- หน้าแรก
- วันโลกแตกฟ้าถล่ม หมู่บ้านผมทะลุมิติมาด้วย
- บทที่ 76 โดรน!
บทที่ 76 โดรน!
บทที่ 76 โดรน!
ตอนที่เขาหลุดปากถามประโยคนี้ออกไป หัวใจเต้นรัวจนแทบจะกระดอนหลุดออกมาจุกอยู่ที่คอหอย
เขารอคอยคำตอบนั้นด้วยความรู้สึกโหยหาทว่าก็หวาดหวั่นจนแทบขาดใจ
ถ้าหมิงเต้าตอบว่าใช่ ตรรกะเหตุผลที่เขาเพิ่งพยายามปะติดปะต่อขึ้นมาเมื่อครู่ก็ยังพอจะถูๆ ไถๆ ให้สมเหตุสมผลได้
แต่ถ้าหมิงเต้าตอบว่าไม่ใช่ล่ะก็...
หวังฉู่ไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อเลยจริงๆ
หมิงเต้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ใส่ใจ
“ก็คงงั้นมั้ง”
“รอให้เลเวลหน้าต่างระบบของนายสูงขึ้น เดี๋ยวก็มีเองนั่นแหละ”
“อย่าตื่นตูมทำเป็นเรื่องใหญ่ไปหน่อยเลย”
เขาเว้นจังหวะไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค
“แค่สกิลพื้นฐานน่ะ ไม่ต้องอวยยศหรอก”
คำอธิบายที่แสร้งทำเป็นชิลๆ แถมยังแฝงความขี้แอ็คอวดรวยนิดๆ นี้ ในที่สุดก็ทำให้เส้นประสาทที่ตึงเครียดจนแทบจะขาดผึงของหวังฉู่ผ่อนคลายลงได้เสียที
ที่แท้... ที่แท้มันก็เป็นแบบนี้นี่เอง!
ที่แท้ไอ้วิธีการราวกับเทพทรูจุติลงมานี้ มันก็คือความสามารถหลังจากอัปเกรดหน้าต่างระบบ!
ที่แท้ขอแค่เลเวลสูงขึ้น ตัวเขา... บางทีตัวเขาเองก็อาจจะทำเรื่องโคตรเว่อร์แบบนี้ได้ในสักวันเหมือนกันล่ะมั้ง!
ความปีติยินดีและความโล่งอกอย่างมหาศาลซัดสาดเข้าท่วมท้นจิตใจของเขาในพริบตา
ดีโว้ย! แบบนี้แหละดีสุดๆ ไปเลย!!!
ที่แท้พี่หมิงก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตหลุดโลกอะไรเทือกนั้น
เขาแค่... เดินก้าวนำหน้าทุกคนไปไกลลิบก็เท่านั้นเอง!
แผ่นหลังและท่วงท่าของหวังฉู่ค้อมต่ำลงยิ่งกว่าเดิมโดยที่เจ้าตัวก็ยังไม่ทันรู้ตัว
การได้คอยติดตามรับใช้คนระดับนี้ ถือเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตบัดซบนี้ของเขาแล้วจริงๆ!
ไม่นานนัก พวกเขาก็เดินมาถึงจุดที่วางกับดักอันที่สามเอาไว้
กับดักอันนี้ถูกซ่อนไว้ในพุ่มไม้ข้างลำธารสายเล็กๆ ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรหลักที่พวกสัตว์ป่าต้องเดินผ่านเพื่อมาดื่มน้ำ
ยังไม่ทันจะก้าวเข้าไปใกล้ พวกเขาก็ได้ยินเสียงขยับตัวดิ้นรนดังกุกกัก พร้อมกับเสียงร้อง ‘จี๊ดๆ’ ด้วยความหวาดกลัวสุดขีดของสัตว์ตัวเล็กๆ บางชนิด
กับดักทำงานได้ไม่เลวเลยจริงๆ ถือเป็นโบนัสสำหรับมือใหม่แท้ๆ วางกับดักไว้สามอัน ไม่เกลือเลยสักอันเดียว
กระต่ายป่าสีเทาตัวหนึ่งกำลังดิ้นพราดๆ ขาหลังของมันถูกกับดักหนีบสัตว์งับเอาไว้แน่นจนขยับไปไหนไม่ได้
อาจจะเป็นเพราะขนาดตัวที่ค่อนข้างเล็ก แรงดิ้นรนขัดขืนจึงมีไม่มากนัก บาดแผลของมันเลยไม่ค่อยสาหัสเท่าไหร่ มีเพียงแค่ผิวหนังที่ถูกฟันเฟืองหนีบจนถลอกและมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อยเท่านั้น
มันเบิกดวงตาสีแดงก่ำดั่งเม็ดทับทิมกว้างด้วยความตื่นตระหนก สองขาหลังพยายามถีบส่งตะเกียกตะกายอยู่ในกับดักอย่างสูญเปล่า หวังจะหลุดพ้นจากพันธนาการเหล็กกล้านี้ให้ได้
หมิงเต้าชะงักฝีเท้า ปรายตามองกระต่ายป่าตัวนั้นแวบหนึ่ง ความยินดีสายหนึ่งแล่นปราดขึ้นมาในใจ
เขาไม่ได้ลงมือจัดการเอง แต่กลับหันไปออกคำสั่งกับหวังฉู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังแทน
“ไป เอามันออกมา อย่าทำมันตายล่ะ”
“ฉันมีประโยชน์ต้องใช้มันอีกเยอะ”
“รับทราบครับ! พี่หมิง!”
วินาทีนี้ หวังฉู่ไม่มีทางปริปากสงสัยในคำสั่งของหมิงเต้าเลยแม้แต่นิดเดียว
เขารีบพยักหน้าหงึกหงักรับคำอย่างกระตือรือร้น ค่อยๆ เดินอ้อมกับดักเข้าไปใกล้ๆ กระต่ายป่าตัวนั้นอย่างระมัดระวัง
เขาเริ่มต้นด้วยการทำเสียง “ชู่วๆ” เพื่อปลอบประโลมมันเบาๆ จากนั้นจึงจัดแจงท่าทางอย่างมืออาชีพและทะมัดทะแมง ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนคันสปริงของกับดักหนีบสัตว์เอาไว้ แล้วออกแรงสองมือค่อยๆ ง้างซี่ฟันเลื่อยอันน่าเกรงขามทั้งสองฝั่งออกจากกันช้าๆ
ตลอดกระบวนการทั้งหมด เขาจงใจหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปโดนปากแผลของกระต่ายด้วยความนุ่มนวลอย่างถึงที่สุด
หลังจากช่วยกระต่ายป่าออกมาได้แล้ว หวังฉู่ก็รีบคว้าเอาเถาวัลย์ที่เตรียมไว้ล่วงหน้ามามัดรวบแขนขาและลำตัวของมันเอาไว้จนแน่นหนา เหลือทิ้งไว้เพียงหัวเล็กๆ ที่โผล่ออกมาสูดจมูกฟุดฟิดด้วยความหวาดกลัวเท่านั้น
“พี่หมิง เรียบร้อยแล้วพี่”
“อืม กลับบ้านกัน!”
หมิงเต้าพยักหน้ารับ ปรายตามองกระต่ายป่าตัวนั้นอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินนำหน้ากลับไปตามเส้นทางเดิม
ระหว่างทางขากลับ จำนวนคนที่อยู่บริเวณชายป่าเพิ่มขึ้นจากตอนที่พวกขาเพิ่งมาถึงอย่างเห็นได้ชัด เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว
แทบจะเรียกได้ว่า ผู้รอดชีวิตทุกคนที่ยังมีเรี่ยวแรงพอจะเดินเหินไหว ล้วนพากันแห่ออกมาจนหมด
คนส่วนใหญ่ล้วนมีใบหน้าซูบผอมซีดเซียวอมเหลือง พวกเขาจับกลุ่มกันกลุ่มละสามถึงห้าคน ในมือถือ ‘อาวุธ’ สารพัดรูปแบบเท่าที่จะหาได้
ทั้งมีดปังตอ ไม้นวดแป้ง ไม้เบสบอล หรือแม้กระทั่งมีคนชูกรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้จัดสวนมาด้วยซ้ำ
พวกเขาไม่มีความกล้าพอที่จะบุกเข้าไปในป่าลึก ทำได้เพียงป้วนเปี้ยนอยู่แค่แนวป่ารอบนอก คอยก้มหน้าก้มตาขุดหาซากรากผักป่าที่ถูกคนรุ่นก่อนหน้าขุดคุ้ยไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วนอย่างระมัดระวัง หรือไม่ก็ใช้มีดขูดลอกเอาเปลือกไม้ออกมาแทน
บนใบหน้าของทุกคน ล้วนฉายชัดถึงความหิวโหยและความวิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด
เห็นได้ชัดเลยว่า เมื่อก้าวเข้าสู่วันสิ้นโลกในวันที่สาม เสบียงอาหารที่กักตุนไว้ของแต่ละบ้านต่างก็ร่อยหรอลงจนเข้าขั้นวิกฤตแล้ว
ข้าวสารอาหารแห้งอาจจะยังพอมีเหลือติดก้นครัวอยู่บ้าง แต่พวกผักสดเนื้อสัตว์น่ะ... โดยพื้นฐานแล้วก็คงโดนสวาปามกันจนเกลี้ยงตู้เย็นไปหมดแล้วล่ะ
วินาทีที่หมิงเต้าและหวังฉู่ก้าวเท้าเดินออกมาจากเส้นทางเล็กๆ ในป่าทึบ พวกเขาก็กลายเป็นเป้าสายตาของทุกคนในบริเวณนั้นทันที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระต่ายป่าสีเทาที่กำลังดิ้นดุ๊กดิ๊กไปมา แถมดูท่าทางเนื้อจะแน่นและอวบอ้วนในมือของหวังฉู่ตัวนั้น ยิ่งเป็นตัวดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันมามองเป็นตาเดียว
สายตานับไม่ถ้วนที่เต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อนและริษยา พุ่งตรงมาตอกตรึงอยู่ที่พวกเขาสองคน
กลุ่มคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาขุดหาผักป่าอย่างยากลำบากถึงกับชะงักมือลง
พวกเขาเอาแต่จ้องมองกระต่ายป่าตัวนั้นตาเป็นมัน ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอย่างควบคุมไม่อยู่ พากันกลืนน้ำลายดังเอื้อกใหญ่
ในที่สุด มนุษย์ป้าที่หิ้วตะกร้าพลาสติกใบหนึ่งก็ทนความเย้ายวนไม่ไหว ต้องรีบแทรกตัวเบียดเสียดออกมาจากฝูงชน
ภายในตะกร้าของหล่อน มีเพียงแค่รากไม้สีดำที่เรียวเล็กราวกับไม้จิ้มฟันนอนแอ้งแม้งอยู่ไม่กี่เส้นเท่านั้น
หล่อนจ้ำอ้าวเข้ามาดักหน้าหมิงเต้าอย่างรวดเร็ว ปั้นหน้าฉีกยิ้มประจบประแจงสอพลอจนดูน่าเกลียด
“แหมๆ! พ่อหนุ่ม โชคดีจังเลยนะเนี่ย!”
เสียงของมนุษย์ป้าทั้งแหลมทั้งเล็ก แฝงไปด้วยความกระตือรือร้นที่จงใจปั้นแต่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“กระต่ายอ้วนจ้ำม่ำขนาดนี้ หายากนะเนี่ย! นี่ไปจับมาจากตรงไหนของป่าล่ะจ๊ะ? ช่วย... ช่วยชี้เป้าบอกบุญป้าหน่อยได้ไหมเอ่ย? คนที่บ้านป่าครอบครัวใหญ่ ไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องเป็นชิ้นเป็นอันมาเกือบสองวันแล้วลูกเอ๊ย...”
หล่อนปากก็พูดไปเรื่อย ในขณะที่ดวงตาขุ่นมัวคู่นั้นกลับจ้องเขม็งไปที่กระต่ายในมือของหวังฉู่ตาไม่กะพริบ ท่าทางหิวโหยราวกับอยากจะกระโจนเข้าไปกัดกินเนื้อกระต่ายดิบๆ ซะเดี๋ยวนี้เลย
หมิงเต้าหยุดเดิน ปรายตามองหล่อนด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
เขายกมือขึ้น ชี้กลับไปยังผืนป่าทึบอันมืดมิดและลึกลับที่อยู่ด้านหลัง
“ก็แค่ดวงดีน่ะครับ”
“แต่ผมขอเตือนคุณป้าไว้สักประโยคก็แล้วกัน”
“ข้างในนั้นมันไม่ค่อยจะสงบสุขเท่าไหร่นะ”
“ตอนที่พวกผมเพิ่งจะเดินออกมา ยังได้ยินเสียงคำรามของพวกสัตว์ร้ายอยู่เลย ถ้ายังไม่อยากตายล่ะก็ ทางที่ดีอย่าเข้าไปเลยครับ”
เสียงคำรามของสัตว์ร้าย!
ประโยคนี้ทำเอาหล่อนนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อวานนี้ทันที!
นึกถึงเสือเขี้ยวดาบสุดสยองตัวนั้น!
นึกถึงสภาพศพทั้งเจ็ดที่ถูกฉีกทึ้งจนแหว่งวิ่นไม่เหลือชิ้นดี!
ใบหน้าของมนุษย์ป้าซีดเผือดลงในพริบตา ไร้ซึ่งสีเลือดหล่อเลี้ยงโดยสิ้นเชิงราวกับกระดาษขาว
“อ่า... จ๊ะ... จะ... ขอบใจ... ขอบใจนะพ่อหนุ่มที่ช่วยเตือน! ขอบใจจ๊ะ!”
หล่อนละล่ำละลักขอบคุณรัวๆ น้ำเสียงสั่นเครือจนจับใจความแทบไม่ได้ ไม่กล้าแม้แต่จะปรายตามองกระต่ายป่าตัวนั้นอีก และยิ่งไม่กล้าปริปากเซ้าซี้ถามอะไรต่อ
หล่อนรีบหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวมุดหนีหายเข้าไปในฝูงชนราวกับกำลังวิ่งหนีตัวซวย ถอยกรูดไปพลางตะโกนบอกคนรอบข้างด้วยความหวาดผวาไปพลาง
“อย่าเข้าไปกันนะ! อย่าเข้าไปเด็ดขาด! ข้างในนั้นมันมีสัตว์ประหลาด! มีไอ้ตัวกินคนซ่อนอยู่ด้วยนะเอ้อ!”
เสียงซุบซิบนินทาที่ดังอื้ออึงอย่างอึดอัดใจอยู่ในฝูงชน พลันเงียบกริบลงในชั่วพริบตา
สายตาของทุกคนที่ทอดมองลึกเข้าไปในผืนป่าทึบ ล้วนแฝงไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่รู้ ว่าในป่ามันมีเสบียงอาหารซ่อนอยู่ แต่ปัญหาคือพวกเขากลัวจนหัวหด ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเอาชีวิตเข้าไปทิ้งต่างหากล่ะ
ระหว่างยอมทนหิวไส้กิ่ว กับการเอาชีวิตไปทิ้ง อย่างไหนมันสำคัญกว่ากันล่ะ?
คำตอบมันก็เห็นๆ กันอยู่แล้วแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด
หมิงเต้ามองดูภาพเหตุการณ์ตรงหน้าพลางส่ายหัวเบาๆ
เขาไม่ได้หันไปให้ความสนใจกับบรรดาผู้รอดชีวิตที่ถูกความกลัวเล่นงานจนขวัญหนีดีฝ่อพวกนี้อีก เขาพยักหน้าเรียกหวังฉู่ แล้วเดินฝ่ากลางฝูงชนมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของตึก 5 ทันที
แต่ในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ เสียงดังกังวาน ‘หึ่งๆ’ อันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งฟังดูแปลกแยกจากสรรพเสียงรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ก็แว่วมาจากที่ไกลๆ ดึงดูดความสนใจของหมิงเต้าเข้าอย่างจัง
เสียงนั้นแม้จะเบาบาง แต่มันกลับมีพลังทะลุทะลวงสูงมาก แฝงไว้ด้วยคลื่นความถี่เฉพาะตัวของเครื่องจักรกล
เขาหันขวับไปมองตามต้นเสียงทันที
และภาพที่เห็นก็คือ บริเวณลานกว้างที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร มีชายหนุ่มสวมแว่นตากรอบดำท่าทางดูเป็นเด็กเรียนเรียบร้อยคนหนึ่ง กำลังเงยหน้าขึ้นมองฟ้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สองมือประคองรีโมทคอนโทรลสีขาวเอาไว้แน่น นิ้วมือรัวบังคับคันโยกบนจอยสติ๊กอย่างรวดเร็ว
บนท้องฟ้าเหนือหัวของเขา ปรากฏร่างของโดรนแบบหลายใบพัดสีขาวลำหนึ่ง กำลังบินโซเซไปมา ค่อยๆ ร่อนลงจอดจากฟากฟ้าเหนือผืนป่า
นัยน์ตาของหมิงเต้าเบิกกว้าง เปล่งประกายวาบขึ้นมาในเสี้ยววินาที
โดรน!
นี่มันสุดยอดอุปกรณ์สอดแนมตัวตึงในโลกยุควันสิ้นโลกเลยไม่ใช่หรือไง!
มูลค่าทางยุทธศาสตร์ของมันน่ะ... ประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะ!