เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 23

เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 23

เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 23


เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 23

ทะลวงขั้นระหว่างการต่อสู้?

เด็กนี่มันเป็นสัตว์ประหลาดรึไง!

คนธรรมดาจะทุ่มเทความสนใจให้กับการต่อสู้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องต่อสู้กับคู่ต่อสู้พร้อมกันสองคน ในยามนั้นไม่มีที่ว่างสำหรับความคิดที่จะฝึกฝนหรือพยายามทะลวงขอบขั้นแต่อย่างใด

แต่เฉินอวิ๋นซวนเล่า? ไม่เพียงแต่เขาจะยืนหยัดในการต่อสู้ได้เท่านั้น เขายังทะลวงขั้นในช่วงเวลาสำคัญได้ด้วย?

นี่เป็นสิ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!

“ลุงหลิว ท่านเคยพบเห็นเรื่องราวทำนองนี้มาก่อนหรือไม่?” เฉิงอวี่ชูถามพร้อมกับขมวดคิ้ว

"ไม่เคยขอรับ"

"อาจเป็นเพราะเคล็ดวิชาการฝึกฝนของเด็กผู้นี้ที่ผิดปกติ... หรือไม่เขาก็สามารถทะลวงถึงขั้นที่สองของขอบเขตเหนือธรรมชาติได้อยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่กลับกดระดับฝึกฝนของเขาไว้โดยเจตนา"

“ซึ่งข้าเอนเอียงไปทางอย่างหลัง” ลุงหลิวกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

กดพลังเอาไว้งั้นรึ?

นั่นก็มีความเป็นไปได้จริงๆ

เว่ยเทียนเฟิงและอู่หยวนสบตากัน ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวังและความไม่สบายใจ

หากเฉินอวิ๋นซวนที่อยู่ในขั้นแรกของขอบเขตเหนือธรรมชาตินั้นว่ายากที่จะจัดการแล้ว เมื่อแล้วเขาทะลวงถึงขั้นที่สองได้ นั่นจะยิ่งยุ่งยากมากขึ้นเพียงใด?

สัมผัสถึงพลังที่พุ่งพล่านอยู่ภายในร่างกายของเขาหลังจากที่เขาทะลวงขั้นสำเร็จ เฉินอวิ๋นซวนก็ยิ้มบาง

"ท่านบรรพบุรุษพูดถูก—การต่อสู้คือวิธีที่เร็วที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดในการพํมนาความแข็งแกร่ง"

เฉินอวิ๋นซวนมองไปที่เว่ยเทียนเฟิงและอู่หยวนแล้วพูดอย่างใจเย็น “การต่อสู้ครั้งนี้สมควรจบลงได้แล้ว”

"ฮึ่ม! ไอ้เด็กเวร อย่าเพิ่งได้ใจไปหน่อยเลย!"

"เจ้าคิดจริงหรือว่าการทะลวงเพิ่มหนึ่งขั้นจะทำให้เจ้าสามารถบดขยี้เราทั้งคู่ได้?" อู่หยวนตวาดอย่างโกรธจัด

“สู้กันดูเดี๋ยวก็รู้!”

โดยไม่เสียเวลากล่าวมากความอีก ร่างของเฉินอวิ๋นซวนพลันพร่ามัว และในชั่วพริบตาถัดมา เขาก็ไปปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเว่ยเทียนเฟิงแล้ว

การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเขาทำให้เว่ยเทียนเฟิงตั้งตัวไม่ทัน ก่อนที่เขาจะทันได้สติ หมัดของเฉินอวิ๋นซวนก็ซัดเขาจนกระเด็นออกไป

โจมตีเพียงครั้งเดียว เว่ยเทียนเฟิงก็ถูกกระแทกลอยไปทางด้านหลัง ขณะที่ปากก็กะอักเลือดออกมาคำโต

"มารดามันเถอะ! แค่ทะลวงเพิ่มอีกขั้นเดียว ความแข็งแกร่งของเขาก็เปลี่ยนไปมากมายปานนี้เลย?"

"ให้ตายเถอะ เว่ยเทียนเฟิงรับไม่ได้แม้แต่หมัดเดียว?"

“เฉินอวิ๋นซวนพยายามจะฝืนลิขิตสวรรค์รึไง?”

“พยายามงั้นรึ? เขาฝืนไปแล้วต่างหาก”

“น่ากลัว…ช่างเป็นชายหนุ่มที่น่ากลัวจริงๆ!”

เว่ยเทียนเฟิงที่ถูกซัดจนลอยกระเด็นออกไปทำให้ทุกคนตะลึงงัน พวกเขาทราบว่าเฉินอวิ๋นซวนนั้นเป็นอัจฉริยะ แต่พวกเขาคาดคิดไม่ถึงเลยว่าชายหนุ่มจะจะเป็นสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัวได้ถึงปานนี้

อู่หยวนเป็นคนแรกที่ได้สติกลับมา และความคิดแรกของเขาคือการหนี

“คิดหนีงั้นรึ?”

“ข้าอนุญาตแล้วหรือ?”

ขณะที่อู่หยวนหันหลังเตรียมจะหนี เขาก็พบว่าเฉินอวิ๋นซวนที่เคยยืนอยู่ทางด้านหลัง พลันมาขวางทางหนีของเขาไว้

“ข้ายอมแพ้ —”

ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจบ หมัดของเฉินอวิ๋นซวนก็ชกเข้าใส่ ทำให้อู่หยวนลอยกระเด็นไปเช่นเดียวกับเว่ยเทียนเฟิง

บังเกิดเป็นความเงียบ

เงียบเสียจนรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังถูกแช่แข็ง

ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นชัยชนะอันถล่มทลายของเฉินอวิ๋นซวน

ผลลัพธ์นี้อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน รวมถึงเฉิงอวี่ชู และลุงหลิวด้วย

โดยเฉพาะลุงหลิวที่หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เขาเพิ่งจะคุยโอ่ว่าเฉินอวิ๋นซวนจะหมดแรงภายในยี่สิบกระบวนท่า แต่เด็กหนุ่มไม่เพียงแต่ยืนหยัดอยู่ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเอาชนะเว่ยเทียนเฟิงและอู่หยวนได้ด้วยหมัดเดียว

“พวกเราขอยอมรับความพ่ายแพ้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราจะกลับนิกายชางชิง และจะไม่ออกมานอกสำนักอีกตลอดชีวิต”

“ตระกูลเฉินของเจ้า…ชนะแล้ว”

พวกเขายอมแพ้แล้ว!

ผู้อาวุโสสูงสุดสองคนของนิกายชางชิงได้ยอมรับและปฏิญาณว่าจะอยู่ในนิกายของตนตลอดชีวิต

เฉินอวิ๋นซวนเพียงคนเดียวสามารถทำให้นิกายที่ทรงอำนาจที่สุดในอาณาจักรต้าโจวหมดทางสู้

หากก่อนหน้านี้มีใครบอกว่าผลลัพธ์เช่นนี้จะเกิดขึ้น คนผู้นั้นคงถูกมองว่าเป็นคนบ้าที่ชอบเพ้อเจ้อ

แต่แล้วเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกคน

"น่าขันนัก!"

"คิดว่าพวกเจ้าสามารถจากไปหลังจากแพ้ได้งั้นรึ?"

“หากว่าข้าแพ้ พวกเจ้าจะปล่อยให้ข้าจากไป?”

“พวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กไร้เดียงสาจริงๆ?”

"วันนี้พวกเจ้าจะไม่มีผู้ใดสามารถจากไปอย่างมีชีวิต!"

นี่หาใช่การประลองกระชับมิตรไม่ แต่มันคือการต่อสู้จนตัวตายไปข้าง มีเพียงรอดหรือตายเท่านั้น

พวกเขาคิดจริงหรือว่าแค่เพียงพูดไม่กี่คำก็สามารถเดินจากไปได้หลังจากพ่ายแพ้?

"เจ้า—อย่าได้บีบคั้นกันเกินไปนัก!" อู่หยวนและเว่ยเทียนเฟิงจ้องมองเฉินอวิ๋นซวนด้วยความโกรธ

"บีบคั้นเกินไปงั้นรึ? ตอนที่พวกเจ้าซึ่งอยู่ระดับสูงสุดขั้นที่เก้าของขอบเขตเหนือธรรมชาติโจมตีใส่ข้า พวกเจ้าเคยคิดถึงเรื่องนี้ด้วยงั้นรึ?"

“หากว่าข้าอ่อนแอกว่านี้ ข้าคงกลายเป็นศพไปแล้ว”

“พวกเจ้าอายุตั้งปูนนี้แล้ว หรือยังไม่ทราบว่าโลกนี้มีเพียงฆ่าหรือถูกฆ่าเท่านั้น?”

“การมาที่นี่ในวันนี้ ข้าได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว—ไม่ว่าจะตายด้วยมือของพวกเจ้าหรือฆ่าพวกเจ้าก็ตาม”

แม้ว่าคำพูดของเฉินอวิ๋นซวนจะสมเหตุสมผล แต่บางคนก็ยังรู้สึกว่าเขาทำเกินกว่าเหตุ

“พวกเรามีความแค้นกันลึกล้ำถึงเพียงนั้นเลยรึ?”

“ไม่มีช่องให้พูดคุยกันเลยรึ?” เว่ยเทียนเฟิงถามด้วยคิ้วที่ขมวด

“ในตอนแรกนั้น พวกเรายังไม่มีความเป็นศัตรูกัน แต่โชคชะตาได้ชักนำพวกเราให้ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน”

"นอกจากนี้ พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าตระกูลเฉินของข้าจะแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้หลังจากที่นิกายชางชิงของเจ้าส่งคนไปโจมตีพวกเราที่เมืองย่านกุ้ย?"

เอ๊ะ?

นิกายชางชิงได้ส่งคนไปโจมตีตระกูลเฉินที่เมืองย่านกุ้ย?

การเปิดเผยนี้ทำให้ไม่เพียงแต่ผู้ที่ชมดูเหตุการณ์เท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่ตัวเว่ยเทียนเฟิงและอู่หยวนเองก็ยังตกใจเช่นกัน สีหน้าของพวกเขาทอแววงุนงง

พวกเขาไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย

"ใครกัน?!"

“ใครในนิกายชางชิงที่กระทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้?” เว่ยเทียนเฟิงคำรามด้วยความโกรธ

“นี่…เป็นฝีมือของข้าเอง”

ใบหน้าของผู้อาวุโสสามแดงก่ำ เดิมทีเขาตั้งใจจะเก็บเงียบ แต่เมื่อทราบว่ายังมีคนอื่นที่ล่วงรู้ถึงการกระทำของเขา เขาจึงคิดว่าการสารภาพออกไปย่อมดีกว่าถูกเปิดโปง

"เจ้า—ใครให้เจ้ามีสิทธิ์ทำเช่นนั้น?!" เว่ยเทียนเฟิงตระหนักได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของบุตรชายของเขาเอง เขาแทบจะหัวใจระเบิดด้วยความโกรธ

"ข้าแค่คิดว่า—"

"พอแล้ว!"

"มันสำคัญงั้นรึว่าใครเป็นคนทำ?"

"ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม!"

เฉินอวิ๋นซวนไม่มีความอดทนต่อคำแก้ตัวของพวกเขาเลย ต่อให้อธิบายทุกอย่างจนกระจ่าง แล้วมันจะต่างกันตรงไหน?

เรื่องนี้ไม่มีช่องว่าให้ต่อรองกันอีกแล้ว

"คุณชายเฉิง โปรดช่วยพวกเราด้วย!"

"ไม่ว่าอย่างไรอาณาจักรต้าโจวต้าก็เป็นข้ารับใช้ของตระกูลท่าน ท่านคงไม่อาจนิ่งดูดาย ปล่อยให้พวกเราล่มสลายไปต่อหน้าใช่หรือไม่?" จักรพรรดิต้าโจวหันไปวิงวอนเฉิงอวี่ชู

เฉิงอวี่ชูเหลือบมองเขาคราหนึ่ง แม้ว่าการแสดงนี้จะบังเทิงไม่น้อย แต่ด้วยสถานะของเขาแล้ว การจะวางเฉยก็คงไม่เหมาะ

“ตกลง เมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่ตระกูลอู่ของท่านทำตัวว่านอนสอนง่ายมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าจะให้ความช่วยเหลือ”

เมื่อได้ยินดังนั้น เฉิงอวี่ชูจึงลุกขึ้นและหันไปมองเฉินอวิ๋นซวน

“เฉินอวิ๋นซวนใช่หรือไม่?”

"เจ้าช่างน่าประทับใจจริงๆ ข้าคือ เฉิงอวี่ชู นายน้อยตระกูลเฉิงแห่งแดนเหนือ"

“เจ้าเคยได้ยินเรื่องของข้าบ้างหรือไม่?” น้ำเสียงของเขาสงบเยือกเย็นและมีกิริยาท่าทางที่สง่างาม

ตระกูลเฉิงแห่งแดนเหนือ?

นี่คือสมาชิกตระกูลเฉิงงั้นหรือ? ไม่แปลกใจว่าทำไมจักรพรรดิแห่งต้าโจวจะทรงปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพอย่างสูง—นี่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา!

ฝูงชนตกตะลึง พวกเขาไม่คิดเลยว่าสถานะของเฉิงอวี่ชูจะสูงส่งปานนี้

ในเขตแดนทางเหนือ ตระกูลเฉิงนั้นเป็นตระกูลยักษ์ใหญ่!

"ไม่เคยได้ยิน"

คำสี่คำง่ายๆ แต่กลับทำให้ทุกคนรู้สึกขนลุกซู่

“เฉิงอวิ๋นซวนไม่เย่อหยิ่งไปหน่อยรึ? เขากล้าพูดจาขวานผ่าซากต่อหน้านายน้อยตระกูลเฉิงได้อย่างไร? ต่อให้เขาจะไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาก็ควรจะแสดงมารยาทบ้าง!”

แต่ความจริงก็คือ เฉินอวิ๋นซวน ไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลเฉิงมาก่อนจริงๆ ความรู้ของเขาเกี่ยวกับอาณาจักรต้าโจวนั้นจำกัดอยู่เพียงเมืองเล็กๆ นับประสาอะไรกับแดนเหนือ

"ฮ่าๆๆ สหายผู้นี้ช่างเป็นคนตลกจริงๆ"

"งั้นตอนนี้เจ้าคงได้ยินแล้วใช่หรือไม่?"

“เห็นแก่หน้าข้าสักหน่อย—ให้เรื่องราวในวันนี้จบลงแต่เพียงเท่านี้เถอะ”

"จากนี้ไป เจ้าจะเป็นสหายของตระกูลเฉิง"

"ลดความเป็นศัตรูย่อมดีกว่าการสร้างศัตรู การมีมิตรสหายเพิ่มอีกหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องเสียหาย เจ้าว่าไหม?" เฉิงอวี่ชูถามด้วยรอยยิ้ม

"สมกับเป็นนายน้อยแห่งตระกูลเฉิง—ใจกว้างนัก!"

"ความสง่างามและความใจกว้างเช่นนี้ ช่างน่าชื่นชมโดยแท้"

“นี่ก็คือทายาทตระกูลสูงศักดิ์ วันนี้ได้เห็นกับตา ถือเป็นวาสนาของข้าจริงๆ”

"ใช่ เทียบกับเฉินอวิ๋นซวนแล้ว เฉินอวิ๋นซวนดูจะหุนหันพลันแล่นและจิตใจคับแคบไปสักหน่อย"

เสียงกระซิบกระซาบของฝูงชนรอบข้างได้ยินไปถึงทั้งเฉินอวิ๋นซวนและเฉิงอวี่ชู

คนแรกยังคงไม่หวั่นไหว ในขณะที่คนหลังกลับนึกยินดีอยู่ภายใน

เฉินอวิ๋นซวนมองไปที่เฉิงอวี่ชูและพูดอย่างเฉยเมย “ข้าคิดว่า… มันก็ไม่ได้ดีปานนั้น”

ทันทีที่วาจานี้หลุดออกจากปากของเขา สีหน้าของเฉิงอวี่ชูก็พลันมืดครึ้ม

"สุราคารวะไม่ชอบ ชอบสุราจับกรอกงั้นรึ?"

"เด็กน้อย เจ้าปรารถนาที่จะตายจริงๆ?"

"ข้าเดิมพันได้เลยว่าข้าจะไม่ตาย"

"หึ งั้นเจ้าก็เดาผิดแล้ว!"

"ลุงหลิว!"

“ขอรับนายน้อย!”

จบบทที่ เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 23

คัดลอกลิงก์แล้ว