- หน้าแรก
- วันโลกแตกฟ้าถล่ม หมู่บ้านผมทะลุมิติมาด้วย
- บทที่ 98 รำลึกความหลัง
บทที่ 98 รำลึกความหลัง
บทที่ 98 รำลึกความหลัง
ในขณะเดียวกัน
ชั้นสองของอาคารนิติบุคคล ในห้องพักพนักงานที่เดิมทีกว้างขวาง บัดนี้สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
ที่นี่ถูกดัดแปลงให้เป็นหอพักชั่วคราวของทีม รปภ. เตียงสนามแบบพับเก็บได้หลายเตียงถูกวางเบียดเสียดกันอย่างแออัด
กลิ่นอับของเหงื่อและกลิ่นบุหรี่ลอยคลุ้งไปทั่ว เป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่ง
ข้ออ้างสวยหรูคือเพื่อความสะดวกในการออกเวรยามค่ำคืนและรักษาความปลอดภัยของทั้งหมู่บ้าน
แต่ทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจว่า หน้าที่ที่แท้จริงของที่นี่ คือการเป็นกำแพงมนุษย์ด่านสุดท้ายที่คอยปกป้องศูนย์บัญชาการบนชั้นสาม ปกป้องเหล่าหัวหน้าผู้กำลังเสวยสุขอยู่บนกองอำนาจและแสงสว่าง
จ้าวหู่ลากสังขารอันเหนื่อยล้า ฝ่าทางเดินที่เต็มไปด้วยเสียงจอแจกลับมาที่เตียงนอนริมหน้าต่างของตัวเอง
เขาไม่ได้ถอดเสื้อผ้าโยนทิ้งๆ ขว้างๆ เหมือนคนอื่น แต่กลับถอดเครื่องแบบ รปภ. สีดำออกอย่างเงียบเชียบ แล้วพับมันอย่างพิถีพิถันจนเป็น “ก้อนเต้าหู้” เหลี่ยมคมกริบ วางไว้ข้างหมอนอย่างเรียบร้อย
จากนั้น เขาปลดเข็มขัดสนามที่เอวออก วางกระบองยางและเข็มขัดเรียงคู่กัน โดยจัดวางให้ขนานกับขอบเตียงอย่างแม่นยำทุกกระเบียดนิ้ว
เตียงนอนของเขา รวมถึงรองเท้าคอมแบทใต้เตียงที่หันหัวออกด้านนอกและวางเรียงกันเป็นระเบียบ ช่างดูแตกต่างจากสภาพแวดล้อมรอบข้างอย่างสิ้นเชิง
เตียงข้างๆ ของเสี่ยวหวัง มีก้นบุหรี่และเปลือกถั่วลิสงเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้นปลายเตียง
ส่วนใต้เตียงของเสี่ยวหลี่ฝั่งตรงข้าม ก็อัดแน่นไปด้วยถุงขนมขบเคี้ยวและถุงเท้าใช้แล้วที่ขยำเป็นก้อน
แต่พื้นที่ของจ้าวหู่กลับสะอาด เป็นระเบียบ และเคร่งขรึม ราวกับไม่ใช่ส่วนหนึ่งของที่หลบภัยวันสิ้นโลก แต่เป็นห้องตัวอย่างในค่ายทหารสามนาทีก่อนการตรวจความเรียบร้อย
ความแปลกแยกนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องสภาพแวดล้อมอีกต่อไปแล้ว
“เฮ้ย พี่หู่ กลับมาแล้วเหรอ?”
เสี่ยวหวังพลิกตัวหันมา วันนี้เขาติดตามหลิวกั๋วต้งไปงัดแงะห้องชาวบ้าน และได้รับส่วนแบ่งเป็นหน้าต่างระบบไร้เจ้าของมาหนึ่งอัน รสชาติของมันช่างหอมหวานสุดๆ
ความหวังที่มีต่ออนาคตทำให้เขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความปิติยินดีที่ดูผิดปกติ
“เหนื่อยแทบขาดใจ วันนี้วิ่งตามหัวหน้าหลิวทั้งวัน ขาแทบจะหลุด”
ปากเขาบ่น แต่ในน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความโอ้อวด “แต่คุ้มค่าชิบหายเลยว่ะ! พี่หู่เชื่อผมเหอะ พอได้กลืนกินเข้าไปแล้ว ความรู้สึกนั้นมัน... จุ๊ๆๆ ไม่ปวดเอว ไม่เจ็บขา วิ่งขึ้นชั้นสิบห้ายังไม่หอบเลย! แรงดีไม่มีตก!”
เสี่ยวหลี่ที่อยู่เตียงตรงข้ามก็ลุกขึ้นนั่งบ้าง เขาเองก็เป็นหนึ่งใน “ผู้โชคดี” ของวันนี้เช่นกัน
เขาบีบกล้ามแขนตัวเองด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม “แค่นั้นที่ไหนล่ะ! ผมรู้สึกว่าสายตาดีขึ้นด้วย! เมื่อก่อนมองสาวระยะสิบเมตรยังต้องหรี่ตา เดี๋ยวนี้ห้าสิบเมตรยังเห็นขนตาน้องเขาเลย! หน้าต่างระบบนี่แม่งของโคตรดี!”
ทั้งสองคนยังรอคูลดาวน์ไม่ทันเสร็จ ก็อดรนทนไม่ไหวเริ่มโม้กันน้ำลายแตกฟอง
“ก็ใช่น่ะสิ!”
เสี่ยวหวังขึ้นเสียงดังกว่าเดิม จงใจกวาดตามองพวกสมาชิกทีมทั่วไปในหอพักที่ยังไม่ถึงคิวอัปเกรด ซึ่งกำลังมองมาด้วยสายตาอิจฉาริษยา
“ทีนี้พวกเราก็ไม่เหมือนพวกผู้รอดชีวิตธรรมดาๆ พวกนั้นแล้ว พวกมันคืออะไร? ก็แค่สัตว์รอวันเชือด! เป็นกระเป๋าเสบียงเคลื่อนที่! ต่อไปนี้ในหมู่บ้านนี้ ใครจะกล้าหือกับพวกเรา?”
เสี่ยวหลี่หัวเราะอย่างหยาบโลน เขาสไลด์ตัวเข้ามาใกล้ แล้วลดเสียงลงกระซิบ
“พี่หู่ พี่คงไม่เห็นสายตาที่พวกสาวๆ มองพวกเราวันนี้สินะ จุ๊ๆๆ ทั้งกลัวทั้งอยากจะเข้าหา! โดยเฉพาะนังแม่หม้ายผัวตายที่ตึก 15 นั่น เอวอ่อนระทวย ตูดงอนเช้งกะเด๊ะ เห็นแล้วคันยุบยิบไปทั้งใจเลยว่ะ!”
เสี่ยวหวังขยิบตาให้จ้าวหู่ด้วยรอยยิ้มลามกที่ผู้ชายด้วยกันรู้กัน
“พี่หู่ ไหนๆ ก็วันสิ้นโลกแล้ว กฎหมงกฎหมายก็ไม่มีแล้ว ศีลธรรมมันกินเข้าไปได้ที่ไหน? พวกสาวๆ พวกนั้นผิวพรรณผู้ดีกันทั้งนั้น ปล่อยให้พวกหล่อนอดตาย หรือไปเสร็จไอ้พวกผู้ชายข้างนอกที่ไหนก็ไม่รู้ สู้เอามาให้พวกเราเสวยสุขกันเองไม่ดีกว่าเหรอ เอามาเล่นสนุกๆ ถือซะว่าช่วยให้พวกหล่อนมีข้าวกินไง จริงไหม? นี่เรากำลังทำบุญนะเนี่ย!”
คำว่า “ทำบุญ” หลุดออกมาจากปากของมัน ฟังดูน่ารังเกียจและลบหลู่ดูหมิ่นอย่างที่สุด
จ้าวหู่นั่งเงียบอยู่ขอบเตียง หันหลังให้พวกเขา มือยังคงเช็ดถูระบองยางด้วยผ้าสะอาด
เขาไม่หันกลับไป และไม่พูดอะไรสักคำ มีเพียงจังหวะมือที่ชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง
เสี่ยวหลี่เห็นจ้าวหู่นิ่งเงียบ ก็ทึกทักเอาเองว่าอีกฝ่ายเห็นด้วย เลยยิ่งได้ใจใหญ่
เขาถึงขั้นเอ่ยปากชวนตรงๆ น้ำเสียงเจือแววยุยงและประจบประแจง
“พี่หู่ พี่เป็นทหารมาทั้งชีวิต คงอัดอั้นมานานแล้วล่ะสิ? ผมเล็งน้องนักศึกษาจบใหม่ที่ตึก 7 ไว้นานแล้ว ชื่ออะไรนะ... อ้อ ใช่ ซูเสวี่ย สวยหยาดเยิ้ม หุ่นเป๊ะเวอร์ ผิวขาวจั๊วะน่าเจี๊ยะ เห็นเขาว่าน้องเขาอยู่คนเดียว ที่บ้านก็ไม่มีอะไรจะกินแล้ว วันๆ เอาแต่ร้องไห้”
เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผาก แววตาเป็นประกายด้วยความโลภและราคะ
“คืนนี้ก็ว่างๆ อยู่ หรือว่า... ให้พวกผมไปช่วย ‘เชิญ’ น้องเขามาให้พี่ดีไหม? พี่หู่เปิดซิงก่อน แล้วพวกเราค่อยต่อคิวสนุกกัน? ถือซะว่าเป็น... สวัสดิการทีมไง! เรื่องแบบนี้ ต่อไปมีให้ทำอีกเยอะ!”
“สนุกกัน...”
สองคำนี้ทิ่มแทงเข้าไปในแก้วหูของจ้าวหู่ราวกับเข็มแหลม จุดชนวนโทสะที่เขากดข่มมาตลอดทั้งวันให้ระเบิดออก
มือที่กำลังเช็ดถูหยุดกึก
บรรยากาศรอบตัวราวกับแข็งตัวจับเป็นน้ำแข็งในชั่วพริบตา
จ้าวหู่ค่อยๆ หันกลับมาช้าๆ ใบหน้าที่เดิมทีแค่เหนื่อยล้า บัดนี้เขียวคล้ำจนน่ากลัว ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง กล้ามเนื้อกรามปูดโปนเป็นลูกๆ จากการขบฟันแน่น
เขาลุกขึ้นยืนจากเตียง แผ่รังสีอำมหิตที่ชวนให้หายใจไม่ออก กวาดสายตาคมกริบมองหน้าเสี่ยวหวังและเสี่ยวหลี่อย่างดุดัน
รอยยิ้มลามกบนหน้าเสี่ยวหวังและเสี่ยวหลี่แข็งค้างทันที
พวกมันไม่สงสัยเลยแม้แต่นิดเดียวว่า ถ้าขืนพูดพล่อยๆ ออกมาอีกแม้แต่คำเดียว ผู้ชายตรงหน้านี้จะลงมือสังหารพวกมันแน่!
สุดท้าย...
จ้าวหู่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เขาเพียงแค่แค่นเสียง “หึ” ในลำคอ แล้วหมุนตัวเดินดุ่มๆ ออกจากหอพักไป
“ปัง!”
......
สุดทางเดินนอกหอพัก คือดาดฟ้าโล่งแจ้ง
ลมหนาวพัดกรรโชกบาดหน้าจนเจ็บแสบ
จ้าวหู่เดินไปที่ขอบดาดฟ้า ล้วงบุหรี่หงถ่าซานซองยับยู่ยี่ออกมาจากกระเป๋า เคาะออกมามวนหนึ่งแล้วจุดสูบ
แสงไฟสีแดงส้มวูบวาบในความมืด ส่องให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนขัดแย้งในใจ
เขาสูบอัดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่ ความเผ็ดร้อนของยาสูบแผ่ซ่านไปทั่วทรวงอก
ในหัวของเขาปั่นป่วนราวกับคลื่นทะเลคลั่ง...
เขานึกถึงวันที่ตัวเองสมัครเข้าเป็นทหาร ยืนอยู่ใต้ธงแดง กำหมัดขวายกขึ้น แล้วตะโกนคำปฏิญาณด้วยแรงทั้งหมดที่มี...
“รับใช้ประชาชนด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ เชื่อมฟังคำสั่ง รักษาวินัยอย่างเคร่งครัด กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ไม่กลัวความตาย ฝึกฝนทักษะการฆ่าศัตรูอย่างหนัก เตรียมพร้อมรบตลอดเวลา ไม่ทรยศต่อกองทัพ ปกป้องมาตุภูมิด้วยชีวิต!”
เขานึกถึงตอนที่อยู่ชายแดน เพื่อช่วยชีวิตชาวบ้านที่พลัดตกหน้าผา ทุกคนต้องจับมือต่อตัวกัน แบกเด็กที่กลัวจนตัวอ่อนปวกเปียกคนนั้นกลับขึ้นมาทีละก้าว
เขานึกถึงตอนที่ไปช่วยน้ำท่วม ไม่ได้หลับได้นอนติดต่อกันสามวันสามคืน แบกกระสอบทรายลุยน้ำโคลนลึกระดับเอวไปกลับ จนเป็นลมล้มพับคาเขื่อน
ปกป้องประชาชน
สองคำนี้เปรียบเสมือนรอยประทับที่ฝังลึกอยู่ในกระดูก หลอมรวมอยู่ในเลือดเนื้อของเขา
มันคือหลักยึดเหนี่ยวเดียวในการกระทำทั้งหมดตลอดครึ่งชีวิตของเขา
แต่ตอนนี้ล่ะ?