- หน้าแรก
- อาจารย์ข้าทะลวงทุกคราวเมื่อถึงวาระ
- บทที่ 27 น้ำผึ้งราชาผึ้งกลืนวิญญาณ
บทที่ 27 น้ำผึ้งราชาผึ้งกลืนวิญญาณ
บทที่ 27 น้ำผึ้งราชาผึ้งกลืนวิญญาณ
บทที่ 27 น้ำผึ้งราชาผึ้งกลืนวิญญาณ
ในเวลานี้ หวังอวี้หลุนแทบหมดสิ้นความหวังโดยสิ้นเชิง
เบื้องหน้าเขา ผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตถึงสองครั้งนามว่าสวีฝานกำลังกินอาหารโต๊ะที่สามอย่างไม่ยั้งมือ
“พี่สวี ขะ...ข้าพกหินวิญญาณมาไม่มากนัก ข้า...ขอเลี้ยงคราวหน้าแทนได้หรือไม่” หวังอวี้หลุนกระซิบถามเบา ๆ
สวีฝานเหลือบมองเขานิดหนึ่งก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“ใจเสาะเช่นนั้นเลยหรือ นี่เพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้น”
ภายใต้ฤทธิ์ของเวทอิ่มทิพย์ อาหารวิญญาณทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณบริสุทธิ์ค่อย ๆ เสริมสร้างร่างกายของสวีฝาน
ความรู้สึกอิ่มเอมและเปี่ยมสุขพลันไหลบ่าขึ้นมา
เวทนี้ยังมีผลต่ออารมณ์ของผู้ใช้ด้วยหรือ
ในที่สุด สวีฝานก็ยอมวางตะเกียบ ไม่สั่งอาหารเพิ่มอีก
“เจ้าจัดหาน้ำผึ้งราชาผึ้งกลืนวิญญาณไว้ได้กี่ชั่ง คิดว่าเพียงพอประจบแม่ยายเจ้าหรือไม่” สวีฝานกล่าวพลางจิบน้ำชา
“ประมาณสิบชั่ง ข้าคิดว่าน่าจะพอแล้วกระมัง” หวังอวี้หลุนตอบ แม้ในใจก็ยังไม่แน่ใจนัก น้ำผึ้งนี้แม้หายาก แต่ก็ใช่ว่าจะรักษาบาดแผลเร้นลับได้เพียงอย่างเดียว
“ถ้าไม่พอก็เอ่ยปาก ข้าอาจจะช่วยเจ้าได้”
กล่าวลาร่ำลาหวังอวี้หลุนแล้ว สวีฝานก็ตรงดิ่งไปยังหอการค้าที่เชี่ยวชาญด้านซื้อขายสมบัติสวรรค์โลกา
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่หอว่านเป่าโหลว เขาก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น
“เชิญท่านไปยังห้องรับรองแขกวีไอพีก่อน เดี๋ยวข้าจะเรียกผู้เชี่ยวชาญด้านประเมินสมบัติมาบริการท่านโดยเฉพาะ” ผู้ดูแลระดับช่วงหล่อปราณคนหนึ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ย่อมได้”
สวีฝานกวาดตามองหอว่านเป่าโหลวที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คน ว่ากันว่าทุกครั้งที่เขตลับเปิดประตู กลุ่มหอการค้าเหล่านี้จะเข้าสู่ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวสมบัติแห่งปี สมบัติฟ้าดินหายากทั้งหลายหลั่งไหลมาให้พวกเขากว้านซื้ออย่างบ้าคลั่ง
ทุกครั้งหลังเขตลับ มีข่าวลือว่าใครบางคนได้รับโชควาสนาหรือสมบัติล้ำค่าอันหาได้ยาก
ในห้องรับรอง สวีฝานเพิ่งจิบชาจบแก้วก็มีสาวงามผู้หนึ่งก้าวเข้ามา
“สวัสดีท่าน ข้าคือว่านหลิงเอ๋อร์ ผู้ประเมินสมบัติแห่งว่านเป่าโหลว”
“ท่านต้องการขายสิ่งใด โปรดวางใจว่าเราจะเสนอราคาที่เป็นธรรมแก่ท่าน” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แววตาพราวระยับ หวังว่าอาจจะได้ลูกค้ารายใหญ่
สวีฝานหยิบขวดเวทขนาดเล็กสำหรับเก็บของเหลววางบนโต๊ะ ด้านในคือน้ำผึ้งราชาผึ้งกลืนวิญญาณ 100 ชั่ง
เขายกมือเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายตรวจสอบ
ว่านหลิงเอ๋อร์หยิบขวดขึ้น เปิดผนึกอาคม ก้มดมเบา ๆ
กลิ่นหอมหวานแฝงพลังวิญญาณรุนแรงกระแทกเข้าหัวใจเพียงชั่วลมหายใจเดียวก็รู้สึกเหมือนกินโอสถชั้นเลิศเข้าไป
“ท่านเพิ่งออกจากเขตลับมาใช่หรือไม่” นางกล่าวพลางเริ่มประเมินปริมาณในขวด
“เพิ่งออกมา เห็นว่าสมควรจะจัดการของพวกนี้ให้เรียบร้อย” สวีฝานตอบง่าย ๆ ในเมื่อโอสถและแร่ที่ได้จากเขตลับเขาสามารถนำไปใช้เองได้จึงไม่จำเป็นต้องขาย
ว่านหลิงเอ๋อร์ลองแตะน้ำผึ้งนิดหนึ่งเข้าปาก ชิมอย่างตั้งใจ
“ท่าน น้ำผึ้งชุดนี้คุณภาพดีมาก ข้าขอเสนอ 2,500 หินวิญญาณต่อชั่ง ท่านว่าอย่างไร” นางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ทว่าราคากลับต่ำกว่าที่สวีฝานประเมินไว้เล็กน้อย
“แม่นาง ลองเรียกผู้ประเมินที่มีประสบการณ์มากกว่านี้เถิด ข้าคิดว่าเขาจะประเมินมูลค่าได้แม่นยำกว่านี้” สวีฝานกล่าวอย่างสงบ ไม่เชื่อว่าของล้ำค่าถึงเพียงนี้จะมีราคาเพียงเท่านี้
คิ้วงามของว่านหลิงเอ๋อร์ขมวดมุ่นชั่วครู่ นี่มันดูแคลนฝีมือข้าใช่หรือไม่?
“ท่านรอสักครู่”
ว่านหลิงเอ๋อร์ออกจากห้องไปด้วยใจหดหู่ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้รับหน้าที่ประเมินสมบัติกลับพลาดเป้า เสียหน้าไม่พอยังไม่รู้ว่าจะโดนพี่สาวผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมาเยาะเย้ยเพียงใด
สวีฝานยังคงนั่งจิบชาสงบใจพร้อมครุ่นคิดว่าในอนาคตควรปลูกต้นชาสักสองสามต้นดีหรือไม่ อีกยาวไกลนัก ชีวิตของเขา
จากนั้นไม่นาน ผู้อาวุโสผมขาวระดับช่วงแก่นทองคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้อง
“คารวะท่านผู้อาวุโส” สวีฝานลุกขึ้นทันที
“ผู้มาเยือนคือแขก ไม่ต้องเกรงใจ”
ผู้อาวุโสหยิบขวดเล็กขึ้นดู
“น้ำผึ้งราชาผึ้งกลืนวิญญาณ ข้าเสนอ 3,200 หินวิญญาณต่อชั่งเป็นอย่างไร” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความประหลาดใจ นานนักแล้วที่หอการค้าแห่งนี้มิได้รับของล้ำค่าเช่นนี้
“ตกลงตามที่ท่านเสนอ” สวีฝานพยักหน้าอย่างพอใจ ราคาสูงกว่าที่เขาคิดไว้ถึง 200 หินวิญญาณ
ครั้นเงินตกเข้ามือ หัวใจของสวีฝานถึงกับเต้นรัว รู้สึกราวกับถูกล็อตเตอรี่
ขณะเดียวกันในหอว่านเป่าโหลว
“ไม่คิดเลยว่าครั้งแรกจะพลาดแบบนี้ กลับไปยังไม่รู้จะถูกพี่สาวเยาะเย้ยเช่นไร” ว่านหลิงเอ๋อร์ถอนใจพลางโทษสวีฝานในใจ ก็แค่ให้โอกาสข้าหน่อยไม่ได้หรือ?
“ผิดเป็นครู เจ้ายังมีหนทางอีกยาวไกล”
“หน้าที่ประเมินสมบัติเป็นเพียงงานรองสำหรับเจ้า การฝึกบำเพ็ญเพียรจึงเป็นสิ่งสำคัญ” ผู้อาวุโสกล่าวด้วยความเอ็นดู ลูกสาวของเจ้าสำนักหอว่านเป่าโหลวจะมัวมาทำหน้าที่นี้อยู่ได้อย่างไร
“เจ้าค่ะ” ว่านหลิงเอ๋อร์ตอบรับอย่างนอบน้อม
อีกฟากหนึ่ง สวีฝานที่ได้เงินมาแล้วกลับมิได้ฟุ่มเฟือย แต่บินกลับภูเขาส่วนตัว แล้วเริ่มจัดระเบียบทรัพย์สินที่ได้จากเขตลับ
“สมุนไพรเหล่านี้สามารถปรุงโอสถได้หลายเตา”
“แร่เหล่านี้ก็เพียงพอสำหรับสร้างอาวุธเวทหลายชิ้น”
จัดการจนเสร็จสิ้น เขาก็ตัดสินใจว่าจะปิดด่านเพื่อศึกษาตำราหยกโอสถและเวทที่ได้มา
ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เขาจึงร่ายเวทปล่อยกระเรียนกระดาษส่องแสงเขียวออกบินไปยังที่ว่าการพันธมิตร
ไม่นาน พั่งฝูก็บินออกจากยอดเขาของสวีฝานพร้อมหินวิญญาณและรายการหนึ่ง
วันถัดมา สวีฝานมองดูถุงเก็บของขนาดสิบจั้งจำนวนห้าใบตรงหน้า แล้วได้แต่ยิ้มแหย่ ๆ
“ดูท่าหินวิญญาณสามแสนก็ยังไม่พอใช้”
เมื่อมีทุน สวีฝานจึงกวาดซื้ออักขระสร้างอาวุธจากหอคัมภีร์มาทั้งหมด
จากนั้นก็จัดการกว้านซื้อสมุนไพรปรุงโอสถและแร่เวทอย่างเต็มที่
เขาเริ่มแผนการสู่เส้นทางแห่งปรมาจารย์โอสถและอาวุธเวทในคราวเดียวส่วนพลังฝึกตนปล่อยตามชะตาเถิด อย่างไรเสียเขาก็มีทางลัดวันสุดท้ายอยู่แล้ว
ฤดูใบไม้ผลิผ่านไป ฤดูใบไม้ร่วงเวียนมา สามปีล่วงเลยไป
ณ ห้องสร้างอาวุธระดับกลางในเขตใจกลางธรณี สวีฝานกำลังจ้องมองอาวุธเวทรวมชิ้นที่ยังไม่เสร็จด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“อักขระควบคุมวิญญาณกับอักขระแม่ลูกดูท่าจะไม่เข้ากัน หรือว่าเป็นอักขระส่งต่อพลังที่ขัดกัน” เขาลูบคางพลางพึมพำ
กลางอากาศ มีกระบี่เวทที่เหมือนจะพังค้างอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย อักขระที่เดิมควรเข้าคู่กลับแสดงปฏิกิริยาต่อต้านกัน
สวีฝานใช้พลังวิญญาณควบคุมให้กระบี่ลอยนิ่งกลางอากาศอยู่ในสภาพกึ่งหลอมไม่หลอม
“ใช่แล้ว ถ้าเข้ากันไม่ได้ก็ใช้เวอร์ชันพิเศษของอักขระแม่ลูกแทน แล้วเปลี่ยนอักขระควบคุมวิญญาณเป็นอักขระใยแมงมุม”
ดวงตาสวีฝานสว่างวาบ เขาหยิบพู่กันวาดอักขระออกมาแล้วเริ่มเขียนกลางอากาศ ทันใดนั้นอักขระเก้าสิบเก้าตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศ เรียงตัวตามแบบแผนบางอย่าง เริ่มหลอมรวมเข้ากับกระบี่
เมื่อเห็นอาวุธเวทสำเร็จรูปตรงหน้า สวีฝานจึงผ่อนลมหายใจ
กระบี่เล่มนี้ เขาตั้งชื่อว่าเชียนเหรินหรือพันคม เป็นผลงานที่หลอมล้มไปถึงหกครั้ง แต่ครั้งนี้สำเร็จในที่สุด