- หน้าแรก
- กระดูกสูงสุด พลิกชะตาฟ้าดิน
- บทที่ 13 - ข้ากลายเป็นผู้รักษาไปแล้วหรือ
บทที่ 13 - ข้ากลายเป็นผู้รักษาไปแล้วหรือ
บทที่ 13 - ข้ากลายเป็นผู้รักษาไปแล้วหรือ
ช่างตรงไปตรงมายิ่งนัก
การโจมตีของหลินฝานไร้ซึ่งลูกเล่นแพรวพราว เรียบง่ายและดุดัน เน้นการพุ่งชนและใช้พละกำลังสยบศัตรู
ใครจะคาดคิดว่าเขาไม่ได้ใช้วิชาสมบัติโจมตีแม้แต่น้อย เพียงหมัดเดียวก็สามารถทุบกะโหลกของลูกสัตว์อสูรสายเลือดบริสุทธิ์จนแตกละเอียด ช่างห้าวหาญเหนือคำบรรยาย
"โฮก..."
ผีซิวน้อยคำรามด้วยความเจ็บปวด เลือดไหลรินจากหว่างคิ้ว เขาเดี่ยวบนศีรษะเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว มันพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล แต่ก็ไม่อาจฝืนสังขาร สุดท้ายก็ล้มฟุบลงกับพื้น ลมหายใจรโรยริน
"จบงานเสียที... วันนี้ดูเหมือนจะเป็นวันคู่สินะ หึๆ..." หลินฝานพึมพำกับตนเอง เหลือบมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลง รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า ช่วงเวลาที่เขาโปรดปรานกำลังจะมาถึง
สำหรับการต่อสู้ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เขาไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะนี่กลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำทุกวี่วันไม่เคยขาด
หลินฝานก้าวเท้าเตรียมจะมุ่งหน้าไปยังสระบัวเทพผ่านด่านเคราะห์ ทว่าฉีเต้าหลินกลับเรียกเขาไว้เสียก่อน "ช้าก่อน ข้าให้กระดูกอักขระดั้งเดิมแก่เจ้าไปแล้ว เหตุใดจึงไม่เห็นเจ้าใช้วิชาสมบัติโจมตี เอาแต่ใช้ร่างกายเข้าปะทะอยู่ได้"
หลินฝานชะงักกึก เท้าที่ก้าวออกไปค้างอยู่กลางอากาศ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก้มมองหน้าอกตนเองด้วยความอัดอั้นตันใจ
"หรือว่าเจ้ายังเรียนไม่สำเร็จ ไม่น่าจะเป็นไปได้ ข้าให้วิชาสมบัติของสัตว์อสูรสายเลือดผสมระดับง่ายๆ แก่เจ้า ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร เป็นไปไม่ได้ที่จะเรียนไม่รู้เรื่องสักนิด หรือว่าเจ้าไม่ได้เรียนเลย" ฉีเต้าหลินเอ่ยด้วยความสงสัย
พรสวรรค์ของศิษย์ผู้นี้แม้จะไม่กล้ากล่าวว่าหาตัวจับยากที่สุดในโลก แต่ก็นับว่าเป็นระดับแถวหน้า แม้แต่ในหมู่ผู้มีพรสวรรค์รุ่นแรกก็ยังอยู่ในระดับแนวหน้า เป็นไปไม่ได้ที่จะเรียนรู้วิชาสมบัติพื้นฐานไม่ได้
อีกอย่าง วิชาที่ให้ไปก็ไม่ใช่วิชาระดับสวรรค์หรือวิชาสิบอสูรบรรพกาล เป็นเพียงวิชาที่เหมาะสมกับระดับพลังของเขาในตอนนี้
ตึกสูงหมื่นจ้างเริ่มสร้างจากพื้นดิน ฉีเต้าหลินไม่ได้ให้หลินฝานทำอะไรเกินตัว ล้วนเริ่มจากพื้นฐานทั้งสิ้น
เพราะตัวเขาเองเข้าใจความหมายของคำว่า "มรรควิถีสูงสุดคือความเรียบง่าย" เป็นอย่างดี
วิชาสมบัติใดๆ ล้วนแฝงไว้ด้วยแก่นแท้แห่งมรรค เริ่มจากง่ายไปหายาก จึงจะสามารถบรรลุถึงแก่นแท้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ในที่สุด หลินฝานก็เอ่ยปากอย่างขัดเขินว่า "ความจริงแล้ว... ข้าเรียนสำเร็จแล้วขอรับ เพียงแต่... เวลาใช้ออกมามันดูแปลกๆ ไปหน่อย"
"หืม แปลกอย่างไร" ฉีเต้าหลินถาม
"ท่านเจ้าสำนัก ท่านดูเองเถิดขอรับ"
สิ้นเสียงของหลินฝาน ทั่วร่างของเขาก็เปล่งแสง อักขระตัวแล้วตัวเล่าปรากฏขึ้น เปลวเพลิงลุกโชนทั่วกาย นกเทพสีแดงเพลิงตัวหนึ่งปรากฏขึ้น ส่งเสียงร้องและสยายปีกบินอยู่ด้านหลังเขา
นี่คือวิชาสมบัติของนกกระจอกเมฆาอัคคี แม้จะไม่ใช่วิชาที่ร้ายกาจหรือลึกลับซับซ้อนอะไร เทียบไม่ได้กับเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งเหล่านั้น แต่ดีตรงที่เรียนรู้ง่าย แฝงไว้ด้วยแก่นแท้วิชาธาตุไฟเล็กน้อย
"วู่ว"
นกกระจอกเมฆาอัคคีพ่นเปลวเพลิงอันงดงามออกมา พุ่งเข้าใส่ผีซิวน้อยที่นอนกองอยู่บนพื้นด้วยความเร็วสูง
ชั่วพริบตา เปลวเพลิงเทพก็กลืนกินผีซิวน้อยเข้าไป กลายเป็นก้อนไฟที่ลุกโชน
ทว่า เรื่องที่น่าตกใจก็เกิดขึ้น หลังผ่านการชะล้างด้วยแสงไฟอันเจิดจ้า ผีซิวน้อยกลับไม่ได้ถูกย่างสดหรือกลายเป็นเถ้าถ่านตามที่คาดไว้
ตรงกันข้าม เปลวเพลิงเทพนั้นราวกับมีชีวิต มันเริ่มรักษาบาดแผลภายนอกบนร่างของผีซิวน้อยอย่างกระตือรือร้น
หน้าผากที่ยุบลงไปและมีเลือดไหลไม่หยุด ภายใต้ฤทธิ์ของเปลวเพลิงเทพ กลับฟื้นคืนสภาพดังเดิมราวกับปาฏิหาริย์ ไร้ซึ่งรอยขีดข่วน
"โฮก..."
ผีซิวน้อยคำราม นึกว่าตนเองต้องตายแน่แล้ว แต่กลับหายเป็นปลิดทิ้ง มันงุนงงและสับสนยิ่งนัก นี่มันเกิดอะไรขึ้น
ทว่า พอมันลุกขึ้นยืนได้ หน้าผากก็ถูกหมัดหนักๆ ทุบลงมาอีกครั้ง ราวกับขุนเขาทรุดทับ ทำให้มันสลบเหมือดไป
"วิชาสมบัติที่ข้าใช้ สุดท้ายกลับมีแค่ผลในการรักษา ไม่มีพลังทำลายล้างเลยสักนิดขอรับ" หลินฝานแบมือ กล่าวด้วยความกลัดกลุ้ม
ความจริงเขาเรียนรู้วิชาสมบัติได้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่ว่าจะใช้อย่างไร ก็มีเพียงผลลัพธ์เดียว นั่นคือ... การรักษา
ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่กรณีพิเศษ เกิดข้อผิดพลาดตอนเรียนรู้ แต่พอเรียนวิชาสมบัติเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มอีกหลายวิชา ก็พบว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทุกวิชาล้วนเป็นเหมือนกันหมด
นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขาไม่ใช้วิชาสมบัติในการต่อสู้ ไม่เพียงแต่ไร้ประโยชน์ ยังจะเป็นการช่วยศัตรูอีกต่างหาก นี่มันพฤติกรรมของ "หมอรักษา" ชัดๆ
"ถึงกับมีนิมิตเช่นนี้เชียวหรือ" ฉีเต้าหลินไม่สงบนิ่งแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เขาเดินมาตรงหน้าหลินฝาน พินิจพิเคราะห์และตรวจสอบอย่างละเอียด
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ผู้บำเพ็ญเพียรที่ไร้พลังโจมตี ย่อมต้องเสียเปรียบอย่างใหญ่หลวง หากแก้ปัญหาไม่ได้ ชะตาคงกำหนดให้เป็นได้แค่ผู้สนับสนุน ต้องหลบอยู่หลังผู้อื่นเพื่อรับความคุ้มครอง
เห็นได้ชัดว่า ผู้บำเพ็ญเพียรประเภทนี้จำต้องพึ่งพาผู้อื่น ยากที่จะสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ด้วยตนเอง
"โจมตีใส่ข้า ลองใช้วิชาสมบัติอีกสักวิชาซิ" ฉีเต้าหลินสั่งการ ในใจเริ่มมีการคาดเดาบางอย่าง
หลินฝานยกมือขึ้นใช้วิชาสมบัติ ดั่งแสงดาวพาดผ่าน แสงเทพปะทุ อักขระโปรยปรายดั่งสายฝน ดูเหมือนจะมีอานุภาพรุนแรง
ทว่า วิชาสมบัติยังคงเป็นเช่นเดิม แฝงไว้ด้วยพลังชีวิตอันเข้มข้น ไร้ซึ่งความเสียหาย ราวกับถูกเปลี่ยนสภาพไป
"เป็นอย่างที่คิด สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับกระดูกราชันของเจ้า มันเปลี่ยนพลังเวท ทำให้การโจมตีที่ปล่อยออกมามีเพียงผลในการรักษา"
ฉีเต้าหลินเข้าใจกระจ่างแจ้ รู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนัก ถึงกับมีวิชาเทพติดตัวเช่นนี้ จะเรียกว่าเปลี่ยนวิชาสมบัติ ก็สู้เรียกว่าถูกกลืนกลาย จนทุกสิ่งกลับคืนสู่หนึ่งเดียวจะดีกว่า
คิดถึงตรงนี้ ดวงตาของฉีเต้าหลินก็เป็นประกาย ในใจเกิดความคิดที่บ้าบิ่นขึ้นมา หากวิชาสมบัติและอิทธิฤทธิ์ทั้งมวลในใต้หล้าสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวได้ มันจะแข็งแกร่งเพียงใดกัน
สิ่งนี้จะด้อยกว่าเคล็ดวิชาสวรรค์สังสารวัฏหกวิถีที่สาบสูญไปของสำนักวิถีราชันหรือไม่
อย่างหนึ่งคือการควบคุมสารพัดวิชา อีกอย่างหนึ่งคือการหลอมรวมเป็นเตาหลอม หมื่นวิชากลับคืนสู่หนึ่ง
"ท่านเจ้าสำนัก... ท่านเจ้าสำนัก... แก้ได้ไหมขอรับ" หลินฝานมองฉีเต้าหลินที่เหม่อลอยแล้วเอ่ยถามเสียงเบา
ในฐานะบุรุษผู้เร่าร้อนและต้องการเป็นทัพหน้า เขาไม่ต้องการเป็นหมอรักษาไปชั่วชีวิต นี่มันน่าขายหน้าเกินไป
ได้เกิดใหม่ทั้งที จะมัวแต่ขี้ขลาดตาขาวได้อย่างไร ต้องท่องไปทั่วหล้า โอบซ้ายประคองขวา อยู่อย่างอิสระเสรี จึงจะไม่เสียทีที่ได้มาเยือนโลกนี้
"กรณีของเจ้าข้าเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก ต้องขอศึกษาก่อนถึงจะรู้" ฉีเต้าหลินตอบ เวลานี้เขาก็ยังไม่กล้าฟันธงมั่วซั่ว
"งั้นก็ได้ขอรับ ทุกอย่างต้องรบกวนท่านเจ้าสำนักแล้ว ข้าขอตัวไปแช่สระบัวเทพผ่านด่านเคราะห์ก่อนนะขอรับ" หลินฝานคว้าขาหลังข้างหนึ่งของผีซิวน้อย ลากถูไปทันที เนื้อสัตว์อสูรสายเลือดบริสุทธิ์เป็นของบำรุงชั้นยอด จะปล่อยไปไม่ได้
"เฮ้ย เจ้าเด็กนี่ ตอนฝึกฝนกลางวันแสกๆ ไม่เห็นเจ้ากระตือรือร้นขนาดนี้ พอจะไปที่นั่นกลับรีบร้อนเชียว ขนยังไม่ทันขึ้นให้ครบ ดูมากไปไม่มีประโยชน์กับเจ้านะ" ฉีเต้าหลินกล่าวด้วยความหวังดี
"ท่านเจ้าสำนัก ท่านพูดอะไรของท่าน ยาวิเศษเป็นของหายากในหล้า มีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียร ย่อมต้องแช่ให้มากหน่อย อีกอย่าง ไม่ใช่ท่านหรือที่สั่งให้ข้าไป"
หลินฝานโต้กลับ แถมยังดูแคลนตาเฒ่าในใจ ตนเองจิตใจไม่บริสุทธิ์ ชอบแอบดู ยังจะมีหน้ามาว่าเขา
"โป๊ก" เสียงเขกหัวดังสนั่น หลินฝานร้องโอดโอย กุมหัวปอยๆ
"ศิษย์เนรคุณ ยังกล้ามาดูแคลนอาจารย์ รีบไปฝึกซ้อมเดี๋ยวนี้ ภายในหนึ่งปีถ้าไม่ถึงขีดสุดแสนจิน คอยดูข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร"
ฉีเต้าหลินดุด่าชุดใหญ่ งัดเอามาดความเป็นอาจารย์ออกมาใช้ มิเช่นนั้นหน้าแก่ๆ ของเขาคงรักษาไว้ไม่อยู่
หลินฝานค้อนขวับ รีบหนีไปอย่างรวดเร็ว ตลอดทางบ่นอุบอิบ ทำตัวไม่น่าเคารพเลย รังแกเด็ก ถ้าเป็นชาติก่อน ป่านนี้คงได้ไปกินข้าวแดงในคุกหลวงแล้ว
(จบบทนี้)