- หน้าแรก
- วันโลกแตกฟ้าถล่ม หมู่บ้านผมทะลุมิติมาด้วย
- บทที่ 7 ความสุขของโอตาคุ
บทที่ 7 ความสุขของโอตาคุ
บทที่ 7 ความสุขของโอตาคุ
“ได้”
หมิงเต้าตอบสั้นๆ ได้ใจความ
“เยี่ยมไปเลย! ขอบคุณครับพี่หมิง พี่รอแป๊บนะ เดี๋ยวผมไปเอามาให้!”
เสียงฝีเท้าลากแตะ แตะ แตะ แตะ วิ่งห่างออกไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก ก็มีเสียงลากของหนักๆ ดังใกล้เข้ามา
ดูเหมือนหวังฉู่จะเล่นใหญ่ขนน้ำอัดลมมาทั้งลังเลย
“พี่หมิง ผมเอามาแล้ว!”
หวังฉู่ไม่ได้เคาะประตูซ้ำ แต่ล้วงเป๊ปซี่สองกระป๋องออกมาจากลัง แล้ววางไว้อย่างระมัดระวังที่พื้นหน้าห้องหมิงเต้า
หมิงเต้ามองผ่านตาแมวยืนยันความเรียบร้อย
เขาสูดหายใจลึก มือซ้ายจับลูกบิดประตู มือขวากำชะแลงเหล็กยาวครึ่งเมตรไว้แน่น ไม่ประมาทแม้แต่วินาทีเดียว
แกร๊ก…
กลอนประตูถูกปลด บานประตูเหล็กแง้มออกเป็นช่องแคบๆ พอให้คนตะแคงตัวผ่านได้
พริบตาเดียว หมิงเต้าในสภาพถือชะแลงเหล็ก แววตาคมกริบ ก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าหวังฉู่
หวังฉู่ที่กำลังมองมาที่ประตูด้วยความหวัง พอเจอฉากเปิดตัวสุดโหดเข้าไป ถึงกับร้อง “เหวอ!” ด้วยความตกใจ ก้นจ้ำเบ้าลงไปนั่งแปะกับพื้นเพราะความตกใจ
“พี่...” เขาชี้ไปที่หมิงเต้า ปากคอสั่น พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
หมิงเต้าไม่สนใจท่าทางหวาดกลัวของอีกฝ่ายสายตากวาดมองเป๊ปซี่สองกระป๋องบนพื้น แล้วรีบตวัดสายตามองซ้ายขวาไปตามโถงทางเดิน เช็คให้ชัวร์ว่าไม่มีใครดักซุ่มอยู่
เขาแบมือออกเชิงบอกว่า เห็นไหม มีแค่ฉันคนเดียว
หวังฉู่ถึงค่อยได้สติ รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา โบกไม้โบกมือเป็นพัลวันเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
“พี่หมิง อย่า... อย่าเข้าใจผิด! ผม... ผมแค่มาแลกน้ำเฉยๆ ไม่ได้มีเจตนาอื่น!”
หมิงเต้าเห็นสภาพปอดแหกของอีกฝ่าย ก็ลดความระแวงลงนิดหน่อย
สายตาเขากลับมาโฟกัสที่กระป๋องเป๊ปซี่บนพื้น
“นึกว่าเป็นขวด”
“กระป๋อง สามแลกหนึ่ง”
นี่ไม่ใช่การงก แต่เป็นการวางมาด
เขาต้องการให้อีกฝ่ายรู้ว่า อำนาจในการต่อรองอยู่ที่เขา ค่าของน้ำ เขาเป็นคนกำหนด
“ฮะ?” หวังฉู่หน้าเหวอไปนิด ไม่คิดว่าจะโดนโก่งราคาซึ่งหน้า แต่พอเหลือบไปเห็นชะแลงสนิมเขรอะในมือหมิงเต้า คำต่อรองทุกอย่างก็ถูกกลืนลงคอไปทันที
“ได้! ได้ครับ! สามก็สาม!”
เขาพยักหน้ารัวๆ กลัวหมิงเต้าจะเปลี่ยนใจ รีบควานหาเป๊ปซี่อีกกระป๋องจากในลังมาวางเรียงกับสองกระป๋องแรกอย่างลนลาน
เสร็จแล้วก็ถูมือไปมา มองหน้าหมิงเต้าแล้วฉีกยิ้มประจบประแจง
“เอ่อ... พี่หมิงครับ ในลังนี้ยังมีอีกครึ่งลัง รวมแล้วเหลืออีกหกกระป๋อง พี่ว่า... แลกอีกสักสองขวดได้มั้ย? ผมเทหมดหน้าตักเลย! พี่ไม่ขาดทุนชัวร์!”
เขาหิวน้ำจะตายอยู่แล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนที่น้ำประปาหยุดไหล เขาซัดแต่น้ำหวานเข้าไปจนเอียน ตอนนี้รู้สึกเหมือนคอเคลือบน้ำตาลไปหมดแล้ว อยากได้น้ำเปล่าเย็นๆ สักอึกใจจะขาด
หมิงเต้าพยักหน้า จัดไป
เขาไม่ได้ปิดประตูทันที แต่แง้มไว้เท่าเดิม แล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น
จังหวะที่เขาหันหลัง หวังฉู่ที่ทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมมาตลอด แววตาก็ประกายวูบหนึ่ง เขาเขย่งเท้า ยืดคอยาวเป็นยีราฟ พยายามส่องผ่านช่องประตูเข้าไปดูสภาพภายในห้อง
แต่ทว่า สายตาที่สอดรู้สอดเห็นกลับต้องสะดุดกึก เพราะโดนกระเป๋าเดินทางใบยักษ์กับเป้ที่วางเทินกันไว้ บังทัศนียภาพมิดชิด เห็นแค่พื้นที่หน้าประตูเล็กน้อยกับรองเท้าผ้าใบที่วางเรียงกัน นอกนั้นมืดตึ๊ดตื๋อ
ภายในห้องมืดสลัว ยิ่งดูยิ่งลึกลับ
แววตาผิดหวังฉายชัดบนใบหน้าหวังฉู่ แต่แป๊บเดียวก็เปลี่ยนเป็นความดีใจที่จะได้น้ำเปล่า
หมิงเต้าเดินกลับมาพร้อมน้ำแร่หนงฟูซานขนาด 550 มล. สามขวด
เขาวางน้ำลงบนพื้น แล้วใช้ปลายชะแลงชี้
หวังฉู่รู้หน้าที่ รีบดันลังเป๊ปซี่ที่เหลือมาให้ รวมทั้งหมดเก้ากระป๋อง
หมิงเต้าก้มลง มือข้างหนึ่งรวบขวดน้ำแยกออก หยิบขวดหนึ่งขึ้นมา แล้วหิ้วลังเป๊ปซี่เข้ามาในห้อง ตลอดเวลาชะแลงในมืออีกข้างยังคงกำแน่นไม่ปล่อย
ปิดดีล!
เขารับเป๊ปซี่มา ความเย็นจากกระป๋องทำเอาสดชื่นขึ้นมาทันตา
เขายังไม่ปิดประตูทันที แต่มองหน้าไอ้อ้วนที่กำลังซาบซึ้งน้ำตาไหลพราก แล้วแกล้ง “หวังดี” เตือนไปประโยคหนึ่ง
“น้ำเปล่าฉันก็เหลือไม่เยอะ ประหยัดหน่อยแล้วกัน กินแต่น้ำอัดลมไม่ดีต่อสุขภาพ เดี๋ยวจะขาดน้ำเอา ถ้าหมดจริงๆ ก็หาจานชามใบใหญ่ๆ ไปวางไว้ที่ระเบียง เผื่อ... วันไหนฝนตกจะได้รองน้ำไว้”
คำพูดนี้ฟังดูเหมือนเพื่อนบ้านแสนดีแนะนำด้วยความห่วงใย
แต่ในหูของหวังฉู่ มันแปลได้อีกอย่างว่า หนึ่ง น้ำกูใกล้หมดแล้ว อย่ามาเกาะแกะอีก รอบนี้คือที่สุดแล้ว สอง กูชี้ช่องให้แล้ว ถือว่าหมดเวรหมดกรรมกันนะ
หวังฉู่พยักหน้าหงึกหงัก ขอบคุณยกใหญ่ “ขอบคุณครับพี่หมิง! ขอบคุณที่เตือน! ผมรู้แล้ว! ผมรู้แล้ว!”
หมิงเต้าไม่พูดพร่ำทำเพลง ปัง ปิดประตูเหล็กใส่หน้าดังสนั่น แล้วตามด้วยเสียงล็อคกลอน
เสียงฝีเท้าหน้าห้องเงียบหายไป หวังฉู่น่าจะกอดน้ำแร่สามขวดกลับห้องไปแล้ว
หมิงเต้าวางลังเป๊ปซี่ไว้มุมห้อง เอาชะแลงขัดประตูไว้เหมือนเดิม แล้วรีบเดินไปที่ระเบียง ชะโงกหัวมองไปทางห้องข้างๆ
แปลนห้องของทั้งคู่ไม่เหมือนกัน จากระเบียงห้องเขา สามารถมองลอดหน้าต่างห้องครัวของอีกฝ่ายได้แวบหนึ่ง
หมิงเต้าเห็นเงาร่างอ้วนๆ เดินวนไปวนมาในห้อง ท่าทางตื่นเต้นผิดปกติ แถมยังกระโดดโลดเต้นไปมา ดูหลอนพิลึก
การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ หมิงเต้ารู้สึกตะหงิดๆ ชอบกล
คนเป็นโอตาคุเก็บตัว แถมยังเป็นนักเขียนนิยาย ตรรกะความคิดมันต้องไม่เหมือนชาวบ้านแน่ๆ เรื่องแลกน้ำอาจจะเป็นแค่ข้ออ้าง
เป้าหมายจริงๆ คือข้อมูลข่าวสารมากกว่า!
ไอ้หมอนี่... ร้ายไม่เบา
หมิงเต้าแปะป้าย “บุคคลอันตรายระดับเฝ้าระวัง” ให้หวังฉู่ในใจทันที
เขาเลิกสนใจเรื่องไร้สาระ หันไปมองหน้าต่างแสงที่ลอยเด่นอยู่กลางห้อง
[08:33:45]
เวลายังเหลือ
ไม่สิ ไม่เหลือแล้ว
หลังเที่ยงผ่านไป ท้องฟ้ามืดเร็วอย่างกับโกหก
แค่สี่โมงเย็น ข้างนอกก็มืดตึ๊ดเหมือนหัวค่ำ ดวงอาทิตย์สองดวงนั่นไม่รู้จมหายไปหลังแนวป่าตั้งแต่เมื่อไหร่
หมิงเต้ากะว่าจะลงไปเสี่ยงดวงที่ลานจอดรถใต้ดินสักรอบก่อนมืด แต่พอเดินไปถึงประตู ก็พบว่าข้างนอกมืดจนมองไม่เห็นนิ้วมือตัวเอง
ไฟฟ้าไม่มี ไฟถนนดับ แม้แต่แสงจันทร์ยังขี้งก หลบอยู่หลังเมฆ
โลกทั้งใบเหมือนโดนผ้าดำผืนยักษ์คลุมไว้ น่ากลัวชิบเป๋ง
เขาลองชั่งใจดู สุดท้ายก็ถอดใจ
กลางคืนอันตรายเกินไป
ออกไปเดินสุ่มสี่สุ่มห้าในสภาพตาบอดแบบนี้ เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ
ภัยอันตรายในความมืดพร้อมจะขย้ำเขาได้ทุกเมื่อ
เสี่ยงตายเพื่อของที่ไม่รู้จะมีรึเปล่า... ไม่คุ้ม
เขาล็อคประตูแน่นหนา เลิกคิดจะออกไปไหน นั่งรอเวลาถอยหลังของหน้าต่างสีฟ้าอย่างใจจดใจจ่อ
ดึกสงัด ทั้งหมู่บ้านเงียบกริบจนน่าขนลุก
หมิงเต้านอนแผ่บนเตียง ตาค้างข่มตาไม่ลง ได้แต่นอนจ้องหน้าต่างแสงสีฟ้าลอยเด่นอยู่กลางห้อง
“เวลามันหายไปไหนหมดวะเนี่ย...”