- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการจากถูกอาจารย์ขับไล่
- เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 23
เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 23
เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 23
เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 23
ทะลวงขั้นระหว่างการต่อสู้?
เด็กนี่มันเป็นสัตว์ประหลาดรึไง!
คนธรรมดาจะทุ่มเทความสนใจให้กับการต่อสู้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องต่อสู้กับคู่ต่อสู้พร้อมกันสองคน ในยามนั้นไม่มีที่ว่างสำหรับความคิดที่จะฝึกฝนหรือพยายามทะลวงขอบขั้นแต่อย่างใด
แต่เฉินอวิ๋นซวนเล่า? ไม่เพียงแต่เขาจะยืนหยัดในการต่อสู้ได้เท่านั้น เขายังทะลวงขั้นในช่วงเวลาสำคัญได้ด้วย?
นี่เป็นสิ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
“ลุงหลิว ท่านเคยพบเห็นเรื่องราวทำนองนี้มาก่อนหรือไม่?” เฉิงอวี่ชูถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
"ไม่เคยขอรับ"
"อาจเป็นเพราะเคล็ดวิชาการฝึกฝนของเด็กผู้นี้ที่ผิดปกติ... หรือไม่เขาก็สามารถทะลวงถึงขั้นที่สองของขอบเขตเหนือธรรมชาติได้อยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่กลับกดระดับฝึกฝนของเขาไว้โดยเจตนา"
“ซึ่งข้าเอนเอียงไปทางอย่างหลัง” ลุงหลิวกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
กดพลังเอาไว้งั้นรึ?
นั่นก็มีความเป็นไปได้จริงๆ
เว่ยเทียนเฟิงและอู่หยวนสบตากัน ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวังและความไม่สบายใจ
หากเฉินอวิ๋นซวนที่อยู่ในขั้นแรกของขอบเขตเหนือธรรมชาตินั้นว่ายากที่จะจัดการแล้ว เมื่อแล้วเขาทะลวงถึงขั้นที่สองได้ นั่นจะยิ่งยุ่งยากมากขึ้นเพียงใด?
สัมผัสถึงพลังที่พุ่งพล่านอยู่ภายในร่างกายของเขาหลังจากที่เขาทะลวงขั้นสำเร็จ เฉินอวิ๋นซวนก็ยิ้มบาง
"ท่านบรรพบุรุษพูดถูก—การต่อสู้คือวิธีที่เร็วที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดในการพํมนาความแข็งแกร่ง"
เฉินอวิ๋นซวนมองไปที่เว่ยเทียนเฟิงและอู่หยวนแล้วพูดอย่างใจเย็น “การต่อสู้ครั้งนี้สมควรจบลงได้แล้ว”
"ฮึ่ม! ไอ้เด็กเวร อย่าเพิ่งได้ใจไปหน่อยเลย!"
"เจ้าคิดจริงหรือว่าการทะลวงเพิ่มหนึ่งขั้นจะทำให้เจ้าสามารถบดขยี้เราทั้งคู่ได้?" อู่หยวนตวาดอย่างโกรธจัด
“สู้กันดูเดี๋ยวก็รู้!”
โดยไม่เสียเวลากล่าวมากความอีก ร่างของเฉินอวิ๋นซวนพลันพร่ามัว และในชั่วพริบตาถัดมา เขาก็ไปปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเว่ยเทียนเฟิงแล้ว
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเขาทำให้เว่ยเทียนเฟิงตั้งตัวไม่ทัน ก่อนที่เขาจะทันได้สติ หมัดของเฉินอวิ๋นซวนก็ซัดเขาจนกระเด็นออกไป
โจมตีเพียงครั้งเดียว เว่ยเทียนเฟิงก็ถูกกระแทกลอยไปทางด้านหลัง ขณะที่ปากก็กะอักเลือดออกมาคำโต
"มารดามันเถอะ! แค่ทะลวงเพิ่มอีกขั้นเดียว ความแข็งแกร่งของเขาก็เปลี่ยนไปมากมายปานนี้เลย?"
"ให้ตายเถอะ เว่ยเทียนเฟิงรับไม่ได้แม้แต่หมัดเดียว?"
“เฉินอวิ๋นซวนพยายามจะฝืนลิขิตสวรรค์รึไง?”
“พยายามงั้นรึ? เขาฝืนไปแล้วต่างหาก”
“น่ากลัว…ช่างเป็นชายหนุ่มที่น่ากลัวจริงๆ!”
เว่ยเทียนเฟิงที่ถูกซัดจนลอยกระเด็นออกไปทำให้ทุกคนตะลึงงัน พวกเขาทราบว่าเฉินอวิ๋นซวนนั้นเป็นอัจฉริยะ แต่พวกเขาคาดคิดไม่ถึงเลยว่าชายหนุ่มจะจะเป็นสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัวได้ถึงปานนี้
อู่หยวนเป็นคนแรกที่ได้สติกลับมา และความคิดแรกของเขาคือการหนี
“คิดหนีงั้นรึ?”
“ข้าอนุญาตแล้วหรือ?”
ขณะที่อู่หยวนหันหลังเตรียมจะหนี เขาก็พบว่าเฉินอวิ๋นซวนที่เคยยืนอยู่ทางด้านหลัง พลันมาขวางทางหนีของเขาไว้
“ข้ายอมแพ้ —”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจบ หมัดของเฉินอวิ๋นซวนก็ชกเข้าใส่ ทำให้อู่หยวนลอยกระเด็นไปเช่นเดียวกับเว่ยเทียนเฟิง
บังเกิดเป็นความเงียบ
เงียบเสียจนรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังถูกแช่แข็ง
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นชัยชนะอันถล่มทลายของเฉินอวิ๋นซวน
ผลลัพธ์นี้อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน รวมถึงเฉิงอวี่ชู และลุงหลิวด้วย
โดยเฉพาะลุงหลิวที่หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เขาเพิ่งจะคุยโอ่ว่าเฉินอวิ๋นซวนจะหมดแรงภายในยี่สิบกระบวนท่า แต่เด็กหนุ่มไม่เพียงแต่ยืนหยัดอยู่ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเอาชนะเว่ยเทียนเฟิงและอู่หยวนได้ด้วยหมัดเดียว
“พวกเราขอยอมรับความพ่ายแพ้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราจะกลับนิกายชางชิง และจะไม่ออกมานอกสำนักอีกตลอดชีวิต”
“ตระกูลเฉินของเจ้า…ชนะแล้ว”
พวกเขายอมแพ้แล้ว!
ผู้อาวุโสสูงสุดสองคนของนิกายชางชิงได้ยอมรับและปฏิญาณว่าจะอยู่ในนิกายของตนตลอดชีวิต
เฉินอวิ๋นซวนเพียงคนเดียวสามารถทำให้นิกายที่ทรงอำนาจที่สุดในอาณาจักรต้าโจวหมดทางสู้
หากก่อนหน้านี้มีใครบอกว่าผลลัพธ์เช่นนี้จะเกิดขึ้น คนผู้นั้นคงถูกมองว่าเป็นคนบ้าที่ชอบเพ้อเจ้อ
แต่แล้วเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกคน
"น่าขันนัก!"
"คิดว่าพวกเจ้าสามารถจากไปหลังจากแพ้ได้งั้นรึ?"
“หากว่าข้าแพ้ พวกเจ้าจะปล่อยให้ข้าจากไป?”
“พวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กไร้เดียงสาจริงๆ?”
"วันนี้พวกเจ้าจะไม่มีผู้ใดสามารถจากไปอย่างมีชีวิต!"
นี่หาใช่การประลองกระชับมิตรไม่ แต่มันคือการต่อสู้จนตัวตายไปข้าง มีเพียงรอดหรือตายเท่านั้น
พวกเขาคิดจริงหรือว่าแค่เพียงพูดไม่กี่คำก็สามารถเดินจากไปได้หลังจากพ่ายแพ้?
"เจ้า—อย่าได้บีบคั้นกันเกินไปนัก!" อู่หยวนและเว่ยเทียนเฟิงจ้องมองเฉินอวิ๋นซวนด้วยความโกรธ
"บีบคั้นเกินไปงั้นรึ? ตอนที่พวกเจ้าซึ่งอยู่ระดับสูงสุดขั้นที่เก้าของขอบเขตเหนือธรรมชาติโจมตีใส่ข้า พวกเจ้าเคยคิดถึงเรื่องนี้ด้วยงั้นรึ?"
“หากว่าข้าอ่อนแอกว่านี้ ข้าคงกลายเป็นศพไปแล้ว”
“พวกเจ้าอายุตั้งปูนนี้แล้ว หรือยังไม่ทราบว่าโลกนี้มีเพียงฆ่าหรือถูกฆ่าเท่านั้น?”
“การมาที่นี่ในวันนี้ ข้าได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว—ไม่ว่าจะตายด้วยมือของพวกเจ้าหรือฆ่าพวกเจ้าก็ตาม”
แม้ว่าคำพูดของเฉินอวิ๋นซวนจะสมเหตุสมผล แต่บางคนก็ยังรู้สึกว่าเขาทำเกินกว่าเหตุ
“พวกเรามีความแค้นกันลึกล้ำถึงเพียงนั้นเลยรึ?”
“ไม่มีช่องให้พูดคุยกันเลยรึ?” เว่ยเทียนเฟิงถามด้วยคิ้วที่ขมวด
“ในตอนแรกนั้น พวกเรายังไม่มีความเป็นศัตรูกัน แต่โชคชะตาได้ชักนำพวกเราให้ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน”
"นอกจากนี้ พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าตระกูลเฉินของข้าจะแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้หลังจากที่นิกายชางชิงของเจ้าส่งคนไปโจมตีพวกเราที่เมืองย่านกุ้ย?"
เอ๊ะ?
นิกายชางชิงได้ส่งคนไปโจมตีตระกูลเฉินที่เมืองย่านกุ้ย?
การเปิดเผยนี้ทำให้ไม่เพียงแต่ผู้ที่ชมดูเหตุการณ์เท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่ตัวเว่ยเทียนเฟิงและอู่หยวนเองก็ยังตกใจเช่นกัน สีหน้าของพวกเขาทอแววงุนงง
พวกเขาไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย
"ใครกัน?!"
“ใครในนิกายชางชิงที่กระทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้?” เว่ยเทียนเฟิงคำรามด้วยความโกรธ
“นี่…เป็นฝีมือของข้าเอง”
ใบหน้าของผู้อาวุโสสามแดงก่ำ เดิมทีเขาตั้งใจจะเก็บเงียบ แต่เมื่อทราบว่ายังมีคนอื่นที่ล่วงรู้ถึงการกระทำของเขา เขาจึงคิดว่าการสารภาพออกไปย่อมดีกว่าถูกเปิดโปง
"เจ้า—ใครให้เจ้ามีสิทธิ์ทำเช่นนั้น?!" เว่ยเทียนเฟิงตระหนักได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของบุตรชายของเขาเอง เขาแทบจะหัวใจระเบิดด้วยความโกรธ
"ข้าแค่คิดว่า—"
"พอแล้ว!"
"มันสำคัญงั้นรึว่าใครเป็นคนทำ?"
"ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม!"
เฉินอวิ๋นซวนไม่มีความอดทนต่อคำแก้ตัวของพวกเขาเลย ต่อให้อธิบายทุกอย่างจนกระจ่าง แล้วมันจะต่างกันตรงไหน?
เรื่องนี้ไม่มีช่องว่าให้ต่อรองกันอีกแล้ว
"คุณชายเฉิง โปรดช่วยพวกเราด้วย!"
"ไม่ว่าอย่างไรอาณาจักรต้าโจวต้าก็เป็นข้ารับใช้ของตระกูลท่าน ท่านคงไม่อาจนิ่งดูดาย ปล่อยให้พวกเราล่มสลายไปต่อหน้าใช่หรือไม่?" จักรพรรดิต้าโจวหันไปวิงวอนเฉิงอวี่ชู
เฉิงอวี่ชูเหลือบมองเขาคราหนึ่ง แม้ว่าการแสดงนี้จะบังเทิงไม่น้อย แต่ด้วยสถานะของเขาแล้ว การจะวางเฉยก็คงไม่เหมาะ
“ตกลง เมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่ตระกูลอู่ของท่านทำตัวว่านอนสอนง่ายมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าจะให้ความช่วยเหลือ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉิงอวี่ชูจึงลุกขึ้นและหันไปมองเฉินอวิ๋นซวน
“เฉินอวิ๋นซวนใช่หรือไม่?”
"เจ้าช่างน่าประทับใจจริงๆ ข้าคือ เฉิงอวี่ชู นายน้อยตระกูลเฉิงแห่งแดนเหนือ"
“เจ้าเคยได้ยินเรื่องของข้าบ้างหรือไม่?” น้ำเสียงของเขาสงบเยือกเย็นและมีกิริยาท่าทางที่สง่างาม
ตระกูลเฉิงแห่งแดนเหนือ?
นี่คือสมาชิกตระกูลเฉิงงั้นหรือ? ไม่แปลกใจว่าทำไมจักรพรรดิแห่งต้าโจวจะทรงปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพอย่างสูง—นี่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา!
ฝูงชนตกตะลึง พวกเขาไม่คิดเลยว่าสถานะของเฉิงอวี่ชูจะสูงส่งปานนี้
ในเขตแดนทางเหนือ ตระกูลเฉิงนั้นเป็นตระกูลยักษ์ใหญ่!
"ไม่เคยได้ยิน"
คำสี่คำง่ายๆ แต่กลับทำให้ทุกคนรู้สึกขนลุกซู่
“เฉิงอวิ๋นซวนไม่เย่อหยิ่งไปหน่อยรึ? เขากล้าพูดจาขวานผ่าซากต่อหน้านายน้อยตระกูลเฉิงได้อย่างไร? ต่อให้เขาจะไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาก็ควรจะแสดงมารยาทบ้าง!”
แต่ความจริงก็คือ เฉินอวิ๋นซวน ไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลเฉิงมาก่อนจริงๆ ความรู้ของเขาเกี่ยวกับอาณาจักรต้าโจวนั้นจำกัดอยู่เพียงเมืองเล็กๆ นับประสาอะไรกับแดนเหนือ
"ฮ่าๆๆ สหายผู้นี้ช่างเป็นคนตลกจริงๆ"
"งั้นตอนนี้เจ้าคงได้ยินแล้วใช่หรือไม่?"
“เห็นแก่หน้าข้าสักหน่อย—ให้เรื่องราวในวันนี้จบลงแต่เพียงเท่านี้เถอะ”
"จากนี้ไป เจ้าจะเป็นสหายของตระกูลเฉิง"
"ลดความเป็นศัตรูย่อมดีกว่าการสร้างศัตรู การมีมิตรสหายเพิ่มอีกหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องเสียหาย เจ้าว่าไหม?" เฉิงอวี่ชูถามด้วยรอยยิ้ม
"สมกับเป็นนายน้อยแห่งตระกูลเฉิง—ใจกว้างนัก!"
"ความสง่างามและความใจกว้างเช่นนี้ ช่างน่าชื่นชมโดยแท้"
“นี่ก็คือทายาทตระกูลสูงศักดิ์ วันนี้ได้เห็นกับตา ถือเป็นวาสนาของข้าจริงๆ”
"ใช่ เทียบกับเฉินอวิ๋นซวนแล้ว เฉินอวิ๋นซวนดูจะหุนหันพลันแล่นและจิตใจคับแคบไปสักหน่อย"
เสียงกระซิบกระซาบของฝูงชนรอบข้างได้ยินไปถึงทั้งเฉินอวิ๋นซวนและเฉิงอวี่ชู
คนแรกยังคงไม่หวั่นไหว ในขณะที่คนหลังกลับนึกยินดีอยู่ภายใน
เฉินอวิ๋นซวนมองไปที่เฉิงอวี่ชูและพูดอย่างเฉยเมย “ข้าคิดว่า… มันก็ไม่ได้ดีปานนั้น”
ทันทีที่วาจานี้หลุดออกจากปากของเขา สีหน้าของเฉิงอวี่ชูก็พลันมืดครึ้ม
"สุราคารวะไม่ชอบ ชอบสุราจับกรอกงั้นรึ?"
"เด็กน้อย เจ้าปรารถนาที่จะตายจริงๆ?"
"ข้าเดิมพันได้เลยว่าข้าจะไม่ตาย"
"หึ งั้นเจ้าก็เดาผิดแล้ว!"
"ลุงหลิว!"
“ขอรับนายน้อย!”