เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 พรสวรรค์ล้ำลึกเหนือใคร

บทที่ 1 พรสวรรค์ล้ำลึกเหนือใคร

บทที่ 1 พรสวรรค์ล้ำลึกเหนือใคร


บทที่ 1 พรสวรรค์ล้ำลึกเหนือใคร

เฟยอวี่เจี่ย แดนปักษาเหินฟ้า

นิกายเชวี่ยเทียน

ภายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่นิกายมอบหมาย สวีฝานก็กลับมาถึงลานพักของตน

จะเรียกว่าลานพักก็มิอาจเทียบได้กับคำว่าเรือนพักบนยอดเขาเสียมากกว่า ที่พำนักส่วนตัวซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับศิษย์ชั้นกลางของฝ่ายนอก

เบื้องหน้ามีไร่วิญญาณข้าวอยู่สิบกว่าไร่ ถัดไปในระยะตาเห็นคือแปลงสมุนไพรขนาดเล็ก

สวีฝานชูมือลั่นเคล็ดเวท

เหนือไร่วิญญาณนั้น ไอหมอกนับไม่ถ้วนหลอมรวมกันเป็นกลุ่มเมฆบางเบาพลางแฝงไว้ด้วยไอสัจจะ ปกคลุมทั่วผืนไร่

‘เวทฝนหลอมวิญญาณ’

ละอองฝนโปรยบางเบาจากกลุ่มเมฆลงสู่แผ่นดินพร้อมกับสัจจะธาตุแทรกซึมสู่ผืนไร่

หากผู้อาวุโสของนิกายได้มาเห็นฉากนี้คงตื่นตะลึงกับการที่สวีฝานสามารถร่ายเวทฝนหลอมวิญญาณได้ถึงขั้นหลอมรวมกับจิต

เพราะเวทนี้ในสายตาผู้คนล้วนจัดเป็นวิชาขี้ปะติ๋ว ผู้ฝึกฝนจนถึงขั้นนี้แทบหาได้ยากยิ่ง

“อีกสิบวันก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว ครั้งนี้คงพอซื้ออุปกรณ์ปรุงโอสถและจ่ายหินวิญญาณขอฝากตัวเป็นศิษย์”

“หากฝึกปรุงโอสถจนชำนาญ เรื่องหินวิญญาณก็ไม่ต้องห่วงอีกต่อไปแล้ว” สวีฝานมองต้นข้าวที่งอกงามขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยพลางยิ้มบาง

เมื่อกลับเข้ามาในเรือน เขาเปิดม่านอาคมสกัดเสียงแล้วเอนกายผ่อนคลาย หยิบมีดแกะสลักขึ้นเล่มหนึ่งคว้าท่อนไม้กระดูกเหล็กที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมา

ใบมีดขยับขึ้นลงพลิ้วไหวไปมาราวสายน้ำ เพียงครู่เดียวรูปยันต์ห้าประตูขนาดจิ๋วก็ปรากฏขึ้นในมือเขา เป็นรูปแบบของอู่หลิงหงกวางที่มีอยู่ในความทรงจำ

“โอ้ ระบบพิสดารเยี่ยงเซียนจำศีลนี่ ใครกันนะเป็นคนสร้าง ดันมาเกาะติดข้าเสียได้”

“มอบพรสวรรค์ไร้เทียมทานก็จริง แต่กลับตั้งเงื่อนไขว่าต้องรอถึงวันสิ้นอายุขัยจึงจะฝ่าทะลวงได้ ขั้นหล่อปราณต้องรอถึงอายุ 150 ปี, ขั้นวางรากฐาน 200 ปี, แก่นทอง 500 ปี, วิญญาณทารก 1,000 ปี, แบ่งจิต...”

“คิดแล้วปวดหัว คงถึงตอนนั้นก็มิอยากมีชีวิตอยู่ต่อกระมัง”

พูดจบ สวีฝานวางยันต์อู่หลิงหงกวางไม้ลงข้างกาย หยิบไม้กระดูกเหล็กท่อนใหม่มาทำต่อ นี่เป็นกิจกรรมผ่อนคลายจากความว่างเปล่าของเขา

“ทะลวงได้แน่ในวันสุดท้าย แต่หากตายระหว่างทางกลับมิได้สิทธิฟื้นคืนชีพ”

“เจ้าระบบนี่กะจะให้ข้าเป็นสันโดษอันดับหนึ่งแห่งโลกเซียนกระมัง แม้แต่ในโลกเดิมข้าก็เป็นคนเก็บตัวอยู่แล้ว”

“ทว่าในโลกกว้างใหญ่เช่นนี้แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณอันไร้ขอบเขต ข้าเองก็อยากออกไปดูให้ทั่วเสียหน่อย”

กล่าวจบ เขาก็ส่ายหัว

“แต่นอกนั่นอันตรายเกินไป ขอแอบซุ่มอีกสักพัก รอข้าถึงขั้นหล่อปราณชั้นสิบสองก่อนแล้วค่อยออกไปสำรวจ”

เพียงพลั้งปากพูดอีกหนึ่งคันอย่างต้าจ้งถูโกวานก็เสร็จสิ้นลงในมือ

สวีฝานลุกขึ้นยืนต่อหน้าผนังด้านหนึ่งก่อนจะเคาะไปบนผนังแบบไร้รูปแบบแน่นอน

ช่องลับพลันเปิดเผย บันไดทอดลงใต้พื้น นี่คือห้องใต้ดินที่เขาสร้างขึ้นด้วยวิชาแผ่นดินสั่นสะเทือน

เมื่อเข้าสู่ใต้ดิน เขาดีดนิ้วหนึ่งที เวทส่องสว่างขั้นสูงสุดพุ่งขึ้นยึดเพดาน พลันทั้งห้องใต้ดินขนาดสี่สิบกว่าตารางเมตรสว่างไสวราวยามรุ่งอรุณ

กลางห้องใต้ดินมีแท่นขนาดใหญ่ ตั้งเป็นแบบจำลองเมืองจากความทรงจำของเขา ถนนหนทางมีรถไม้แล่นขวักไขว่ ร้านรวงเรียงรายหลากหลายรูปแบบและภายในลานบ้านที่อยู่ศูนย์กลางของเมือง มีรูปแกะสลักสตรีผู้หนึ่งกำลังทำอาหาร ใบหน้าเรียบง่ายธรรมดา ทว่าเป็นบุคคลที่เขาคิดถึงมากที่สุด

เขาวางรถไม้สองคันใหม่ลงบนถนน เติมเป็นส่วนหนึ่งของการจราจรในเมืองจำลอง

“ย้อนกลับไปมิได้อีกแล้ว มีพี่ชายอยู่ก็วางใจได้ว่าพ่อแม่จะมีชีวิตที่สุขสงบ”

สวีฝานมองไปยังสตรีในลานบ้านอย่างเหม่อลอย

นั่นคือผู้ที่เขารำลึกถึงเสมอ

ครู่หนึ่งให้หลัง เขาจึงกลับเข้าห้อง เริ่มต้นฝึกตนในค่ำคืนนี้

“เข้าร่วมนิกายมา 6 ปี ข้าอยู่หล่อปราณชั้น 4 ถือว่าระดับกลาง ดีแล้วมีชีวิตรอดได้ก็คือชัยชนะ” สวีฝานปลอบใจตัวเองทั้งยังมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ หากนับหมื่นปีข้างหน้า เขาคือผู้มีพลังสูงสุดในโลกนี้ บางทีอาจมีโอกาสได้กลับสู่โลกเดิมก็เป็นได้

จักรพรรดิเซียนกลับชาติมาเกิดใช้ชีวิตเยี่ยงเซียนในโลกยุคใหม่

เพียงคิดเขาก็หลุดหัวเราะ

“หากเป็นเช่นนั้น ต่อให้อยู่ไปอีกกี่ปีก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว”

“พอได้แล้ว รีบฝึกตนก่อน เดี๋ยวบังเอิญทะลวงระดับก่อนถึงเวลาอีกจะยุ่ง”

สวีฝานเข้าสู่สภาวะฝึกตน วิชาที่เขาใช้นั้นคือเคล็ดเบญจธาตุอันเป็นวิชาพื้นฐานของโลกเซียนซึ่งมั่นคงที่สุด

วิชานี้แบ่งออกเป็นสายเดี่ยวของธาตุทอง ไม้ น้ำ ไฟและดิน สามารถฝึกแยกหรือฝึกรวมได้

จุดเด่นที่สุดของเคล็ดเบญจธาตุคือไม่มีจุดเด่นใดเลย เว้นแต่ว่าหากฝึกครบทุกธาตุจะสามารถร่ายเวทเบญจธาตุได้อย่างคล่องแคล่วส่วนอื่นก็ธรรมดาทั่วไป

ภายในกายของสวีฝาน พลังวิญญาณไหลเวียนตามจุดวิถีจนไปรวมที่ตันเถียนก่อนจะหมุนวนเป็นวัฏจักร

แต่สภาพนี้อยู่ได้ไม่นาน เขาก็เริ่มขัดเกลาพลังภายในให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น

สวีฝานเป็นวิญญาณต่างโลก สวมร่างขอทานน้อยใกล้ตายผู้หนึ่งในยามสิ้นใจ

ไร้ญาติขาดมิตร มีเพียงขอทานชราผู้หนึ่งสงสารจึงเก็บมาเลี้ยง

แต่เดิมเขาตั้งใจจะสิ้นสุดชีวิตอย่างเงียบงัน ทว่าเมื่อทราบว่าที่นี่มีผู้ฝึกตนก็จุดประกายแห่งความหวังในชีวิต

ผ่านความยากลำบากและแผนการนับไม่ถ้วน เขาจึงกลายเป็นศิษย์ฝ่ายนอกของนิกายเชวี่ยเทียน

ทว่าขอทานชราผู้นั้นก็มิได้มีชีวิตอยู่ดูนานนัก หลังสวีฝานเข้าสู่นิกายได้เพียงสองปีก็มรณาไปโดยไร้ทางรักษา

คำพูดสุดท้ายของเขาคือ “ฟ้าลงโทษข้า ข้าไม่มีสิทธิ์เสวยสุข”

หลังจากสวีฝานได้ครอบครองหินวิญญาณก้อนแรก เขาก็ยกให้ชายชราใช้ชีวิตอย่างที่ไม่เคยฝันถึง แต่ก็ได้เพียงสองปีแห่งความสุข

รุ่งเช้าถัดมา สวีฝานซดโจ๊กข้าววิญญาณใส่เนื้อสัตว์ฝีมือตนเองเสร็จแล้วก็ร่ายเวทเบาร่างมุ่งหน้าไปยังไท่เสวียนเฟิง หนึ่งในสามยอดเขาหลักของนิกาย

“ศิษย์พี่สวี ลงมาหน่อย อย่าอวดเวทเบาร่างขั้นกลางของท่านนักเลย”

เสียงเรียกเจื้อยแจ้วดังขึ้นจากเบื้องล่าง เป็นชายหนุ่มหน้าตาอ่อนวัยผู้หนึ่งเงยหน้าขึ้นร้องเรียก

สวีฝานผู้ลอยอยู่กลางอากาศเห็นหวังอวี้หลุนอยู่บนทางเขา ดวงตาพลันหรี่ลง เคลื่อนกายลอยไปหา

“ศิษย์พี่สวีสอนข้าหน่อยเถอะ ทำยังไงถึงจะฝึกเวทเบาร่างให้ถึงขั้นกลางได้ ข้าเห็นแล้วมันเร็วไม่แพ้การเหาะด้วยกระบี่เลย”

“เคล็ดลับหรือ ก็แค่เอาเวลาที่ไว้ฝึกเวทจู่โจนมาใช้กับเวทเบาร่างนั่นแหละ” สวีฝานพูดติดตลก

ชายผู้นี้นับเป็นชื่อเสียงเลื่องลือแห่งฝ่ายนอก ฝึกตนเพียงขั้นหล่อปราณชั้นสี่แต่เคยฆ่าอสูรระดับหล่อปราณชั้นหกได้ สำเร็จภารกิจสร้างชื่อในนิกายถึงขั้นมีข่าวว่าผู้อาวุโสคนหนึ่งอยากรับเขาเป็นศิษย์

“ศิษย์พี่อย่าล้อเล่นเลย ไม่ฝึกเวทจู่โจนแล้วหากเจออสูรข้างนอกจะทำอย่างไรเล่า”

“ก็อย่าออกไปข้างนอกสิ” สวีฝานกล่าวพลางยักไหล่ราวเป็นเรื่องธรรมดา

“……”

หวังอวี้หลุนไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมศิษย์พี่ผู้มีพรสวรรค์สูงเยี่ยงนี้ถึงขี้ขลาดนัก แม้ภารกิจที่รับจากนิกายก็เลือกเฉพาะที่ปลอดภัยที่สุด

“ศิษย์พี่ มีโอกาสสอนข้าหน่อยเถิด ทักษะลับของท่านนั่นน่ะ” หวังอวี้หลุนกล่าวอย่างประจบ

คนอื่นอาจไม่รู้ แต่เขาเคยเห็นมากับตา ครั้งหนึ่งหอควบอสูรเกิดเหตุผิดพลาด อสูรนับร้อยที่ยังมิได้ฝึกเชื่องพากันหลบหนี

เขาเองถูกหมาป่าเพลิงขั้นหล่อปราณชั้นหกสามตัวล้อมไว้จนแทบเอาชีวิตไม่รอด

โชคดีที่ศิษย์พี่สวีฝานผ่านมา พอเห็นก็ลงมือช่วยโดยมิลังเล

เพียงมือเดียวปล่อยเวทรวมสามธาตุลูกศรไม้ลมเพลิงพริบตาเดียวสังหารหมาป่าทั้งสาม

นับแต่นั้นมา หวังอวี้หลุนจึงยอมเป็นน้องเล็กของสวีฝานแต่โดยดี

จบบทที่ บทที่ 1 พรสวรรค์ล้ำลึกเหนือใคร

คัดลอกลิงก์แล้ว