- หน้าแรก
- อาจารย์ข้าทะลวงทุกคราวเมื่อถึงวาระ
- บทที่ 8 ตำนานแห่งเรือยักษ์ลอยฟ้า
บทที่ 8 ตำนานแห่งเรือยักษ์ลอยฟ้า
บทที่ 8 ตำนานแห่งเรือยักษ์ลอยฟ้า
บทที่ 8 ตำนานแห่งเรือยักษ์ลอยฟ้า
หนึ่งเค่อผ่านไป สวีฝานสะบัดมือควบคุมตั๊กแตนเกราะหินไว้ได้
หวังอวี้หลุนที่บาดเจ็บทั่วร่างยืนข้างเขาด้วยสีหน้าเปี่ยมความละอาย
โลกแปรเปลี่ยนอีกครา ทั้งสองกลับมายังโลกแห่งความเป็นจริง
หวังอวี้หลุนมองสภาพร่างของตนเองอย่างประหลาดใจก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทึ่ง
“ศิษย์พี่สวี เวทวะกดจิตของท่านไปถึงระดับสุดยอดแล้วหรือ”
ในโลกที่สวีฝานสร้างขึ้นทุกบาดแผลล้วนสมจริงยิ่งนัก ทว่าเมื่อเวทสลายฉากทั้งหมดก็ราวกับความฝัน
“เรื่องนั้นช่างเถอะ มาคุยกันเรื่องจุดบกพร่องของเจ้าระหว่างต่อสู้ดีกว่า”
สวีฝานสะบัดมือหนึ่ง ปรากฏม่านแสงฉายภาพการต่อสู้ก่อนหน้านี้ของหวังอวี้หลุน
“เอาแบบตรง ๆ การต่อสู้เมื่อครู่ เจ้าทำอะไรแทบไม่ได้เลยมีแต่โดนกระหน่ำซัดอย่างเดียว”
“ข้าให้คำแนะนำหนึ่งข้อ หากเจอสัตว์อสูรประเภทนี้คนเดียว เจ้าจงหนีทันทีเถอะ” เขากล่าวเรียบ ๆ
“เอาล่ะ มาดูจุดที่เจ้าควรปรับปรุงอย่างแรก”
ภาพหยุดนิ่งที่จังหวะที่หวังอวี้หลุนร่ายเวทหอกเพลิงครั้งแรก
“การคาดคะเนของเจ้าไม่นับว่าเลวร้าย หากมันยังเคลื่อนไหวตามความเร็วเดิมก็คงโดนแน่”
“แต่สัตว์อสูรก็มีเชาวน์ เจ้าจึงต้องเข้าใจหลักหนึ่ง เวทแต่ละบทต้องสามารถปิดกั้นทุกทางหลบของศัตรูให้ได้”
ภาพบนม่านแสงแปรเปลี่ยนเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าหากหวังอวี้หลุนปรับมุมร่ายเวทอีกเล็กน้อย ผลลัพธ์จะแตกต่างอย่างไร
หวังอวี้หลุนเมื่อเห็นภาพก็ถึงกับตะลึง
“มุมของหอกเพลิงนี้...” ดวงตาของเขาลุกวาว
“หากเจ้าเปลี่ยนมุมร่ายเป็นเช่นนี้ ตั๊กแตนเกราะหินตัวนั้นไม่มีทางหลบได้” สวีฝานกล่าวต่อ
ภาพยังคงเล่นต่อไป หวังอวี้หลุนมองไม่วางตา เขารู้ว่าการเรียนรู้เช่นนี้หาได้ยากนัก
จากนั้นภาพตัดมาที่เวทบทที่ห้าของหวังอวี้หลุน
“ตอนนี้จิตใจเจ้าเริ่มไขว้เขวแล้ว การเคลื่อนไหวและร่ายเวทก็ผิดจังหวะไปหมด”
“ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าโดนหลบเวทถึงสี่ครั้งกลับไม่แม้แต่จะสังเกตจังหวะหลบของมันเลย”
สวีฝานเอ่ยพลางใช้นิ้วสองข้างทำมือเป็นดาบ แตะตรงหว่างคิ้วของหวังอวี้หลุน
หวังอวี้หลุนเคลื่อนไหวโดยสัญชาตญาณหลีกไปทางขวา แต่สวีฝานกลับแตะเข้าเป้าได้อย่างแม่นยำ
เขาถอนมือตามแล้วแตะอีกครั้งตรงตำแหน่งเดิมเป๊ะ
“เห็นหรือไม่ มนุษย์ทุกคนมีนิสัยเฉพาะตัวการหลบหลีกก็เช่นกัน”
“เมื่อเจ้าคาดการณ์ไม่แม่นก็จงจับจังหวะและลักษณะการเคลื่อนไหวของศัตรูให้ได้”
เมื่อกล่าวจบ สวีฝานก็สะบัดมือปิดม่านแสงลง
“ศิษย์พี่สวีแค่นี้เองหรือ ข้ายังรู้สึกว่าตนเองมีจุดบกพร่องอีกมาก ขออีกนิดเถิด” หวังอวี้หลุนร้อนรนกล่าวออกมาเพราะโอกาสเช่นนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ
“ของแบบนี้ ข้าพูดไปเจ้าใช่ว่าจะเข้าใจได้ทันที”
“เอาแค่นี้ก่อน รอเจ้าซึมซับได้แล้วค่อยมาว่ากันใหม่” สวีฝานกล่าวด้วยท่าทีลึกลับ ทว่าลึกในใจกลับภาคภูมิใจไม่น้อย
“หากว่างเมื่อใดก็มาฝึกที่นี่ได้” เขากล่าวต่อ
“ขอบคุณศิษย์พี่สวีมาก” หวังอวี้หลุนเอ่ยอย่างเบิกบาน สำหรับเขาที่นี่คือเส้นทางสู่การเข้าสู่วิหารยุทธ์สาขาอันดับหนึ่ง
สวีฝานกล่าวจบก็ทิ้งตัวนอนบนเก้าอี้อีกครั้ง
“เล่าหน่อยสิ เรื่องเรือยักษ์ลอยฟ้านั่นน่ะ” เขาถามด้วยความสนใจ
หวังอวี้หลุนก็ทิ้งตัวนั่งพิงในท่าทางเดียวกัน
“เรือลำนั้นชื่อว่าเรือลอยฟ้าหรือเรือยักษ์ลอยฟ้า ถูกสร้างขึ้นเมื่อห้าพันปีก่อนโดยมหาปรมาจารย์ของนิกายเราที่นำสมบัติทั้งนิกายเดินทางไปยังดินแดนศูนย์กลางว่าจ้างนิกายเทพศาสตราสร้างขึ้น”
“เพื่อให้ได้ลำนี้มา นิกายเราในสมัยนั้นหยุดรับศิษย์ถึงห้าสิบปี ทั้งนิกายอดออมทุกหยาดหยด”
“ศิษย์ยุคนั้นเห็นหินวิญญาณถึงกับตาแดงกันเลยทีเดียว”
“จนกระทั่งเรือลำนี้เสร็จสมบูรณ์ นิกายจึงฟื้นตัวและยกระดับขึ้นสู่ชั้นหนึ่งในวงการบำเพ็ญเพียร”
“แต่ตอนนั้นจำเป็นต้องมีถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไว้ทำอะไร ใช้รบ? ใช้หาแหล่งทรัพยากร?” สวีฝานเอ่ยอย่างสงสัย ภาพนี้ทำให้เขานึกถึงชาติเล็ก ๆ ที่ทุ่มทรัพย์สร้างเรือรบในชาติก่อน
“แน่นอนว่าเพื่อค้นหาทรัพยากร”
“ในแดนปักษาเหินฟ้าพื้นที่กว่าครึ่งเป็นมหาสมุทรเรียกรวมกันว่าทะเลไร้สิ้นสุด ว่ากันว่ากว้างไกลไร้ขอบเขต ทรัพยากรก็มากมายเหนือกว่าทุกถิ่น”
“สิ่งสำคัญคือในส่วนลึกของทะเลไร้สิ้นสุดมีทรัพยากรที่ทวีปของเราไม่มี”
“ทว่าความอันตรายในส่วนลึกนั้น แม้แต่ยอดฝีมือช่วงเผชิญเคราะห์ฟ้าฟาดก็ไม่กล้าเข้าไปเพียงลำพัง” หวังอวี้หลุนอธิบาย
“หมายความว่าหากจะเข้าสู่ทะเลไร้สิ้นสุด ต้องมีเรือยักษ์ลอยฟ้าเช่นนี้สินะ” สวีฝานว่า
“ใช่แล้ว เรือเช่นนี้เท่านั้นถึงต้านทานสัตว์อสูรระดับมหาบรรลุจำนวนมากได้”
“ได้ยินมาว่าในส่วนลึกของทะเลไร้สิ้นสุดเต็มไปด้วยสัตว์อสูรขนาดยักษ์ระดับหลอมสุญตาขึ้นไป”
“หากไม่มีสิ่งนี้ บรรดาผู้บำเพ็ญช่วงทารกวิญญาณขึ้นไปในนิกายเราคงไม่สามารถยืนหยัดได้ด้วยทรัพยากรบนแผ่นดินใหญ่เพียงอย่างเดียว”
“และที่สำคัญที่สุดคือเรือยักษ์นี้ไม่เพียงใช้ไปทะเลไร้สิ้นสุดได้เท่านั้น ยังสามารถเดินทางสู่ดินแดนเวหาที่ลือเลื่องได้ด้วย”
“ดินแดนเวหา?”
หวังอวี้หลุนชี้ขึ้นฟ้า แสดงว่าหมายถึงพื้นที่เบื้องบนที่สูงสุด
“นั่นมันจักรวาลชัด ๆ” สวีฝานนึกในใจ
“แต่ดินแดนเวหานั้น มีเพียงนิกายระดับสูงสุดเท่านั้นที่กล้าไป เรานั้นทำได้เพียงดำรงชีวิตในทะเลไร้สิ้นสุดเท่านั้น”
เมื่อหวังอวี้หลุนเล่าจบ สวีฝานก็เริ่มเข้าใจถึงความสำคัญของเรือยักษ์ลอยฟ้าลำนี้
หากจะเปรียบในชาติก่อนนี่ก็คืออาวุธนิวเคลียร์เป็นทั้งสัญลักษณ์ของฐานะและพลัง
“อวี้หลุน มีทางไหนให้ข้าได้ขึ้นไปดูเรือลำนั้นบ้าง” สวีฝานถามอย่างใคร่รู้
“เอ่อ ปกติแล้วผู้ที่เข้าไปในเรือยักษ์จะแบ่งเป็นสี่กลุ่มหลัก”
“หนึ่ง ผู้บำเพ็ญเพียรที่เชี่ยวชาญเวทตรวจจับเป็นผู้ควบคุมเรือ”
“สอง นักสู้จากวิหารยุทธ์ส่วนใหญ่คือเหล่าอาวุโสจากสาขาอันดับหนึ่ง”
“สาม ผู้ปรุงโอสถและช่างศาสตรา มีหน้าที่แปรรูปวัตถุดิบขั้นต้น”
“สี่ ยอดฝีมือช่วงหลอมสุญตาขึ้นไป ผู้ดูแลแกนกลางโดยมากเป็นระดับหลอมรวมร่าง”
“หากศิษย์พี่สวีอยากขึ้นไป ง่ายนิดเดียว แค่เข้าร่วมวิหารยุทธ์สาขาอันดับหนึ่ง หลังถึงช่วงแก่นทองก็สามารถเข้าไปได้แล้ว”
“ส่วนทางอื่นก็ต้องเป็นผู้ปรุงโอสถหรือช่างศาสตราระดับสามขึ้นไป”
สวีฝานฟังจบก็ถอนหายใจ
“ต้องถึงช่วงแก่นทองอีกหรือนี่ ถ้าเช่นนั้นก็ช่างเถอะ”
ช่วงแก่นทองต้องมีอายุยืนถึง 250 ปี แม้คิดแค่ก็เศร้าแล้ว
“เอาเถอะ อยากรู้อย่างเดียวก็พอจะได้ขึ้นไปหรือไม่ก็ตามนั้น” เขาพึมพำเบา ๆ
“ศิษย์พี่สวีไม่สนใจเข้าวิหารยุทธ์จริงหรือ”
“ไม่สน เรื่องต่อสู้ฆ่าฟันข้าไม่ถนัดนัก แต่ข้ากลับสนใจวิธีสร้างเรือลำนั้นมากกว่า ไว้สะสมหินวิญญาณพอ ข้าจะไปเรียนช่างศาสตรา” สวีฝานกล่าวด้วยแววตาคาดหวัง
“ช่างศาสตราหรือ แต่ด้วยสมบัติของศิษย์พี่ตอนนี้อาจไม่พอนะ” หวังอวี้หลุนมองไปยังไร่วิญญาณหน้าลานบ้าน ที่สุดก็แค่พอจ่ายค่าเรียนปรุงโอสถ
“เฮะเฮะ เรื่องนั้นเจ้าอย่ากังวล” สวีฝานหัวเราะเบา ๆ เขาเริ่มมั่นใจว่าตนมีพรสวรรค์รอบด้าน
“เอาเถอะ ข้ารู้ว่าศิษย์พี่เป็นอัจฉริยะ เช่นนั้นนับแต่นี้เป็นต้นไปของวิเศษของข้าต้องให้ศิษย์พี่เป็นผู้สร้างแล้ว”
“ฮ่าฮ่า ตกลง ตกลง”