- หน้าแรก
- กระดูกสูงสุด พลิกชะตาฟ้าดิน
- บทที่ 1 - วิถีแห่งเซียน
บทที่ 1 - วิถีแห่งเซียน
บทที่ 1 - วิถีแห่งเซียน
ณ ดินแดนเก้าสวรรค์
ภายในป่าไผ่ม่วงอันเงียบสงบและร่มรื่น ต้นไผ่แวววาวแผ่ละอองหมอกสีม่วงจางๆ ปกคลุมไปทั่ว สายลมพัดผ่านแผ่วเบาทำให้ใบไผ่เสียดสีกันเกิดเสียงดังสวบสาบไพเราะเสนาะหู
ลำธารใสไหลรินผ่านแท่นศิลาภายในป่าไผ่ มีบุรุษสองคนนั่งขัดสมาธิสนทนากัน หนึ่งชราหนึ่งหนุ่มแน่น
ผู้เฒ่าผมขาวโพลนสวมชุดผ้าป่านดูชราภาพยิ่งนัก ส่วนชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีขาวดูสง่างามดุจเทพเซียนลงมาจุติ ไม่เหมือนผู้คนในโลกมนุษย์ รูปลักษณ์ราวบุรุษวัยยี่สิบปี ทว่าพลังโลหิตกลับพลุ่งพล่านรุนแรง
ทั้งสองนั่งประจันหน้าพลางจิบชาและสนทนาธรรมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ยามเอื้อนเอ่ยวาจา ดอกบัวทองคำก็ผุดขึ้นดาษดื่นทั่วพื้นดิน นิมิตมงคลปรากฏขึ้นไม่ขาดสาย
อิริยาบถของทั้งคู่ดูสอดคล้องกับธรรมชาติราวกับเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน ทุกการเคลื่อนไหวแฝงไว้ด้วยเต๋าอันลึกล้ำ น่าตื่นตะลึงยิ่งนัก
"จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไม่รีบร้อนเกินไปหน่อยหรือขอรับ" แววตาของผู้เฒ่าเต็มไปด้วยประกายกล้าแฝงความสะเทือนใจ
"ท่านผู้เฒ่าเมิ่ง ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าเวลาเหลือไม่มากแล้ว อีกไม่นานดินแดนฝั่งนั้นก็จะบุกเข้ามา หากไร้ซึ่งพลังระดับอมตะจะรักษาดินแดนไว้ได้อย่างไร" ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเร่งร้อนเล็กน้อย สายตาทอดมองไปยังความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น ทะลุผ่านธารดาราไปนับไม่ถ้วน
เขาเห็นเมืองโบราณแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านมาตั้งแต่บรรพกาล ถูกโอบล้อมด้วยหมอกแห่งความโกลาหล ใช้ดวงดาราเป็นฐานราก ยอดเมืองเสียดฟ้าสูงตระหง่านเสียจนสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่อยู่เบื้องหน้าดูเล็กจ้อยราวธุลีดิน
ข้ามผ่านเมืองนี้ไปคือทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด ลึกเข้าไปในนั้นมีเมฆปีศาจและหมอกเซียนผสมปนเปกันคล้ายหยินหยางโอบอุ้ม ก่อเกิดเป็นหุบเหวลึกสุดหยั่งคาด
ทว่าที่แห่งนั้นกลับมีแรงดึงดูดของมารร้ายที่สามารถกลืนกินทุกสรรพสิ่ง แม้แต่ดวงดาราก็มิอาจรอดพ้น ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
"ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า น่าจะรออีกสักหน่อย วิธีนั้นน่าจะมั่นคงกว่า" เมิ่งไท่เจิงมองชายหนุ่มด้วยความชื่นชมระคนเลื่อมใส เพียงเวลาหมื่นกว่าปีก็ก้าวขึ้นมาเป็นเซียนในอีกรูปแบบหนึ่งได้ ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน
ชายหนุ่มผู้นี้ทำลายสถิติการบำเพ็ญเพียรทั้งหมด ก้าวขึ้นสู่ระดับราชันผู้ยิ่งใหญ่ด้วยวัยไม่ถึงห้าร้อยปี สั่นสะเทือนไปทั่วหล้า ซ้ำยังเดินบนเส้นทางที่เขาเคยล้มเหลวมาก่อน นั่นคือวิถี "กายาเป็นเมล็ดพันธุ์" จนสำเร็จ
เขาผงาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ห้าวหาญดุดัน ขวางกั้นไม่ได้ กดดันบรรดาสำนักนิรันดร์ ใช้มือเปล่าบดขยี้ศาสตราเซียน ไร้คู่ต่อกรในเก้าสวรรค์สิบพิภพ หาได้ยากยิ่งในประวัติศาสตร์ จนได้รับการยกย่องว่าเป็น "จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์"
ลองจินตนาการดูเถิด ว่าผู้ที่ได้รับสมญานามว่าจักรพรรดิจะมีพลังแกร่งกล้าเพียงใด ฝืนลิขิตฟ้า ไร้ผู้ทัดเทียม เป็นเจ้าแห่งจักรวาล
เมิ่งไท่เจิงไม่อยากเห็นเขาต้องเสี่ยง การจะเป็นเซียนนั้นยากเข็ญแสนสาหัส นับตั้งแต่ยุคเซียนบรรพกาลเป็นต้นมา ดินแดนต้นกำเนิดแห่งนี้ก็ไร้ผู้บรรลุเป็นเซียน ทุกคนล้วนล้มตายบนเส้นทางสายนี้
ทั้งสองเป็นทั้งศิษย์และอาจารย์ ทั้งสหาย หากจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทำไม่สำเร็จและต้องจบชีวิตลง ย่อมเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของเก้าสวรรค์สิบพิภพ
"หากไม่ระเบิดพลังในยามสิ้นหวัง ก็คงต้องดับสูญในความสิ้นหวัง แทนที่จะตายในอนาคต สู้ยอมเสี่ยงเดิมพันเสียตอนนี้เลยดีกว่า" หลินเทียนฝานมีปณิธานแน่วแน่ หัวใจเด็ดเดี่ยว
เดิมทีเขาไม่ใช่คนของโลกใบนี้ นับตั้งแต่ข้ามภพมาเมื่อหมื่นกว่าปีก่อน เขาต้องต่อสู้ดิ้นรนสารพัดจนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวิถีราชัน
แม้ตบะของเขาในยามนี้จะทำให้ผู้คนมากมายต้องแหงนหน้ามอง แต่เขารู้ซึ้งแก่ใจว่ายังห่างไกลนัก
ราชันผู้ยิ่งใหญ่ก็เป็นเพียงจุดสูงสุดของวิถีมนุษย์ เหนือขึ้นไปยังมีเซียน และราชันเซียน
อีกไม่นานกองทัพจากต่างมิติจะบุกโจมตีเก้าสวรรค์สิบพิภพ ลำพังตบะเพียงเท่านี้มิอาจรับมือได้
เวลานี้แม้แต่จักรพรรดิฮวงเทียนในอนาคตก็ยังต้องรออีกหลายปีกว่าจะถือกำเนิด ไหนเลยจะมีเวลาให้เติบโต
การช่วงชิงโอกาสบรรลุเป็นเซียนในตอนนี้ จึงเป็นทางรอดเดียวท่ามกลางยุคโกลาหล
"เฮ้อ เช่นนั้นข้าพอจะช่วยอะไรเจ้าได้บ้าง" เมิ่งไท่เจิงถอนหายใจ ทราบดีว่าเมื่ออีกฝ่ายตัดสินใจแล้วยากจะเปลี่ยนใจ
"ข้ารู้ว่าท่านกำลังจะก่อตั้งสำนักศึกษาเพื่อบ่มเพาะคนรุ่นหลัง ข้าจะทิ้งวิถีและเคล็ดวิชาของข้าไว้ที่นี่ หากข้าทำสำเร็จ ข้าจะเปิดศักราชใหม่แห่งการบำเพ็ญเพียร หากล้มเหลว ก็หวังว่าจะมีผู้สืบทอดเจตนารมณ์สานต่อวิถีที่ยังไม่สมบูรณ์ของข้า นี่ถือเป็นการสนับสนุนการก่อตั้งสำนักของท่านก็แล้วกัน"
หลินเทียนฝานปล่อยผมดำสลวยปลิวไสว ดูโศกสลดราวกับผู้กล้าที่จะจากไปและไม่มีวันหวนกลับ
สายลมพัดหวีดหวิว แม่น้ำอี้สุ่ยหนาวเหน็บ ผู้กล้าจากไปมิหวนคืน
"ตกลง" เมิ่งไท่เจิงรับคำอย่างหนักแน่น เข้าใจความคิดที่จะสร้างวิถีใหม่ของเขา เวลานี้มันเป็นเพียงต้นอ่อน ยังไม่ปรากฏออกมาอย่างแท้จริง ผู้อื่นยังมิอาจฝึกฝนได้
เพราะหากวิถีการบำเพ็ญเพียรใหม่จะถือกำเนิด จำต้องได้รับการยอมรับจากฟ้าดิน ผ่านการทดสอบจากอัสนีบาต มิเช่นนั้นก็เป็นเพียงปราสาทกลางเวหา เป็นเงาบุปผาในกระจก เงาจันทร์ในน้ำ
"จริงสิ ท่านว่าก่อนที่ข้าจะฝ่าด่านเคราะห์เซียน ข้าควรไปกวาดล้างพวกคนทรยศในเก้าสวรรค์เสียก่อนดีหรือไม่" จู่ๆ หลินเทียนฝานก็ยิ้มพลางเอ่ยขึ้น สีหน้าแปลกประหลาดคล้ายเด็กซุกซน
เขาล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตมากมาย จึงได้เอ่ยเช่นนั้น
อีกทั้งตระกูลจิน ตระกูลหวัง ตระกูลเฟิง และอื่นๆ ก็ไม่ถูกชะตากับเขา สมัยที่เขาเพิ่งมายังเก้าสวรรค์ใหม่ๆ คนพวกนี้กลั่นแกล้งสารพัด
ต่อมาเมื่อเขาผงาดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ขุมกำลังเหล่านี้ก็รีบเข้ามาขอสมานฉันท์ ยอมจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล ทว่าเขายังจำได้ดีว่าในอนาคตคนกลุ่มนี้คือพวกหน้าตัวเมียรักตัวกลัวตาย เป็นพวกนกสองหัวขนานแท้
ยามบ้านเมืองวิกฤต ไม่ช่วยออกแรง ไม่ช่วยสู้ มีดีแค่ปาก บางครั้งยังลอบกัดพวกเดียวกันเองอีก
"อย่า... ทำเช่นนั้นจะเกิดความวุ่นวายใหญ่หลวง ถึงเวลานั้นเก้าสวรรค์จะโกลาหล ตราบใดที่พวกเขายังไม่ทรยศอย่างเปิดเผย ในภายภาคหน้าเรายังต้องพึ่งพาพวกเขาอยู่" เมิ่งไท่เจิงรีบห้ามปราม เกรงว่าเขาจะทำจริง
เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้แค่พูดเล่น สมัยหนุ่มๆ ชายผู้นี้ดุดันเหี้ยมเกรียม ย้อมผืนดินด้วยโลหิต ก่อนจะได้รับสมญานามจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ เขาเคยถูกขนานนามว่า "จอมมารกลืนสวรรค์" อาศัยการกลืนกินบำเพ็ญเพียรขึ้นมา จนผู้คนหวาดผวา ภูตผีหลีกหนี ทวยเทพถอยห่าง
ราชันผู้ยิ่งใหญ่ที่ตายด้วยน้ำมือเขามีไม่น้อยกว่าหนึ่งคน ซ้ำยังสร้าง "ธงราชันมนุษย์" ขึ้นมา ดวงจิตของผู้ที่ถูกเขาสังหารต้องเข้าไปอยู่ในธงนี้ ถูกใช้งานชั่วกัปชั่วกัลป์ มิอาจหลุดพ้น แม้อยากตายก็มิอาจตาย
หากมิใช่เพราะต่อมาเขาบาดเจ็บปางตายในเขตแดนไร้ผู้คน จนต้องนิพพานเกิดใหม่ เปลี่ยนจากครรภ์มารเป็นครรภ์เซียน นิสัยจึงสงบลง ก่อตั้งตำหนักจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ปกครองดินแดนนับร้อยล้านลี้ ก็ไม่รู้ว่าจะมีผู้แข็งแกร่งต้องตายด้วยน้ำมือเขาอีกมากเพียงใด
"ช่างเถอะ หากข้าเป็นเซียนย่อมกวาดล้างได้ทุกสิ่ง หากล้มเหลว หมากที่ข้าวางไว้คงทำให้พวกเขาไม่กล้าก่อคลื่นลม" หลินเทียนฝานกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาเพียงแค่เสนอแนะ เข้าใจความกังวลของสหายผู้เฒ่าดี
เมิ่งไท่เจิงโล่งอก กลัวเหลือเกินว่าเขาจะทำเรื่องเหนือการควบคุม ทำให้เก้าสวรรค์สิบพิภพที่วิกฤตอยู่แล้วต้องเข้าสู่หายนะ
"เอาล่ะสหายเมิ่ง ข้าต้องไปแล้ว วันหน้าหากมีหนุ่มน้อยนามว่า 'ฮวง' มาที่นี่ ฝากดูแลเขาด้วย วิถีกายาเป็นเมล็ดพันธุ์ เขาอาจทำสำเร็จเช่นกัน"
เมื่อทิ้งมรดกสืบทอดไว้แล้ว หลินเทียนฝานก็โบกมือลาเพื่อนเก่า เดินจากป่าไผ่ม่วงไปอย่างองอาจ
"ฮวง..." เมิ่งไท่เจิงพึมพำ จดจำชื่อนี้ไว้ รู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่เอ่ยถึงโดยไร้เหตุผล
...
"สามกายรวมหนึ่ง วันนี้ข้าจักบรรลุวิถีเซียน"
เสียงตวาดก้องดังมาจากห้วงจักรวาลอันหนาวเหน็บ บุรุษสามคนรูปร่างหน้าตาเหมือนกันทุกประการเปล่งรัศมีเจิดจ้า มารวมตัวกัน
นี่คือกายาแห่ง "จิต ปราณ วิญญาณ" ของหลินเทียนฝาน แต่ละร่างล้วนมีพลังระดับราชันผู้ยิ่งใหญ่ แข็งแกร่งไร้เทียมทาน ท่องไปทั่วเก้าสวรรค์สิบพิภพไร้ผู้ต่อกร
ในอดีตเพื่อเร่งการผลัดเปลี่ยนกายาและสะสมพลังให้เทียบเคียงเซียนโลกิยะ เขาได้ฝึกฝนวิชาลับจากยุคเซียนบรรพกาล แบ่งตนเองออกเป็นสาม แล้วบำเพ็ญเพียรจนถึงจุดสูงสุดของวิถีมนุษย์อีกครั้ง เพื่อวันนี้โดยเฉพาะ
ในยุคสมัยนี้ยังไม่เข้าสู่ยุคเสื่อมถอย สสารอมตะยังมีเพียงพอ ราชันผู้ยิ่งใหญ่สามารถมีอายุขัยนับล้านปี เขาไม่อาจรอผลัดเปลี่ยนกายาทีละชาติภพ และไม่มีเวลามากพอให้ทำเช่นนั้น จึงต้องใช้วิธีการนี้
"ครืน"
สามกายหลอมรวมเป็นหนึ่ง ระเบิดแสงสว่างจ้าบาดตา เส้นผมสีดำขลับของหลินเทียนฝานย้อมกลายเป็นสีทองอ่อนในบัดดล พลังเทพอันน่าสะพรึงกลัวสั่นสะเทือนห้วงดารา
คลื่นพลังที่เกิดขึ้นรุนแรงเกินบรรยาย ภายใต้ท้องนภานี้ หมู่ดาวร่วงหล่น ดวงดาวขนาดใหญ่ลุกไหม้และตกลงมา
ภาพนั้นช่างน่าตื่นตะลึง ดวงดาวสีแดงฉานระเบิดแตกดับทีละดวง อุกกาบาตยักษ์ปกคลุมไปทั่วฟ้า
หลินเทียนฝานประดุจขุนพลเซียน รัศมีเซียนห่อหุ้มกาย เมฆมงคลลอยเต็มฟ้า แสงสว่างพุ่งเสียดฟ้า ทำให้ดาราจักรทุกแห่งหมองหม่นลง
"นั่นคือ สิ่งใด"
ชั่วขณะนั้น ผู้คนนับไม่ถ้วนตื่นตะลึง สิ่งมีชีวิตในเก้าสวรรค์สิบพิภพและเขตหวงห้ามต่างลืมตาตื่น มองไปยังธารดาราแห่งนั้น ตำแหน่งที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ประทับอยู่
"แสงแห่งการเป็นเซียน ส่องสว่างทั้งอดีตและปัจจุบัน"
"มีคนกำลังฝ่าด่านเคราะห์เพื่อเป็นเซียน"
"เป็นไปได้อย่างไร ยุคนี้ใครจะไปเป็นเซียนได้ อัจฉริยะเลื่องชื่ออย่างเยี่ยเชียนอวี่และโหมวอู๋เต้าต่างก็ล้มเหลว ร่างกายดับสูญ"
ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากส่งเสียงฮือฮา วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว ต่างเฝ้าดูวินาทีนี้ บ้างก็ไม่ค่อยเชื่อถือ คิดว่าคนผู้นี้คงจะเดินซ้ำรอยบรรพชน
"ต้องสำเร็จนะ" เมิ่งไท่เจิงถอนหายใจ มองไปในที่ไกลแสนไกล เขาหวังอย่างยิ่งว่าอีกฝ่ายจะผ่านพ้นไปได้โดยสวัสดิภาพ เรื่องนี้สำคัญต่อเก้าสวรรค์สิบพิภพยิ่งนัก
หากมิใช่เพราะผลแห่งมรรคของตนยังไม่สุกงอม ยังคงฟูมฟักอยู่ เขาแทบอยากจะไปรับเคราะห์แทน ไม่ปล่อยให้หลินเทียนฝานต้องรีบร้อนไปท้าทายผลแห่งมรรควิถีเซียนเร็วเช่นนี้
"ซู่"
ลำแสงเซียนสายแล้วสายเล่าเบ่งบานในห้วงลึกของจักรวาล ละอองแสงโปรยปราย ส่องสว่างทั่วหล้า โลกหล้าราวกับเป็นนิรันดร์ เจิดจรัสและน่าเกรงขาม
ท่ามกลางความโกลาหลมีน้ำทิพย์โปรยปรายจากฟ้า บ่อน้ำพุเทพผุดขึ้น ดอกบัวทองคำเบ่งบาน นิมิตมงคลที่ยากจะได้พบบังเกิดขึ้นในบัดดล ทำให้ทั่วทั้งฟ้าดินดูศักดิ์สิทธิ์ มิอาจล่วงเกิน
ชั่วขณะนั้น ทุกเผ่าพันธุ์ตื่นตะลึง โลกหล้าเดือดพล่าน
"เปรี้ยง"
เสียงฟ้าคำรามดังสนั่นหวั่นไหว มาพร้อมกับไอเซียนคละคลุ้ง กลืนกินท้องฟ้าดวงดาวแห่งนี้ไปจนหมดสิ้น หนาแน่นเสียจนมองไม่เห็นสิ่งใด
นี่คือทัณฑ์สวรรค์แห่งวิถีเซียน สายฟ้าช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก แม้อยู่ห่างไกลออกไปนับไม่ถ้วนดาราจักร ก็ยังทำให้ผู้คนใจสั่นขวัญผวา
"แคว่ก"
เพียงชั่วพริบตา ธารดาราแห่งนี้ก็ถูกทำลายสิ้น ไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป
เคราะห์ดีที่หลินเทียนฝานเลือกมาฝ่าด่านเคราะห์ในเขตแดนไร้ผู้คน มิฉะนั้นพื้นที่นับร้อยล้านลี้คงกลายเป็นธุลี สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนต้องดับสูญ แสงอัสนีนั้นน่ากลัวเกินไป
ทัณฑ์สวรรค์ของเขาไม่ธรรมดา รุนแรงยิ่งกว่าที่บันทึกไว้ในตำรากระดูก เคราะห์เซียนครั้งนี้เหนือกว่าทัณฑ์สวรรค์ที่เซียนแท้ทั่วไปพึงมี น่ากลัวกว่ามากนัก
"ฆ่า"
หลินเทียนฝานคำรามก้อง ทุ่มเทสุดกำลัง ต่อกรกับทัณฑ์สวรรค์แห่งการเป็นเซียนอันน่าสะพรึงกลัว ขณะเดียวกัน กระดูกทองคำสามขาที่เปี่ยมด้วยไอแห่งความโกลาหลก็อาบไล้ทะเลสายฟ้าไปพร้อมกับเขา
นี่คือศาสตราของเขา กำลังผลัดเปลี่ยนเป็นศาสตราเซียน เปล่งประกายแสงเซียนแวววาว
อัสนีบาตวิถีเซียนนับไม่ถ้วนฟาดผ่าลงมา ราวกับแม่น้ำไหลทะลักลงจากฟ้า ดั่งเสามังกรวารีกระแทกใส่ร่างของหลินเทียนฝาน ทันใดนั้นผิวหนังก็แตกยับเยิน เลือดสาดกระจายเต็มท้องฟ้า
แม้แต่ดวงจิตก็ถูกโจมตี เกือบจะถูกผ่าออกเป็นสองส่วน
หลินเทียนฝานโคจรวิชาลับ ฟื้นฟูบาดแผลในทันที ทำซ้ำกระบวนการนี้ไม่หยุดหย่อน ทุกครั้งที่กายเนื้อประกอบใหม่ ร่างกายจะแข็งแกร่งขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ราวกับผ่านการผลัดเปลี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อบรรลุผลแห่งมรรควิถีเซียนในท้ายที่สุด
"แท่นประหารเซียน"
ในทะเลสายฟ้า ปรากฏมีดสับยาที่มีแสงโลหิตแดงฉาน แผ่รังสีอำมหิต คมกริบไร้เทียมทาน ส่งกลิ่นอายอันตรายถึงขีดสุด ทำให้หลินเทียนฝานที่กำลังฝ่าด่านเคราะห์รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง ขนลุกชัน
มีดเล่มนั้นร่วงหล่นจากฟากฟ้าและทะเลสายฟ้า พร้อมกับไอเซียนที่ม้วนตัวลงมา ปลดปล่อยแสงเซียนอมตะ
ทว่าภายใต้ความสงบสุขกลับซ่อนเร้นจิตสังหารไร้ที่สิ้นสุด ตัดกายเนื้อและดวงจิต น่ากลัวยิ่งกว่าทัณฑ์สายฟ้า
"เคร้ง"
เสียงโลหะเสียดสีดังขึ้น ราวกับเสียงระฆังมรณะจากขุมนรก ทำให้ผู้คนร่วงหล่นสู่หุบเหว ดวงวิญญาณสั่นสะท้าน ขนหัวลุก
นี่คือหนึ่งในด่านที่ยากที่สุดบนเส้นทางสู่ผลแห่งมรรควิถีเซียน สิ่งมีชีวิตจำนวนไม่น้อยต้องจบชีวิตลงใต้คมมีดนี้
ขณะเดียวกัน มันยังเป็นมีดที่มาจากเจตจำนงของสวรรค์ ที่คอยขัดขวางเส้นทางของผู้บำเพ็ญเพียรโดยเฉพาะ
"ตู้ม"
หลินเทียนฝานระเบิดพลัง เลือดลมทั่วร่างดุจสายรุ้ง สั่นสะเทือนจักรวาล ราวกับดวงตะวันสิบดวงลอยเด่นกลางเวหา เหมือนภูเขาไฟนับหมื่นลูกระเบิด ร้อนแรงและเจิดจ้ายิ่งกว่า
น่าตื่นตะลึงเกินไปแล้ว นี่ดูไม่เหมือนสิ่งมีชีวิต แต่เหมือนจักรวาลฝ่ายหนึ่งกำลังเบ่งบาน บุกเบิกฟ้าดิน
แสงทองสว่างไสว อนุภาคขนาดจิ๋วนับไม่ถ้วนในร่างกายของหลินเทียนฝานสั่นไหว ประตูมากมายกำลังเปิดออก ปลดปล่อยแสงแห่งนิรันดร์กาล
ณ บัดนี้ กายเนื้อของเขาแข็งแกร่งเป็นอมตะ แสงรัศมีเจิดจ้า ทุกเซลล์ล้วนมีพลังเทพไร้ขอบเขตถูกปลดปล่อยออกมา ราวกับเป็นศูนย์รวมของโลกนับอเนกอนันต์
(จบบทนี้)