- หน้าแรก
- วันโลกแตกฟ้าถล่ม หมู่บ้านผมทะลุมิติมาด้วย
- บทที่ 5 แผนร้ายของหลิวกั๋วต้ง
บทที่ 5 แผนร้ายของหลิวกั๋วต้ง
บทที่ 5 แผนร้ายของหลิวกั๋วต้ง
กลิ่นหอมประหลาดลอยอวลอยู่เหนือลานว่างหน้าป้อมยาม
มันคือกลิ่นหอมของข้าวต้ม ผสมกับกลิ่นไหม้ของฟืนไม้
หลิวกั๋วต้งกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้ากระทะเหล็กใบใหญ่ที่ไม่รู้ไปสรรหามาจากไหน มือคอยใช้กิ่งไม้เขี่ยกล่องกระดาษและกิ่งไม้แห้งที่เป็นเชื้อเพลิงอยู่ด้านล่างอย่างระมัดระวัง
ในกระทะ น้ำข้าวสีขาวขุ่นกำลังเดือดปุดๆ ส่งเสียง “บุ๋งๆ” เม็ดข้าวลอยตุ๊บป่อง ส่งกลิ่นยั่วน้ำลายออกมา
รปภ. อีกห้าคนที่อยู่ข้างกาย ต่างพากันจ้องมองลงไปในหม้อตาละห้อย น้ำลายแทบจะย้อยลงไปผสมกับข้าวต้ม
กุนเชียงสองส่วนที่ “ยืม” มาจากบ้านพี่หวัง ถูกแขวนไว้ที่หน้าต่างป้อมยามราวกับของวิเศษ ห้ามใครแตะต้องเด็ดขาด ส่วนข้าวสารในหม้อนี้ หลิวกั๋วต้งยอมควักเนื้อแลกด้วยกุนเชียงครึ่งท่อนกับยายแก่ที่ชั้น 3
วันแรกของการข้ามมิติมา อย่างน้อยก็ยังไม่ทิ้งมโนธรรมไปซะทีเดียว
ความมีหน้ามีตาที่ควรจะมี ก็ยังรักษามันไว้ได้อยู่
“หัวหน้า สุกรึยังครับ? หิวจนไส้จะขาดแล้ว!” รปภ. หนุ่มคนหนึ่งอดใจไม่ไหวถามขึ้น
“จะรีบไปตายรึไง? เคี่ยวอีกหน่อย ให้มันเละๆ จะได้อยู่ท้อง!” หลิวกั๋วต้งตวาดแว้ด ข้าวต้มหม้อนี้เขาวางแผนจะให้ซดกันได้ถึงสองวันเชียวนะ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
หลิวกั๋วต้งหน้าถอดสี นึกว่ามีคนมาก่อเรื่องอีก รีบลุกพรวดขึ้นเตรียมจะเข้าไปเจรจา แต่กลับเห็นวัยรุ่นสามคนวิ่งผ่านหน้าไปเหมือนลมพายุ ไม่แม้แต่จะปรายตามองพวกเขาด้วยซ้ำ
เป้าหมายของเจ้าเด็กพวกนั้น คือตู้พัสดุที่ตั้งอยู่ข้างป้อมยาม ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและจำนวนตู้เยอะกว่ามาก!
หลิวกั๋วต้งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลอกตาอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลทันควัน
เขาหันขวับกลับไปมองวัยรุ่นกลุ่มนั้น
เห็นพวกมันวิ่งไปถึงหน้าตู้พัสดุ ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือทันที!
ไอ้หัวทองที่ชื่อ “พี่เฟิง” ไม่รู้ไปงัดประแจเลื่อนสำหรับซ่อมรถออกมาจากไหน เล็งไปที่ช่องว่างของตู้แล้วทุบเปรี้ยงลงไปเต็มแรง!
“ตึง! ตึง! ตึง!”
ไอ้หนุ่มแว่นควักไขควงอเนกประสงค์ออกมา พยายามจะงัดแงะเลียนแบบลูกพี่
ส่วนไอ้อ้วนที่ดูซื่อบื้อที่สุด วิ่งช้าแถมดวงซวย อุปกรณ์โดนเพื่อนแย่งหมด
มันเลยไปคว้าเก้าอี้พลาสติกที่ใครไม่รู้ทิ้งไว้ข้างทาง ในมือกำตะเกียบไม้แดงที่คุ้ยมาจากถังขยะ จิ้มเข้าไปในรูคุญแจแล้วกระแทกยิกๆ!
เสียงเอะอะโครมครามเรียกความสนใจจากชาวบ้านแถวนั้นทันที
คนที่กำลังกลุ้มใจเรื่องเสบียงและน้ำ พอเห็นภาพตรงหน้า ตอนแรกก็งง แต่พอตั้งสติได้ ทุกคนก็ตาลุกวาวด้วยความดีใจ
ตู้พัสดุ!
เออว่ะ! ทำไมพวกเราถึงคิดไม่ถึงวะ!
ในตู้นั้นมันมีของสารพัดอย่าง!
แถมคนสมัยนี้ชอบดองของไว้ ไม่ค่อยรีบมาเอา รับรองเปิดตู้ไหนก็เจอของชัวร์
“เคร้ง!”
เสียงโลหะกระแทกดังสนั่น พี่เฟิงทำสำเร็จเป็นคนแรก ประตูตู้บานหนึ่งถูกประแจทุบจนตัวล็อคหลุดกระเด็น ดีดผางออกมา
เขาแทบจะมุดเข้าไปในตู้ คว้าห่อโฟมเย็นเฉียบออกมาอย่างรวดเร็ว
ฉีกกล่องดูปุ๊บ ตาของหัวทองก็เบิกกว้าง ร้องลั่นอย่างตื่นเต้น
“โยเกิร์ต! โยเกิร์ตเทียนรุ่น! เชี่ยแม่ง ยังเย็นเจี๊ยบอยู่เลย!”
เขาฉีกฝาถ้วยอย่างบ้าคลั่ง กระดกเข้าปากอึกใหญ่!
“มีของกิน!”
“เร็ว! รีบไปงัด! ข้างในมีของกิน!”
ฝูงชนระเบิดตัวทันที!
จุดฟาร์มของฟรีอยู่ตรงหน้า ใครบ้างจะไม่ตาลุก?
ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ พุ่งเข้าไปโดยสัญชาตญาณ บางคนมือเปล่าก็ใช้เล็บจิก ใช้ตัวกระแทก บางคนหัวไว รีบวิ่งกลับบ้านไปหาอุปกรณ์อะไรก็ได้ที่พอจะหาได้
ประแจ ค้อน ไขควง มีดอีโต้... แม้แต่ไม้นวดแป้งกับส้นสูงก็ยังมีคนถือวิ่งมา!
สถานการณ์โกลาหลจนคุมไม่อยู่!
คนนับสิบมะรุมมะตุ้มรุมทึ้งตู้เหล็กสีเขียวขี้ม้า เสียงทุบตีดังก้องไปทั่ว
“ตู้นี้ของกู! ถอยไป!”
“ไอ้สัส ใครแย่งของกูวะ!”
“เปิดได้แล้ว! เปิดได้แล้ว! ข้างในเป็น... หนังสือ? พ่องตาย!”
“อ่านหนังสือหาพ่องมึงดิ!”
ท่ามกลางความวุ่นวาย ประตูตู้ถูกเปิดออกทีละบาน
มีคนได้มันฝรั่งทอดหนึ่งลัง ก็โดนคนข้างๆ รุมแย่งจนกล่องฉีกกระจุย
มีคนได้ไม้แบดมินตันคู่หนึ่ง ถึงกับยืนด่ากราดด้วยความเจ็บใจ
มีคนได้แชมพูหนึ่งขวด ลังเลอยู่นิดหนึ่ง แต่ก็ยัดเข้าเสื้อไป
หลิวกั๋วต้งมองภาพความบ้าคลั่งตรงหน้าด้วยตาแดงก่ำ
นั่นมันเสบียงทั้งนั้นนะเว้ย!
ไอ้พวกลูกบ้านพวกนี้ กล้าดียังไงมาแย่งของต่อหน้าต่อตาหัวหน้ายามอย่างเขา! ยอมไม่ได้!
ที่สำคัญ ตู้พัสดุนี้มันตั้งอยู่ข้างป้อมยาม ตามหลัก “ใกล้เกลือกินด่าง” เอ้ย “ใกล้ใครใครได้” มันต้องเป็นสมบัติของทีม รปภ. สิ! เผื่อฟลุคจอของกิน จะได้แก้ขัดไปได้บ้าง!
ความโกรธและความโลภพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองพร้อมกัน
“หยุดมือเดี๋ยวนี้! ไอ้พวกเวร!”
หลิวกั๋วต้งคว้าโทรโข่ง ตะโกนลั่นใส่ฝูงชน
ลูกน้องอีกห้าคนได้สติ ทิ้งข้าวต้มหอมฉุย คว้ากระบองวิ่งตะลุยเข้าไป
“หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้! ได้ยินมั้ย!”
ชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบหกคนพร้อมอาวุธ บุกทะลวงเข้าไป ผลักอกด่าทอ แยกชาวบ้านออกจากตู้พัสดุอย่างไม่ปรานี
“เอะอะอะไรกัน! แย่งอะไรกัน! อยากเป็นกบฏรึไง!” หลิวกั๋วต้งถลึงตาเป็นรูปสามเหลี่ยม ตวาดเสียงเหี้ยมเกรียม
“นี่มันทรัพย์สินส่วนกลางของหมู่บ้าน! ไม่ใช่ใครนึกจะหยิบก็หยิบ! ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป เขตนี้อยู่ภายใต้การดูแลของทีม รปภ.! เสบียงทั้งหมดต้องถูกจัดการและแจกจ่ายโดยส่วนกลาง!”
พูดจาดูดีมีสกุล ราวกับตัวเองเป็นตัวแทนแห่งความถูกต้องซะงั้น
ไอ้หัวทองที่เป็นคนเริ่มเรื่อง ในอ้อมแขนยังกอดโยเกิร์ตที่กินไปครึ่งถ้วยไว้แน่น โดน รปภ.คนหนึ่งใช้กระบองชี้หน้า สีหน้ามันฉายแววไม่พอใจวูบหนึ่ง
แต่พอมองดูอาวุธกับจำนวนคนของฝ่ายตรงข้าม สุดท้ายก็ไม่กล้าหือ
พวกที่มือไวคว้าของได้แล้ว ต่างกอดของรางวัลไว้แน่น มองหน้ากันเลิ่กลั่ก พอเห็นหลิวกั๋วต้งกำลังวุ่นวาย ก็ค่อยๆ ถอยฉากออกจากวง แล้วใส่เกียร์หมาวิ่งหนีไปเงียบๆ
ของฟรีใครดีใครได้ เข้ามือแล้วก็เป็นของกูสิวะ
ส่วนพวกที่ยังไม่ได้อะไร ก็ได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ
พวกเขามองหลิวกั๋วต้งด้วยความเคียดแค้น สลับกับมองพวกที่ชิ่งหนีไปแล้ว ในใจก่นด่าตัวเองว่าทำไมไม่เร็วกว่านี้วะ!
ภายใต้อำนาจของกระบองหกอัน ความวุ่นวายก็ถูกสยบลงอย่างราบคาบ
หลิวกั๋วต้งมองพื้นที่ที่ถูกเคลียร์จนโล่งด้วยความพึงพอใจ กระแอมไอหนึ่งที แล้วโบกมือสั่งลูกน้องที่เหลือ
“เอ้า! ลงมือ! งัดให้หมด! อย่าให้เหลือแม้แต่ตู้เดียว!”
...
เรื่องราวทั้งหมดนี้ หมิงเต้าไม่ได้รับรู้ด้วย
ตอนนี้เขากลับมาถึงใต้ตึก 5 ที่พักของเขาแล้ว
เขาไม่ได้รีบร้อนขึ้นตึก แต่ยืนสังเกตการณ์อยู่ในเงามืดของพุ่มไม้หน้าตึก จ้องมองไปที่หน้าต่างและระเบียงห้อง 802 ของตัวเองอย่างละเอียด
ทุกอย่างปกติดี
เขาถึงค่อยก้าวเท้าเข้าตึก ย่องเบาอย่างกับโจร
ลิฟต์ตายสนิท ต้องเดินขึ้นบันไดสถานเดียว
โถงบันไดมืดสลัว มีเพียงแสงสีเขียวจางๆ จากป้ายทางหนีไฟ ทอดเงาคนให้ยาวเหยียด ดูหลอนพิลึก
เขาเดินรวดเดียวถึงชั้น 8 หยุดยืนหน้าประตูห้องตัวเอง ไม่ได้รีบไขกุญแจ แต่ย่อตัวลงไปส่องดูที่รูกุญแจอย่างละเอียด
ก่อนออกจากห้อง เขาโรยเกลือป่นจากครัวไว้บางๆ บนฝุ่นที่เกาะรอบรูกุญแจอย่างแนบเนียน
มันคือกับดักเตือนภัยแบบบ้านๆ แต่ได้ผลชะงัด
ถ้าใครพยายามจะสะเดาะกุญแจ หรือแค่ลองแหย่ดู ก็ต้องไปโดนเกลือกับฝุ่นพวกนี้เข้า ทิ้งร่องรอยไว้แน่นอน
ใต้แสงสลัวของโถงทางเดิน เขาเห็นชัดเจนว่าเกลือสีขาวและฝุ่นสีเทายังอยู่ดีมีสุข ไม่มีรอยขีดข่วนหรือรอยเป่าให้กระจุย
ไม่มีใครมายุ่งกับประตูห้องเขา
หมิงเต้าถอนหายใจโล่งอก
เขาหยิบกุญแจออกมา เสียบเข้าแม่กุญแจเบาๆ บิด แล้วเปิดประตู
พอเข้าห้องได้ปุ๊บ เขาก็ล็อคกลอนทันที แถมยังเอาชะแลงเหล็กอันหนักอึ้งมาขัดไว้ระหว่างลูกบิดประตูกับพื้น ทำเป็นที่กั้นประตูแบบลูกทุ่ง
ล็อคสองชั้น เพื่อความอุ่นใจคูณสอง
“เฮ้อ...”
เขาถอนหายใจยาวเหยียด ปลดเป้ใบยักษ์ออกจากหลัง ทิ้งลงพื้นดังตุ้บ
ร่างกายเหมือนถูกปลดปล่อยจากภาระอันหนักอึ้ง เขาทรุดตัวพิงประตู หอบหายใจแฮ่กๆ
แค่ออกไปข้างนอกแป๊บเดียว แต่ความเครียดที่ต้องแบกรับ มันเหนื่อยยิ่งกว่าวิ่งมาราธอนซะอีก