- หน้าแรก
- อาจารย์ข้าทะลวงทุกคราวเมื่อถึงวาระ
- บทที่ 30 หนอนวิญญาณมรณะ
บทที่ 30 หนอนวิญญาณมรณะ
บทที่ 30 หนอนวิญญาณมรณะ
บทที่ 30 หนอนวิญญาณมรณะ
หากสามารถย้อนเวลากลับไปได้อีกครั้ง สวีฝานย่อมต้องเลือกที่จะปะทะกับพระเอกตั้งแต่ตอนพบกันครั้งแรกให้ถึงที่สุด แล้วค่อยถอยออกมาเล็กน้อย แบบนั้นคงจะปลอดภัยเสียยิ่งกว่า
คิดจะผูกมิตรกับพระเอกงั้นหรือ เรื่องเช่นนี้ช่างอันตรายเกินไปนัก
ขณะนี้ สวีฝานกำลังคิดอย่างรวดเร็ว พยายามหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันตรายเบื้องหน้า
ขณะนั้นเอง สวีฝานก็ได้รับเสียงส่งสารจากเย่เซียวเหยา
“ศิษย์น้องสวี ข้าต้องขออภัยที่ทำให้เจ้าพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
“หลังจากที่ข้าต่อสู้กับพวกมารขั้นแก่นทองทั้งห้าคนนั้นแล้ว ข้าจะฉวยโอกาสใช้กระบี่บินส่งเจ้าออกไปให้ไกล”
“เป้าหมายของพวกมันคือตัวข้า ไม่น่าจะตามล่าเจ้าหรอก”
“อย่าห่วงข้า ข้าหาทางหนีได้เอง”
สวีฝานได้ฟังถ้อยคำของเย่เซียวเหยา ใบหน้าก็ยิ่งแสดงความเคร่งเครียด หากพวกมันเปลี่ยนใจไล่ล่ามาทางข้า ข้าจะไม่ถึงฆาตหรอกหรือ
ยังไม่ทันที่สวีฝานจะได้ตอบ เย่เซียวเหยาก็เปิดฉากจู่โจมเสียแล้ว
“พวกแก่นทองห้าคนแล้วจะอย่างไร” เย่เซียวเหยากล่าวอย่างองอาจ กระบี่บินทั้งห้าที่ลอยอยู่ข้างกายรวมตัวกันกลายเป็นค่ายกลกระบี่ในพริบตา
“วิชาเพลิงสวรรค์ ห้าทิศประจัญ”
ค่ายกลกระบี่ขนาดมหึมาปรากฏขึ้นทันที ตรึงพวกมารระดับแก่นทองทั้งห้าไว้ภายใน
ส่วนกระบี่บินที่สวีฝานโดยสารอยู่นั้น พอเย่เซียวเหยาเริ่มลงมือ มันก็ทะยานตรงไปยังทิศทางของนิกายเชวี่ยเทียนอย่างรวดเร็ว
ขณะนั้นเอง มารระดับแก่นทองที่เป็นหัวหน้าก็แววตาวาววับด้วยแสงอำมหิต
“เล่ยซื่อ ไปจัดการเจ้าหนูหล่อปราณนั่นให้เสร็จสรรพเร็วเข้า ที่นี่ไม่ใช่ที่มัวรีรอ”
“รับทราบ”
หนึ่งในมารระดับแก่นทองก็เร่งพลังทะยานฝ่าค่ายกลมุ่งไปทางที่กระบี่บินของสวีฝานหลบหนี
สีหน้าเย่เซียวเหยาพลันเปลี่ยน เขาชักกระบี่บินที่เน้นโจมตีออกมาตามไล่ล่ามารตนนั้นทันที
“อยากช่วยเพื่อนเจ้ารึ ฝันไปเถอะ”
มารอีกสี่ตนโถมมาขวางเย่เซียวเหยาไว้ทันที
เย่เซียวเหยาครางเบา ๆ อย่างเจ็บใจ
“เจ้าหนู เอาใจมาใส่เรื่องตัวเองเถอะ ไอ้หนูนั่นมันแปลกนัก ถึงเจ้าตายมันก็ไม่ตายหรอก”
“ตั้งใจต่อสู้ซะ”
เย่เซียวเหยาชักสีหน้าดุดัน มองสี่มารตรงหน้าด้วยความอาฆาต
“วันนี้พวกเจ้าทุกคน อย่าหวังจะหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว”
เพลิงสีแดงสาดแสงฟ้า แสงกระบี่กรีดเฉียดไปทั่ว
บนกระบี่บิน สวีฝานกำลังจ้องมองแสงเร้นลับที่ไล่ตามมาเบื้องหลังด้วยสีหน้าขมขื่น ความคิดเรื่องเอาชีวิตรอดแล่นวูบในสมอง
‘หากข้ามีโอกาสอีกครั้ง ข้าจะไม่มีวันออกจากนิกายง่ายดายแบบนี้เด็ดขาด’
เมื่อแสงเร้นลับของมารระดับแก่นทองใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ สวีฝานก็รู้ทันทีว่าต้องลงมือเสียแล้ว
“ให้ตายเถอะ หล่อปราณสู้แก่นทอง ช่างเหลวไหลนัก”
ในมือสวีฝานปรากฏลูกแก้ววิญญาณมังกรขึ้นมา ข้างกายก็ปรากฏหุ่นเชิดมังกรน้อยอีกตัว
“ยอมเสียทรัพย์ก็แล้วกัน”
ลูกแก้ววิญญาณมังกรแผ่รัศมีแสงเขียวพร่างพราย เงามังกรยาวนับร้อยเมตรพุ่งเข้าไปในร่างของหุ่นเชิดมังกรทันที
“โอ้ววววววววววววววววววววววว”
เสียงคำรามสะท้านฟ้าดังลั่น หุ่นเชิดมังกรยักษ์ปรากฏขึ้นในทันที แสงเร้นลับของมารที่ไล่ตามกระบี่บินมาหยุดชะงัก
มารระดับแก่นทองผู้มีสีหน้าอำมหิต เหลือบตามองหุ่นเชิดมังกรยักษ์แล้วแววตาก็เปล่งประกายประหลาด
“คาดไม่ถึงว่าเจ้าตัวกระจ้อยแค่หล่อปราณกลับครอบครองสมบัติระดับนี้ ช่างโชคดีของข้าเสียจริง”
ในสายตามารแก่นทอง ต่อให้หุ่นเชิดมังกรนี้จะมีพลังระดับปลายขั้นวางรากฐาน มันก็ยังเป็นแค่ระดับวางรากฐานอยู่ดี
สวีฝานไม่สนใจคำพูดของมารตนนั้น เขากำลังเพ่งสมาธิร่ายอักขระลึกลับสุดท้ายของอาวุธเวทชิ้นนี้
“ท่านผู้อาวุโสระดับแก่นทอง หากปล่อยข้าไปสักครั้งจะเป็นไรเล่า”
หลังจากร่ายคาถาเรียบร้อย สวีฝานก็ถอนหายใจแรง พลังระดับแก่นทองชั่วครู่หนึ่งน่าจะพอให้หลบหนี
“ได้สิ ไว้เจอข้าอีกทีในชาติหน้าแล้วกัน”
ในขณะนั้นเอง หินวิญญาณ 5,000 ก้อนที่ฝังในหุ่นเชิดก็สลายตัวไปในชั่วพริบตา พลังวิญญาณพลันระเบิดขึ้น
เพียงชั่วอึดใจ พลังของหุ่นเชิดมังกรก็ทะลุปลายวางรากฐานกลายเป็นระดับต้นของแก่นทอง
สวีฝานไม่พูดพล่าม รีบออกคำสั่งให้หุ่นเชิดสังหารมารเบื้องหน้า แล้วจึงหลบหนีไปยังนิกายเชวี่ยเทียน
เสียงระเบิดจากการต่อสู้เบื้องหลังดังก้องไปทั่วท้องฟ้า
“ให้ตายเถอะ สมบัติแบบนี้ ข้าต้องกลับไปสร้างสักสิบชิ้น”
มารระดับแก่นทองผู้ที่ต่อสู้อยู่กับหุ่นเชิด จ้องมองสวีฝานที่กำลังหลบหนีอย่างเหยียดหยัน เขาอาศัยจังหวะถอยตัว ยกนิ้วชี้ดีดเบา ๆ
หนอนวิญญาณมรณะสีดำตัวหนึ่งพุ่งออกมามุ่งไปทางสวีฝาน ร่างมันสั่นไหวคล้ายเร้นลับอยู่ในอากาศ
“วิชาของผู้บำเพ็ญแก่นทอง เจ้าหนูระดับหล่อปราณอย่างเจ้าจะหลบหนีได้อย่างไร”
“คิดหนีงั้นรึ เจอกันชาติหน้าเถอะ น่าเสียดายสมบัติชิ้นนั้นเสียจริง”
เขามองออกว่าสวีฝานได้ปลุกกลไกทำลายตนเองของอาวุธเวทนั่นแล้ว ถึงได้ทำให้หุ่นเชิดมีพลังเทียบเท่าแก่นทองได้ชั่วครู่
ขณะนี้สวีฝานที่กำลังหลบหนี รู้สึกราวกับรอดตายจากขุมนรก
“กลับถึงนิกาย ข้าจะไม่มีวันออกมาอีกแล้วให้ตายสิ”
ยังไม่ทันที่สวีฝานจะพูดจบ ความรู้สึกเย็นวาบประหนึ่งโดนอะไรบางอย่างจู่โจมก็แล่นวาบทั่วกาย
‘โล่ธาตุดิน’
‘โล่ธาตุไฟ’
‘การป้องกันทางจิต’
‘โล่แสงวิญญาณ’
อุปกรณ์เวทป้องกันทั้งสี่ชิ้นหมุนวนรอบตัวสวีฝานทันที
“เป็นเวทคำสาปทางจิตงั้นรึ?”
สิ้นคำพูด แสงเงาสีดำก็พุ่งตรงเจาะเข้าระหว่างคิ้วของสวีฝานในพริบตา
“บัดซบ ติดกับเข้าให้แล้ว”
ทันใดนั้น อุปกรณ์เวททั้งหมดรอบกายสวีฝานก็หมดฤทธิ์
ร่างของเขาเริ่มลอยร่วงช้า ๆ ลงสู่เบื้องล่างผ่านกลุ่มเมฆ
ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนหมดสติ สวีฝานได้ปลุกเวทเบาร่างที่ฝังอยู่ในชุดคลุมขึ้นมา
…
ภูเขาหมอกเมฆตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของแคว้นอู๋ บนเขานั้นมีหิมะปกคลุมตลอดปี ชาวบ้านที่เชิงเขาดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และเก็บสมุนไพรวิญญาณ
ทีมเก็บสมุนไพรกลุ่มหนึ่งกำลังค้นหาโสมวิญญาณหิมะในภูเขาหิมะ
“เจ้าเด็กฟันน้ำนม วันนี้เจ้ามาครั้งแรก ที่ภูเขาหิมะแห่งเรามีกฎเกณฑ์มากมายในการเก็บสมุนไพร” ชายชราผู้หนึ่งกล่าวกับเด็กชายวัยเพียงแปดขวบ
“ท่านปู่ ท่านว่ามาเลยตราบใดที่ข้าได้เงินเลี้ยงข้ากับน้องให้ได้อิ่ม ข้ายอมทำทุกอย่าง” เด็กชายกล่าวอย่างซื่อตรง เขายังจำคำพูดของพ่อก่อนสิ้นใจได้ดี
“บนภูเขาหิมะ เจ้าต้องเชื่อฟังคำของปู่จ่างซั่นเพียงผู้เดียว แบบนั้นเจ้าถึงจะรอด”
“หากเจอสัตว์วิญญาณต้องคุกเข่า หากเจอเซียน ยิ่งต้องคุกเข่า” ชายชรากล่าว
“ถ้าเจออสูรหิมะ ต้องไม่ใช่คนสุดท้ายที่วิ่งหนี หากไม่ไหวจริง ๆ ก็จงกระโดดหน้าผา บางทีอาจจะมีโอกาสรอดอยู่บ้าง”
“หากตนยังไม่มีกำลังมากพอ สมุนไพรที่เจ้าเก็บได้ อย่าได้คิดเก็บไว้คนเดียว ต้องแบ่งครึ่งให้คนที่แข็งแกร่งที่สุดในทีมก่อนเสมอ”
ชายชราบอกกฎเกณฑ์การเอาชีวิตรอดบนเขาหิมะให้เด็กชายทีละข้อ เด็กชายก็จดจำไว้ทั้งหมด
“เจ้าเป็นเด็กดีจงมีชีวิตรอดไว้ให้ได้ อย่าให้ความหวังของพ่อเจ้าต้องสูญเปล่า”
ชายชราลูบศีรษะเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูพลางคิดในใจว่าหากเด็กคนนี้เป็นหลานของตนได้ก็คงดี
“ท่านปู่ ข้าจำที่ท่านสอนไว้หมดแล้ว” เด็กชายกล่าวอย่างจริงจัง
“ดีมาก”
ชายชราพาเด็กชายเดินตามท้ายขบวน เส้นทางขึ้นเขาหิมะต้องใช้เวลาสามชั่วยามและเวลาสำหรับเก็บสมุนไพรมีเพียงสามชั่วยามเช่นกัน เนื่องจากหิมะตกตลอดปี หากอยู่บนเขานานเกินหกชั่วยามจะเสี่ยงต่อการถูกพิษเย็น
“ท่านปู่ ท่านเคยเจอเซียนหรือไม่” เด็กชายเอ่ยถาม
“เคยสิ ข้ายังเคยคุยกับเซียนมาบ้างเลยนะ” ชายชราพูดยั่วเด็กชาย
“แล้วเซียนหน้าตาเป็นอย่างไรหรือขอรับ ท่านปู่?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ยังไงก็ไม่เหมือนเจ้าหรอก ไอ้เด็กทึ่มเอ๊ย”