เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 กุนเชียงพิสูจน์สันดานคน

บทที่ 3 กุนเชียงพิสูจน์สันดานคน

บทที่ 3 กุนเชียงพิสูจน์สันดานคน


เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ และฟังดูแล้วไม่ได้มีแค่คนเดียว แถมเสียงนั้นยังดังมาจากตรงหัวมุมตึก กำลังตรงดิ่งเข้ามาทางที่เขาซ่อนตัวอยู่!

หัวใจของหมิงเต้าแทบจะกระดอนออกมาทางปาก กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งเขม็ง นิ้วมือที่กำชะแลงเหล็กแน่นจนข้อขาวซีด เขาเตรียมใจรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้แล้ว พร้อมจะกระโจนออกไปบวกได้ทุกเมื่อ

แต่ทว่า เสียงฝีเท้านั้นกลับไม่ได้หยุดอยู่ตรงหน้าเขา พวกมันวิ่งเฉียดตู้พัสดุไป แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังทางเข้าตึก 9 อย่างรวดเร็ว

“หยุดนะ! ไอ้เวรเอ๊ย มึงหยุดเดี๋ยวนี้!”

เสียงตะโกนด่าด้วยความโมโหสุดขีดดังลอยมาแต่ไกล

“ทำไมต้องหยุด? นี่มันเวลาไหนแล้ว มึงยังจะคิดฮุบของไว้คนเดียวอีกเหรอ?”

อีกเสียงหนึ่งแหลมปรี๊ดตะโกนสวนกลับไปอย่างไม่ยอมลดละ

ทะเลาะกัน?

หมิงเต้าฉุกคิดขึ้นมาได้ เขาค่อยๆ ชะโงกหัวครึ่งหนึ่งออกมาจากด้านข้างตู้พัสดุอย่างเงียบเชียบ เพื่อมองไปยังต้นตอของเสียง

ภาพที่เห็นคือบริเวณทางเข้าตึก 9 มีคนสองกลุ่มกำลังยืนประจันหน้ากันอย่างดุเดือด

ฝ่ายหนึ่งคือครอบครัวพ่อแม่ลูกสามคนที่อาศัยอยู่ชั้น 2 ตัวหัวหน้าครอบครัวเป็นชายวัยกลางคนสวมแว่นท่าทางผอมแห้ง แต่ตอนนี้หน้าแดงก่ำ ยืนกางแขนปกป้องราวเหล็กที่แขวนของพะรุงพะรังเอาไว้อย่างสุดชีวิต

ส่วนอีกฝ่ายคือเพื่อนบ้านห้องตรงข้าม ชายร่างท้วมถอดเสื้อโชว์พุงพลุ้ย ด้านหลังมีวัยรุ่นท่าทางนักเลงยืนขนาบข้างอยู่อีกสองคน ดูทรงแล้วน่าจะเป็นลูกของไอ้อ้วนลงพุงนั่นแหละ

เสียงทะเลาะเบาะแว้งของพวกเขาเรียกความสนใจจากผู้อยู่อาศัยที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น ไม่นานนัก หน้าทางเข้าตึกก็มีจีนมุงล้อมวงเข้ามาดู

หมิงเต้าปรับลมหายใจให้ช้าลง ตั้งสมาธิฟังบทสนทนา

“พี่หวัง พูดกันให้รู้เรื่องหน่อยดิวะ! ไอ้นี่มันกุนเชียงหมูรมควันที่พี่ตากไว้ที่โถงทางเดิน อันนี้ไม่เถียง! แต่ดูสถานการณ์ตอนนี้สิ ไฟก็ดับ ของในตู้เย็นบ้านพี่ก็ต้องเน่าหมดอยู่แล้ว เนื้อเยอะขนาดนี้ ครอบครัวพี่สามคนจะยัดเข้าไปหมดเหรอ? เอาออกมาแบ่งให้เพื่อนบ้าน ช่วยกันให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปไม่ดีกว่ารึไง?”

ไอ้อ้วนลงพุงน้ำลายแตกฟอง พูดจาดูดีมีหลักการซะเหลือเกิน

“ผายลมเถอะ! หลี่เหล่าซาน นี่มันของที่ญาติฉันทำส่งมาให้จากต่างจังหวัด เส้นนึงตั้งหลายสิบหยวน! เรื่องอะไรฉันต้องแบ่งให้แก? ช่วยกันผ่านวิกฤต? ฉันว่าแกจ้องจะฉวยโอกาสปล้นกันมากกว่า!”

หนุ่มแว่นที่ชื่อพี่หวังไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว มือยังคงกำราวเหล็กแน่น ราวกับพร้อมจะแลกด้วยชีวิต

สายตาของหมิงเต้ามองข้ามคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ไปหยุดอยู่ที่ราวเหล็กนั้น

โอ้โห! ของดีนี่หว่า!

มันคือราวตากผ้าแบบพับเก็บได้ แต่สิ่งที่แขวนอยู่บนนั้นไม่ใช่เสื้อผ้า กลับเป็นพวงกุนเชียงและหมูสามชั้นรมควันที่มันวาววับ สะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายสีทองเหมือนเคลือบน้ำผึ้ง ดูยั่วน้ำลายสุดๆ

กะด้วยสายตาคร่าวๆ เฉพาะกุนเชียงก็มีหลายสิบเส้น ยังไม่นับหมูสามชั้นรมควันชิ้นหนาๆ ที่แทรกมันสวยงามอีกหลายเส้น

มิน่าล่ะถึงได้กัดกันขนาดนี้ หมิงเต้าเข้าใจสถานการณ์ทันที แววตาของเขาเริ่มมีประกายบางอย่าง

ในยุคที่โลกสงบสุข การที่เพื่อนบ้านเอาของมาวางไว้ที่โถงทางเดินเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเวลานี้ กุนเชียงพวกนั้นมีค่าไม่ต่างอะไรกับทองคำแท่งสักลังหนึ่ง

“ฉวยโอกาสปล้นอะไร? ให้ทุกคนช่วยกันตัดสินสิ!” หลี่เหล่าซานหันไปทางจีนมุง พยายามปลุกระดม

“ครอบครัวมันมีกันแค่สามคน แต่นั่งทับกองเนื้อขนาดนี้! แล้วพวกเราล่ะ? ที่บ้านมีทั้งคนแก่ทั้งเด็ก มื้อนี้กินเสร็จ มื้อหน้าจะไปหาที่ไหนยังไม่รู้เลย! พวกเราสมควรนอนรอความตายงั้นเหรอ? สถานการณ์แบบนี้ มันควรจะเอาเสบียงมารวมกัน แล้วแจกจ่ายให้เท่าเทียมกันสิ!”

“ใช่! พูดถูก! ต้องเอามาแจกจ่ายสิ!” วัยรุ่นด้านหลังรีบเป็นลูกคู่ทันที

ฝูงชนเริ่มฮือฮา มนุษย์ป้าคนหนึ่งที่อุ้มเด็กอยู่พูดขึ้นอย่างลังเล

“เสี่ยวหวังเอ๊ย ป้าว่า... ที่ช่างหลี่พูดก็มีเหตุผลนะ เนื้อตั้งเยอะแยะ พวกเธอฉีกกินไม่หมดหรอก เก็บไว้นานเดี๋ยวก็เน่าเสียของ...”

“นั่นสิ! เวลานี้ไม่ใช่เวลามาหวงสมบัติส่วนตัวแล้ว!”

“เอาออกมาเถอะ แบ่งๆ กัน ดีกว่าปล่อยให้เน่าคาบ้านแกคนเดียว!”

สายตาของพวกไทยมุงเริ่มเปลี่ยนไป จากตอนแรกที่แค่มามุงดูเรื่องชาวบ้าน แต่พอเห็นกุนเชียงพวงใหญ่เต็มราวเหล็ก ความโลภก็เริ่มก่อตัวขึ้นในแววตาของทุกคน ไม่มากก็น้อย

ชายฉกรรจ์สองสามคนเริ่มขยับเท้าก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง กลืนน้ำลายดังเอือก แววตาไม่น่าไว้วางใจ

“พวกคุณ... พวกคุณจะปล้นกันเหรอ!”

ภรรยาของพี่หวังกอดลูกที่กำลังร้องไห้จ้า เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความกลัว

ตัวพี่หวังเองก็โกรธจนตัวสั่น แต่พอมองเห็นสายตานับสิบคู่รอบตัวที่จ้องมาเหมือนหมาป่าหิวโซ ความกล้าหาญเมื่อครู่ก็เริ่มหดหาย เขารู้ตัวดีว่า เขาต้านทานไม่ไหวแน่

หลี่เหล่าซานเห็นท่าทีนั้นก็แสยะยิ้มอย่างได้ใจ ยื่นมือจะไปคว้ากุนเชียงบนราว

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

เสียงตวาดดังลั่นเปี่ยมด้วยพลังอำนาจ ฝูงชนแหวกทางออกโดยอัตโนมัติ หัวหน้า รปภ. หลิวกั๋วต้ง เดินนำ รปภ. อีกสองคนเข้ามาอย่างรวดเร็ว โทรโข่งสีดำในมือของเขาเวลานี้เปรียบเสมือนคทาอาญาสิทธิ์

“เอะอะอะไรกัน? มารวมหัวทำอะไรตรงนี้? จะก่อกบฏรึไง!”

หลิวกั๋วต้งถลึงตาใส่ ดูน่าเกรงขามไม่น้อย

มือของหลี่เหล่าซานชะงักค้างกลางอากาศ สีหน้าฉายแววเกรงกลัววูบหนึ่ง แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือ เถียงกลับไปว่า

“หัวหน้าหลิว มาก็ดีแล้ว! ช่วยตัดสินหน่อย! บ้านไอ้แก่หวังมันกักตุนเนื้อไว้ตั้งเยอะ แต่ไม่ยอมเอามาแบ่งปัน แบบนี้มันเห็นแก่ตัวชัดๆ ไม่ใช่เหรอ?”

หลิวกั๋วต้งขมวดคิ้ว เดินไปดูที่ราวเหล็ก แวบหนึ่งนัยน์ตาเขาก็กระตุกวูบ

เนื้อเยอะขนาดนี้ กินกันสิบกว่าคนได้เป็นอาทิตย์เลยนะเนี่ย!

เขาซ่อนแววตาอยากได้ไว้อย่างแนบเนียน แล้วหันไปหาพี่หวัง น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย

“ตาเฒ่าหวัง นี่ของบ้านแกจริงๆ เหรอ?”

“ใช่ครับ! หัวหน้าหลิว ของบ้านผมเอง! ผมใช้เงินซื้อมาทั้งนั้น!”

พี่หวังเหมือนเห็นขอนไม้ลอยมาช่วยคนตกน้ำ รีบตอบรับทันที

หลิวกั๋วต้งพยักหน้า กระแอมไอหนึ่งที แล้วประกาศเสียงดังฟังชัด

“ในเมื่อเป็นของบ้านช่างหวัง มันก็คือทรัพย์สินส่วนตัวของเขา! ใครหน้าไหนก็ห้ามแย่ง! เรายังไม่ตกต่ำถึงขั้นต้องปล้นชิงกัน!”

ครอบครัวพี่หวังถอนหายใจด้วยความโล่งอก

แต่ทว่า... หลิวกั๋วต้งกลับเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน เขาหันมามองพี่หวัง สายตาล่อกแล่กนิดหน่อย น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเชิงปรึกษาหารือ

“แต่ว่า... ตาเฒ่าหวังเอ๊ย สถานการณ์ตอนนี้มันพิเศษจริงๆ ทุกคนก็ขาดแคลนของกิน แกดูสิ เนื้อตั้งเยอะแยะ บ้านแกกินไม่หมดหรอก อากาศร้อนขึ้นทุกวัน เดี๋ยวก็เน่าเสียเปล่าๆ เอาอย่างนี้ไหม... แกแบ่งออกมาสักส่วน ถือซะว่า... ช่วยเหลือเพื่อนบ้านยามยาก?”

จังหวะที่พูด ท้องไส้ของเขาก็ดันทรยศ ร้อง “โครกคราก” ออกมาเสียงดัง

ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ พวกเขาทีม รปภ. ยังไม่มีข้าวตกถึงท้องเลยสักเม็ด ในป้อมยามมีแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่กี่ห่อ

ผู้ชายตัวควายหกคน แบ่งกันกินคนละคำก็หมดแล้ว อนาคตจะหาข้าวกินที่ไหนก็ยังไม่รู้ ความหิวเริ่มกัดกินความตั้งใจในการรักษาความสงบเรียบร้อยไปจนเกือบหมด

สีหน้าของพี่หวังกลับมาซีดเผือดอีกครั้ง เขาอ้าปากจะปฏิเสธ แต่หลี่เหล่าซานไม่เปิดช่องว่างให้

“ได้ยินมั้ย! หัวหน้าหลิวเขายังพูดแบบนี้! เอามานี่!”

พูดจบ มันก็ยื่นมือออกไปอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายคือหมูสามชั้นชิ้นใหญ่ที่สุด!

“มึงกล้าเรอะ!” พี่หวังตะโกนก้อง ถลันตัวเข้าไปขวางสุดชีวิต

สถานการณ์หลุดการควบคุมทันที!

วัยรุ่นสองคนด้านหลังหลี่เหล่าซานกรูเข้าไปผสมโรง ชาวบ้านแถวนั้นที่โดนปั่นหัวก็เริ่มขยับตัว ปิดล้อมครอบครัวพี่หวังไว้ทุกทิศทาง อีกนิดเดียวจะกลายเป็นจลาจลย่อมๆ แล้ว!

“หยุด! กูบอกให้หยุด!”

ทันใดนั้น เสียงตะโกนก็ดังขึ้นอีกระลอก จากทางทิศเหนือและทิศใต้ รปภ. ที่เหลืออีกสามคนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาสมทบ

เมื่อรวมกับทีมของหลิวกั๋วต้ง ตอนนี้มี รปภ. ในเครื่องแบบพร้อมกระบองครบมือยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ 6 คน เข้ามาแทรกกลางแยกร่างคู่กรณีออกจากกัน

ชายฉกรรจ์ 6 คนยืนทะมึน ใครจะไม่กลัว? พวกที่กำลังจะรุมทึ้งเมื่อกี้ รีบถอยกรูดไปสองสามก้าวโดยสัญชาตญาณ

หลิวกั๋วต้งมองภาพตรงหน้าแล้วลอบถอนหายใจในใจ เขารู้ดีว่าลำพังเหตุผลคงใช้ไม่ได้ผลแล้ว เขาเดินเข้าไปประชิดตัวพี่หวัง แล้วกระซิบเสียงเครียด

“ตาเฒ่าหวัง ถือว่าฉันขอร้องเถอะ วันนี้ถ้าแกไม่แบ่ง พวกมันปล้นแน่ ฉันกันได้ครั้งหนึ่ง แต่กันครั้งที่สองไม่ได้หรอก ลูกน้องฉันอีกห้าคนก็หิวไส้กิ่วเหมือนกัน แกแบ่งเนื้อออกมาส่วนหนึ่ง ฉันหลิวกั๋วต้งจะติดหนี้บุญคุณแก รับรองความปลอดภัยให้บ้านแกวันนี้ แต่ถ้าไม่... คนมันหิวจนหน้ามืด ฉันก็คุมไม่อยู่แล้วนะ”

คำพูดนี้ คือคำขู่ และคือความจริงที่โหดร้าย

พี่หวังมองหลิวกั๋วต้ง สลับไปมอง รปภ. อีก 5 คนที่สายตาหิวกระหายไม่ต่างกัน แล้วกวาดตามองเพื่อนบ้านรอบๆ ที่จ้องเขาตาเป็นมัน

สุดท้ายสายตามาหยุดที่ลูกเมียที่กำลังตัวสั่นงันงก ความโกรธแค้นและความไม่ยินยอมในแววตา ค่อยๆ มอดดับลงกลายเป็นความสิ้นหวัง

เขารู้ตัวแล้วว่า ไม่มีทางเลือกอื่น คนไม่ผิด ผิดที่ดันมีของมีค่าติดตัว กุนเชียงมันย่องพวกนี้ กลายเป็นตัวเรียกตีนชัดๆ

เขาคลายมือที่กำราวเหล็กออกอย่างหมดแรง ก่อนจะพูดเสียงแหบพร่า

“...พูดแล้ว คืนคำไม่ได้นะ”

จบบทที่ บทที่ 3 กุนเชียงพิสูจน์สันดานคน

คัดลอกลิงก์แล้ว