพีรีบกล่าววิธีการควบคุมมันได้ให้แก่หยางไค่

หลังจากที่พยายามกว่าหลายวัน หยางไค่จึงสามารถยึดครองสมบัติชิ้นนี้เป็นของตนเอง กระดูกสีดำชิ้นนี้ตอนนี้มันได้ถูกหลอมละลายกลายเป็นกลิ่นอายสีดำมืดห่อหุ้มอยู่ปลายนิ้วของหยางไค่ เสมือนว่ามันมีจิตวิญญาณสามารถโบยบินไปมา หยางไค่ยังสามารถสัมผัสได้ว่ามันมีความเชื่อมโยงกับตนเอง แต่มันก็มีจิตวิญญาณเทพสวรรค์ของมารปฐพีอยู่กึ่งกลางซึ่งกันและกัน

หลังจากที่ทดสอบมาหลายครั้ง จิตใจของหยางไค่มีความคุ้นชิน

มันไม่ผิดจาการคาดเดาของตนเอง เข็มสลายวิญญานสามารถปลดปล่อยพลังอำนาจแห่งสมบัติวิเศษที่อยู่ในขั้นปฐพีระดับล่าง นอกจากนั้นการเปิดใช้พลังอำนาจของมันยังสูญเสียพลังลมปราณเป็นจำนวนมาก เพราะต้องผ่านจุดกึ่งกลางของมารปฐพี ดังนั้นมันจึงสิ้นเปลืองพลังลมปราณอย่างมาก

มารปฐพีกล่าว : นายน้อยหากว่าท่านต้องการหลอมละลายมันก็สามารถทำได้ แต่มันต้องใช้ระยะเวลาที่ค่อนข้างมาก

ในขณะที่กล่าวคำพูดนี้ จิตใจของมารปฐพีสั่นไหวไปมา เขากลัวว่าหยางไค่จะกล่าวตอบตกลง แต่เขาก็มิอาจที่จะไม่กล่าวมันออกไป

ข้าไม่หลอมละลายมัน หลังจากนี้มีเจ้าที่คอยควบคุมมัน

ขอบคุณนายท่าน มารปฐพีทราบซึ้งจน้ำตาไหล

หยางไค่ไม่หลอมละลายมัน นั่นหมายความว่ามารปฐพีสามารถเข้าไปอยู่ในสมบัติลึกลับชิ้นนี้ เขาไม่ต้องอาศัยอยูภายในร่างกายที่มีกระดูกทองคำของหยางไค่ด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไป ร่างกายอยู่ห่างจากกระดูกทองคำ มารปฐพีจะรู้สึกว่าตนเองมีเนื้อหนัง มันช่างโล่งโปร่งยิ่งกว่าสิ่งใด

?

หยางไค่เก็บกลิ่นอายสีดำมืดเข้าไปภายในร่างกาย มารปฐพีได้พุ่งออกมาจากกระดูกทองคำอย่างไม่รู้ตัว และซ่อนเร้นตนเองอยู่ภายในเข็มสลายวิญญาน

หยางไค่สำรวจบริเวณนี้อีกรอบ และพบว่าไม่มีสิ่งอื่นนอกจากลูกแก้วที่ประกายแสงสว่างระยิบระยับ

เจ้ามีสมบัติวิเศษเช่นนี้เพียงชิ้นเดียว ? หยางไค่ยังไม่พึงพอใจ ขณะที่มารปฐพียังมีชีวิตเขาต้องเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง ไม่มีเหตุผลที่จะเหลือเข็มสลายวิญญานเพียงชิ้นเดียว

มารปฐพีกล่าวอย่างขมขื่น : ยังมีสิ่งที่นายน้อยไม่ทราบ ก่อนหน้านี้สถานที่แห่งนี้เกิดการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่จนสะเทือนสวรรค์สะเทือนปฐพี ข้าเองก็อยู่ในการต่อสู้นั้นด้วย สมบัติชิ้นอื่นๆถูกทำลายจนหมด ซึ่งเหลือเพียงเข็มสลายวิญญานที่ถูกหลอมเป็นกระดูกในทรวงอกของข้าเพียงชิ้นเดียว

จบบทที่ ตอนที่ 139 ควบคุมมารปฐพี

คัดลอกลิงก์แล้ว