เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 เรือยักษ์ลอยฟ้า

บทที่ 7 เรือยักษ์ลอยฟ้า

บทที่ 7 เรือยักษ์ลอยฟ้า


บทที่ 7 เรือยักษ์ลอยฟ้า

สามวันต่อมา เมื่อสวีฝานรดน้ำให้เจ็ดบุปผาสีครบถ้วนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

เวลาต่อจากนี้ เขาสามารถใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยตามใจบ้างแล้ว

เมื่อกลับถึงยอดเขาของตน สวีฝานหยิบเก้าอี้เอนหลังออกมา นั่งใต้ศาลาริมเขา ชื่นชมทิวทัศน์หมู่เขารอบด้าน

เมื่อนั่งว่าง ๆ สวีฝานก็อดนึกถึงชีวิตชาติก่อนมิได้

“หากข้าย้อนกาลพร้อมคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมเครือข่ายได้ก็คงดี อย่างน้อยจะได้คลายเหงา”

“ตอนนี้บำเพ็ญเพียรจนใจสงบเกินไปเสียแล้ว”

เขาบ่นพึมพำพลางทอดสายตามองศิษย์ฝ่ายในที่โบยบินผ่านนภาเป็นระยะ

“กาลเวลาล่องลอย ข้าจักเป็นผู้ยืนยงชั่วนิรันดร์”

ทันใดนั้น เรือยักษ์ยาวนับหมื่นจ้างแล่นผ่านท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังเขตฝ่ายใน

รอบเรือยักษ์มีเรือรบยาวนับพันจั้งอีกหลายลำคุ้มกัน รอบนอกเรือรบมีผู้ขี่วิหคเพลิงทองคำแห่งช่วงแก่นทองกว่าสองร้อยนายลาดตระเวนท้องนภา

สวีฝานมองเรือรบบนฟ้าด้วยแววตาลุ่มหลง เรือศึก เรือยักษ์ ยานอวกาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของที่เขาหลงใหลที่สุด

ในชาติก่อน เขาเคยประดิษฐ์โมเดลจินตนาการเหล่านี้ด้วยมือเองก่อนจะถูกมารดาโยนทิ้งด้วยข้อหาไม่เอาไหน

“ไม่รู้เมื่อใดถึงจะได้ขึ้นเรือยักษ์เช่นนั้นบ้าง”

“หากข้าเรียนช่างศาสตราในอนาคต ไม่แน่ว่าอาจสร้างได้สักลำ” เขาเงยหน้ามองเรือรบที่ลับฟ้าไปกล่าว

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นเรือยักษ์ประจำนิกาย จากที่สังเกตเรือประจำฐานะของนิกายนี้มักออกจากนิกายถึง 7- 8 เดือนต่อปี

ตามการคาดการณ์ของเขา เรือยักษ์พร้อมเรือรบเหล่านี้น่าจะออกไปหาทรัพยากรภายนอก

ทันใดนั้น ค่ายกลป้องกันส่งเสียงระฆังใสกังวานแสดงว่ามีผู้มาเยือน

สวีฝานดีดลำแสงหนึ่งออกไป เปิดประตูพลังขึ้นบานหนึ่งพอเหมาะให้ผู้หนึ่งผ่านเข้าได้

“วันนี้มีเวลาว่างด้วยหรือ ภารกิจเสร็จแล้วรึ”

แม้หลับตาอยู่เขาก็รู้ว่าเป็นหวังอวี้หลุน

หวังอวี้หลุนเดินกระเผลกเข้ามายังศาลาที่สวีฝานนั่งอยู่

“ข้าได้รับบาดเจ็บจากภารกิจต้องพักสักสองสามวันจึงอยากมาดูว่าศิษย์พี่สวีอยู่หรือไม่”

เขาทิ้งตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยอ่อน

สวีฝานหันไปมองหวังอวี้หลุนแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองภูเขานอกศาลาเอ่ยเสียงเนิบ

“เวทเบาร่างที่ข้าให้ไป หากใช้ให้ดีต่อให้เป็นสัตว์อสูรช่วงหล่อปราณชั้นที่เจ็ดก็มิอาจแตะต้องเจ้าได้ เจ้าคงบ้าระห่ำเข้าใส่ตรง ๆ ล่ะสิ”

หวังอวี้หลุนเกาหัวหัวเราะแหะ ๆ

“สัตว์อสูรตัวนั้นป้องกันเหนียวแน่นยิ่ง ต้องใช้เวทที่ศิษย์พี่ให้มาเท่านั้นจึงทะลวงได้”

“ข้าอยากโจมตีจุดตายให้จบในทีเดียวจึงเลือกประจัญหน้า”

หลังเป็นสหายกับสวีฝานสองปี คำแปลกหูบางคำเขาก็เริ่มเข้าใจความหมายแล้ว

“พรสวรรค์ด้านต่อสู้ของเจ้านี่ช่างต่ำเตี้ยเสียจริง” สวีฝานส่ายหน้าว่า

“ไม่รู้จักวิชาประสานโจมตีหรือไร วางตำแหน่ง ถอยดึง ร่ายเวทระยะไกลรวดเร็ว ข้าไม่เคยสอนเจ้าหรือ?”

“อย่างเจ้าตอนโดนเข้าประชิดคงลืมแม้กระทั่งเวทป้องกันตนเสียด้วยซ้ำ”

“ก็ข้าอยากฆ่าให้ได้ในทีเดียวเท่านั้นนี่นา” หวังอวี้หลุนหัวเราะแห้ง

จริง ๆ แล้วเขามีทักษะการต่อสู้มากมายก็ด้วยคำแนะนำแฝงของสวีฝานในยามสนทนา

ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถสังหารสัตว์อสูรช่วงหล่อปราณชั้นที่หกได้ด้วยพลังแค่ชั้นที่สี่

“ช่างเถิด เรื่องเช่นนี้เจ้าค่อย ๆ ตรึกตรองเอง”

สวีฝานรู้สึกว่าตนเป็นเหมือนคนว่างงานชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน

“อย่าเพิ่งไปศิษย์พี่ วันนี้ข้ามาเพื่อขอคำชี้แนะโดยเฉพาะว่าควรรับมือสัตว์อสูรที่เร็วจัดและป้องกันแข็งแกร่งอย่างไร” หวังอวี้หลุนกล่าวอย่างร้อนรน จุดประสงค์หลักที่เขามาวันนี้ก็เพราะเรื่องนี้

“เจ้าคือศิษย์เตรียมของวิหารยุทธ์ แต่กลับมาถามข้าที่ไม่เคยออกนอกประตูเลย เจ้านี่สมองมีปัญหาหรือไม่”

สวีฝานเอ่ยโดยไม่แม้แต่จะหันหน้าไป

ในสายตาเขา เทคนิคการต่อสู้นั้นมีเหตุผลก็ต้องเข้าใจได้เอง มันเป็นเรื่องที่สอนไม่ง่าย

ใบหน้าหวังอวี้หลุนเริ่มเหยเก อยู่กันมานานใครจะไม่รู้ฝีมือใคร

บทสนทนาเรื่องเทคนิคต่อสู้ระหว่างเขากับสวีฝานนั้น เชื่อว่าแม้แต่อาวุโสวิหารยุทธ์ยังไม่อาจกล่าวได้เช่นกัน

แม้บางอย่างเขาจะไม่เข้าใจนัก แต่สัมผัสที่ล้ำลึกนั้นย่อมไม่มีผิดเพี้ยน

“ศิษย์พี่สวีอย่าเล่นล้อเลย ความสามารถโจมตีของท่าน ข้าไม่เคยเห็นใครเหนือกว่า”

ครั้งนั้นที่สวีฝานช่วยชีวิตเขา รอยแผลที่กลางหน้าผากของสามสัตว์อสูรยังคงติดตรึงในใจเขา

ผู้บำเพ็ญเพียรช่วงหล่อปราณชั้นสี่กลับสามารถโจมตีตำแหน่งเดียวกันได้ทั้งสามตัวขณะพวกมันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง

สวีฝานนึกถึงฐานะของหวังอวี้หลุน อัจฉริยะจากตระกูลเล็ก

“เช่นนั้น ข้าจะบอกวิธีรับมือสัตว์อสูรพวกนั้นให้”

“แต่เจ้าต้องบอกเรื่องของเรือยักษ์ที่เพิ่งลอยบนฟ้าให้ข้าฟังบ้าง” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่ไหนแต่ไรมาเขาก็ตามหาข้อมูลของเรือลำนั้นมาแล้วกลับไม่พบเลย

“ท่านหมายถึงเรือลอยฟ้า ไม่มีปัญหา เรื่องนี้ข้ารู้ค่อนข้างชัดเจน” หวังอวี้หลุนตอบทันที

สวีฝานขยับเก้าอี้มาตั้งข้าง ๆ เชิญให้เขานั่งลง

ปลายนิ้วชี้ส่องแสงม่วงแตะลงบนขมับของหวังอวี้หลุนเบาๆ

ฉับพลันโลกพลิกผัน ร่างของทั้งสองปรากฏในโลกสีขาวบริสุทธิ์

“ศิษย์พี่สวี เวทภาพลวงของท่านนี่ร้ายกาจนัก นี่คือเวทสะกดจิตหรือ” หวังอวี้หลุนมองไปรอบด้านอย่างตื่นตะลึง เวทลักษณะนี้ในช่วงหล่อปราณหาได้ยากนัก

หากคิดเชี่ยวชาญเวทเช่นนี้คงต้องใช้เวลาทั้งช่วงหล่อปราณเลยทีเดียว

“อืม คือเวทสะกดจิต ในมิตินี้เจ้าสามารถแสดงพลังได้เต็มที่”

“เอาล่ะ ตอนนี้คือเวลาสอนของข้า พลังวิญญาณข้ามีจำกัดอยู่ได้ไม่นาน” สวีฝานกล่าว

มิติรอบตัวเปลี่ยนแปลงกลายเป็นท้องฟ้าสีคราม ทุ่งหญ้า สายน้ำ แม้แต่ขุนเขาในระยะไกลก็เลือนลางปรากฏขึ้น

สัตว์อสูรพันธุ์ตั๊กแตนเกราะหินช่วงหล่อปราณชั้นที่เจ็ดปรากฏตัว

“ตอนนี้ข้านึกออกว่าสัตว์อสูรที่เร็วที่สุดแข็งแกร่งที่สุดก็คงเป็นเจ้าตัวนี้”

“ข้าให้เวลาหนึ่งเค่อ ดูเจ้าจะสังหารมันได้หรือไม่ แล้วข้าจะชี้จุดอ่อนให้”

ยังไม่ทันจบคำดี ตั๊กแตนเกราะหินก็ยกแขนดาบพุ่งเข้าใส่หวังอวี้หลุนราวกับเงา

“เฮ้ย ไม่บอกก่อนหรือว่ามันเริ่มแล้ว”

หวังอวี้หลุนก็กลายเป็นเงาร่างโต้กลับเข้าใส่ตั๊กแตนเกราะหิน

เขาใช้เวทขนนกเบาร่างกลืนลมถึงขีดสุด สองมือผนึกอาคม ปรากฏหอกไม้เพลิงหนึ่งเล่ม พุ่งใส่ตั๊กแตนที่ไล่ตามมาด้านหลัง

ทว่าอีกฝ่ายพลันเร่งความเร็ว หลบหลีกหอกเพลิงไปได้

“ความเร็วพอใช้ได้ แต่การร่ายเวทหอกเพลิงช้าเกินไป การคาดคะเนล่วงหน้าของเจ้าก็ยังอยู่ในระดับเด็กเล่น” สวีฝานกล่าวอย่างไร้ปรานี

ร่างของหวังอวี้หลุนชะงักเพียงครู่เดียวก็ถูกตั๊กแตนเกราะหินฉวยโอกาสกรีดเป็นแผลหนึ่ง

“อีกอย่าง เวลาต่อสู้ เจ้ากล้าฟุ้งซ่านอีกหรือ”

“ต่อไป”

จบบทที่ บทที่ 7 เรือยักษ์ลอยฟ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว