- หน้าแรก
- วันโลกแตกฟ้าถล่ม หมู่บ้านผมทะลุมิติมาด้วย
- บทที่ 25 สายแรงงานอิสระ VS สายเผด็จการกงสี
บทที่ 25 สายแรงงานอิสระ VS สายเผด็จการกงสี
บทที่ 25 สายแรงงานอิสระ VS สายเผด็จการกงสี
เสียงแหลมสูงเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางฝูงชน
ทุกคนหันขวับไปมองต้นเสียง ก็เห็นชายหนุ่มผมทองอายุราวยี่สิบต้น ๆ ก้าวออกมาด้วยท่าทีไม่พอใจ ในอ้อมแขนกอดผักป่ากองโตที่เพิ่งขุดมาได้
เขาคือ “พี่เฟิง” คู่กรณีเก่าที่เคยมีเรื่องกับหลิวกั๋วต้งหน้าตู้พัสดุเมื่อคราวก่อนนั่นเอง
ด้านหลังเขายังมีวัยรุ่นท่าทางอวดดีอีกสามสี่คนเดินตามมาติด ๆ ในมือของพวกเขาก็มีของที่หามาได้ไม่มากก็น้อย
“ฉันมุดเข้าป่าแทบตาย แขนขามีแต่แผล กว่าจะขุดของพวกนี้มาได้ แล้วสิทธิ์อะไรแกมาพูดประโยคเดียว จะให้พวกเราส่งของทั้งหมดเข้ากองกลาง?”
พี่เฟิงยืดคอเถียง จ้องหน้าหลิวกั๋วต้งบนเวทีอย่างไม่เกรงกลัว
“ใครหาได้ ก็ต้องเป็นของคนนั้นสิวะ! มันเป็นสัจธรรม! ฉันไม่อยากเอาเปรียบใคร และก็อย่าหวังว่าจะมีใครมาเอาเปรียบฉันได้!”
“ใช่! ใครจะไปรู้ว่าไอ้ระบบ ‘ปันผลตามผลงาน’ ของแกเนี่ย สุดท้ายจะแบ่งกันยังไง? เผลอ ๆ พวกเราทำแทบตาย ได้ส่วนแบ่งกลับมายังไม่เท่าขี้มดเลยมั้ง!”
พรรคพวกด้านหลังตะโกนสนับสนุนทันควัน เรียกเสียงหัวเราะครืนจากฝูงชน
คำพูดนี้ฉีกหน้ากากจอมปลอมที่หลิวกั๋วต้งอ้างเรื่อง “ผลประโยชน์ส่วนรวม” ออกจนล่อนจ้อน ลากเอาปัญหาเรื่องความไว้วางใจออกมาแฉกลางแจ้ง
“สามหาว!” หลิวกั๋วต้งยังไม่ทันอ้าปาก รปภ. ข้างกายก็ทนไม่ไหว ชี้หน้าด่ากราดพี่เฟิง
“มึงพูดจากับหัวหน้าหลิวแบบนี้ได้ยังไง? ถ้าไม่มีหัวหน้าหลิวพาทุกคนทำภารกิจ มึงจะมีปัญญาเสนอหน้าเข้าไปในป่าเหรอ? ทีตอนนี้ทำมาเป็นเก่งกล้าตั้งคำถามเรื่องการแบ่งปัน?”
“ถุย!” พี่เฟิงถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างเหยียดหยาม “กูจะเข้าป่าหรือไม่เข้า มันเกี่ยวเหี้ยอะไรกับพวกมึง? กูทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง! ไม่ได้ทำเพื่อหาเลี้ยงพวกขี้ข้าอย่างพวกมึง!”
“มึงวอนหาที่ตาย!”
รปภ. คนนั้นโกรธจัด ง้างกระบองทำท่าจะกระโจนลงไป
“หยุด!”
หลิวกั๋วต้งตวาดเสียงต่ำ ห้ามปรามลูกน้องที่กำลังเลือดขึ้นหน้า
เขาหรี่ตามองพี่เฟิงที่อยู่ด้านล่างด้วยแววตาเย็นเยียบ น้ำเสียงเปลี่ยนจากความนุ่มนวลเมื่อครู่เป็นแข็งกร้าว
“ไอ้หนุ่ม ดูท่าแกจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์สินะ ฉันจะพูดอีกครั้ง นี่คือคำสั่งของส่วนรวม! ไม่ใช่การขอความเห็น!”
“คำสั่ง?” พี่เฟิงทำเหมือนได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก เขาหัวเราะร่า
“แกเป็นใครวะถึงมีหน้ามาสั่งกู? อาศัยแค่ไอ้ชุดยามกระจอก ๆ นั่นเหรอ? หรืออาศัยโทรโข่งพัง ๆ ในมือนั่น?”
“อาศัยไอ้นี่ไง!”
ยังไม่ทันที่หลิวกั๋วต้งจะระเบิดอารมณ์ เสียงหยาบกระด้างอีกเสียงก็ดังแทรกขึ้นมา
ชายร่างยักษ์เปลือยท่อนบนอย่างหลี่เหล่าซานเบียดตัวออกมาจากฝูงชน ในมือถือท่อนไม้ขนาดมหึมา ด้านหลังมีลูกชายหน้าตาถมึงทึงสองคนเดินตามมาประกบ ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับหลิวกั๋วต้งอย่างเปิดเผย
“ไอ้หนู อย่าให้พูดดี ๆ ไม่ชอบ!” หลี่เหล่าซานใช้ปลายไม้ชี้หน้าพี่เฟิง ไขมันบนใบหน้าสั่นกระเพื่อม
“ตอนนี้หัวหน้าหลิวคือผู้นำของหมู่บ้านเรา! คำพูดของเขาคือกฎ! ถ้ามึงไม่พอใจ ก็ถามไม้หน้าสามในมือกูก่อนว่ามันยอมไหม!”
พี่เฟิงหน้าถอดสี เขาไม่คิดว่าหลี่เหล่าซานที่เพิ่งจะมีเรื่องกับหลิวกั๋วต้งเมื่อวาน วันนี้จะกลับลำมาถือหางอีกฝ่ายหน้าตาเฉย
แต่เขาก็เข้าใจได้ในทันที หลี่เหล่าซานไม่ได้ช่วยหลิวกั๋วต้ง แต่กำลังปกป้อง “ระเบียบใหม่” ที่เอื้อประโยชน์ให้ตัวเองที่สุดต่างหาก ภายใต้กฎ “กงสี” คนประเภทมีแรงแต่ขี้เกียจอย่างมัน ถึงจะมีโอกาสได้ส่วนแบ่งชิ้นใหญ่ที่สุด
สถานการณ์ในลานกว้างยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก
เกิดการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงระหว่าง “สายแรงงานอิสระ” ที่มีพี่เฟิงเป็นแกนนำ กับ “สายเผด็จการกงสี” ที่มีหลิวกั๋วต้งและหลี่เหล่าซานเป็นตัวตั้งตัวตี
ส่วนชาวบ้านส่วนใหญ่ในลานกว้าง กลายเป็นจีนมุงผู้เงียบงัน
บางคนในใจลึก ๆ ก็เห็นด้วยกับพี่เฟิง แต่ไม่กล้าพูดเพราะกลัวโดนรุม ส่วนอีกกลุ่ม โดยเฉพาะพวกคนแก่ ผู้หญิง เด็ก และคนที่ไม่ได้อะไรติดมือกลับมาจากป่า ต่างพากันเทคะแนนเสียงไปทางหลิวกั๋วต้ง ประณามความเห็นแก่ตัวของพี่เฟิงอย่างสาดเสียเทเสีย
“พ่อหนุ่ม ทำไมทำตัวแบบนี้ล่ะ! คนเราต้องสามัคคีกันสิ!”
“ใช่ ๆ! หัวหน้าหลิวเขาหวังดีนะ! หัดเห็นใจคนอื่นบ้างสิ!”
“เอาของออกมาเถอะ! อย่าให้คนคนเดียวมาทำลายความสามัคคีของทุกคนเลย!”
คลื่นแห่งการด่าทอทางศีลธรรมถาโถมใส่กลุ่มของพี่เฟิงราวกับน้ำป่า
พี่เฟิงหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เขามองใบหน้าของผู้คนที่รุมประณามเขาด้วยความขยะแขยง
“ดี... ดี! เอาสิ!”
เขากัดฟัน กวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วพูดเสียงกร้าว “วันนี้กูขอประกาศตรงนี้เลย! ของของกู ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะได้แตะ! ถ้าแน่จริง ก็ข้ามศพกูไปก่อน!”
พูดจบ เขาก็กอดผักป่าแนบอก หันหลังเตรียมจะเดินหนี
“จับมันไว้!”
แววตาของหลิวกั๋วต้งฉายแววอำมหิต ตะโกนสั่งเสียงเฉียบขาด
รปภ. ห้านาย พร้อมด้วยสามพ่อลูกตระกูลหลี่ พุ่งเข้าใส่ราวกับฝูงหมาป่า ล้อมกรอบกลุ่มของพี่เฟิงไว้ทุกทิศทางในพริบตา
กระบองและท่อนไม้ถูกง้างขึ้น การปะทะนองเลือดกำลังจะระเบิดขึ้นในวินาทีนี้!
...
ในขณะเดียวกัน ที่ชั้นแปดตึกห้า ซึ่งห่างไกลจากความวุ่นวาย
แสงไฟสีเขียวจากไฟฉุกเฉินส่องสลัวในโถงทางเดิน ทอดยาวเงาของสองร่างให้ดูบิดเบี้ยว
“ซู่ววว—”
หมิงเต้ากับหวังฉู่แก้ปม “ถุงผ้า” ที่ทำจากเสื้อยืดออก เทกองทัพเสบียงที่หามาได้ลงบนพื้น
กลิ่นหอมเฉพาะตัวของดินและเห็ดฟุ้งกระจายไปทั่วโถงทางเดิน
กองเห็ดหลากสีสันพูนขึ้นเป็นภูเขาลูกย่อม ๆ สองลูก สีเหลืองทองของเห็ดมันปู สีน้ำตาลเข้มของเห็ดตับเต่า สีขาวนวลของเห็ดปะการัง... ข้าง ๆ ยังมีพืชหัวเปื้อนดินรูปร่างคล้ายมันมือเสืออีกสิบกว่าหัววางเกลื่อนกลาด
ได้มาไม่น้อยเลย!
หวังฉู่มองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ทิ้งตัวลงนั่งแหมะกับพื้น ถูมือไปมา น้ำลายแทบจะหก
“รวยเละ... พี่หมิง เรารวยแล้ว! เห็ดเยอะขนาดนี้ แถมยังมีหัวมันพวกนี้อีก กินได้เป็นเดือน! ครึ่งนึงเอาไปทำซุป อีกครึ่งเอาไปย่าง... แม่เจ้าโว้ย ชีวิตดี๊ดีอย่างกับเทวดา!”
เขาจมดิ่งอยู่ในจินตนาการถึงเมนูเลิศรส โดยไม่ได้สนใจเสียงทะเลาะวิวาทที่ดังแว่วมาจากข้างล่าง ซึ่งดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
หมิงเต้ากลับดูใจเย็นกว่ามากเขานั่งยอง ๆ ลงมือคัดแยกเสบียงอย่างละเอียด แยกเห็ดแต่ละชนิดและพืชหัวออกจากกันอย่างคล่องแคล่ว
“อย่ามัวแต่ฝัน” เขาพูดโดยไม่เงยหน้า “ของเยอะขนาดนี้ ถ้าไม่รีบจัดการ ทิ้งไว้สองวันก็เน่าหมด เห็ดต้องรีบหั่นบาง ๆ ตากแห้ง หรือไม่ก็ดองเกลือ ส่วนหัวมันพวกนี้ต้องหาที่แห้ง ๆ เย็น ๆ เก็บ”
“จริงด้วย! พี่พูดถูก!” หวังฉู่เหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน ตบเข่าฉาด
“ตากแห้ง! ต้องตากแห้ง! เห็ดแห้งเอาไปตุ๋นไก่นะ รสชาติยิ่งเข้มข้น!”