- หน้าแรก
- ระบบมอบความเป็นอมตะ ข้าทนอยู่จนทุกคนตายหมด
- บทที่ 89 ท่านอาจารย์ลุงกลายเป็นท่านอาจารย์ปู่ ระบบฝึกตนที่เหมาะสมที่สุด
บทที่ 89 ท่านอาจารย์ลุงกลายเป็นท่านอาจารย์ปู่ ระบบฝึกตนที่เหมาะสมที่สุด
บทที่ 89 ท่านอาจารย์ลุงกลายเป็นท่านอาจารย์ปู่ ระบบฝึกตนที่เหมาะสมที่สุด
บทที่ 89 ท่านอาจารย์ลุงกลายเป็นท่านอาจารย์ปู่ ระบบฝึกตนที่เหมาะสมที่สุด
“ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่า ดูท่าข้าก็คงเลี่ยงไม่พ้นเรื่องนี้เหมือนกัน”
“คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์คุนหลุนที่ยังจำข้าได้จากเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน คงเหลือแค่เจียงปู้ฝานนั่นแหละ”
“ถ้าข้าโผล่หน้าไปให้เขาเห็นอีกครั้ง เขาน่าจะเดาเรื่องความลับของข้าออกแน่”
“แล้วถ้าความลับแพร่ออกไป ข้าก็จะกลายเป็นศัตรูของทั้งโลกทันที”
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ อาหลีก็ก้มหน้าไม่ตอบ
ตั้งแต่รู้จักเฉินฉางเซิงมา เขาไม่เคยยอมให้ใครรู้ชื่อของตัวเองเลย
แรกเริ่มนั้น อาหลีแค่คิดว่าเฉินฉางเซิงเป็นคนไม่ยึดติดชื่อเสียง
แต่ตอนนี้ เขาเพิ่งเข้าใจเหตุผลที่แท้จริง
เมื่อเจ็ดร้อยกว่าปีก่อน เฉินฉางเซิงบรรลุขอบเขตแปรเทพแล้ว หมายความว่าในตอนนั้นเขาก็อายุมาหลายร้อยปีเข้าไปแล้ว
จนถึงตอนนี้ ผ่านมาอีกเจ็ดร้อยกว่าปี เฉินฉางเซิงก็ยังมีชีวิตอยู่
และไม่ใช่แค่มีชีวิตอยู่ แต่ยังดูเปี่ยมชีวิตชีวา แตกต่างจากเฒ่าแก่ทั้งหลายที่ใกล้ตายโดยสิ้นเชิง
เมื่อเป็นเช่นนี้ คำอธิบายเดียวที่เป็นไปได้ก็คือเฉินฉางเซิงสมชื่อจริง ๆ เขาทำสำเร็จแล้ว เขามีชีวิตอมตะ
เห็นอาหลีเงียบไป เฉินฉางเซิงก็ยิ้มน้อย ๆ แล้วว่า
“พอเถอะ อย่าทำหน้าเคร่งเครียดนักเลย”
“ในเมื่อข้ายอมมาหาเจ้าเอง ก็แปลว่าข้าไม่แคร์ว่าเจ้าจะรู้ความลับนี้”
“ตอนนี้เราควรมาคุยเรื่องแผนการจากนี้ต่อจะดีกว่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อาหลีก็ยิ้มออกมา
เพราะคำพูดของเฉินฉางเซิงนั้นหมายความว่าเขาเชื่อใจตนเอง ไม่ได้มองตนเป็นคนนอก
“คุณชาย แล้วท่านมีแผนจะทำอย่างไร?”
“จะให้ทำอะไรได้ล่ะ ฆ่าปิดปากสิ!”
“ข้าอาจจัดการแดนศักดิ์สิทธิ์คุนหลุนทั้งองค์กรไม่ได้ แต่แค่เจียงปู้ฝานคนเดียว ยังไม่เกินมือข้าหรอก”
“แต่ตอนนี้เขาเป็นเจ้าสำนักของแดนศักดิ์สิทธิ์คุนหลุน จะไปฆ่าเขาถึงที่ไม่มีทางสำเร็จแน่”
“วิธีเดียวคืออาศัยศึกแห่งเต๋าล่อเขาให้ออกมา”
“แต่จะทำอย่างนั้นได้ เจ้าต้องประสานมือกับข้าทั้งในและนอกจึงจะสำเร็จ”
เมื่อได้ยินว่าเฉินฉางเซิงจะไปแดนศักดิ์สิทธิ์คุนหลุนอีกครั้ง อาหลีก็ลังเลแล้วว่า
“คุณชาย แบบนี้จะไม่เสี่ยงเกินไปหรือ?”
“ก็เสี่ยงหน่อย แต่เรื่องนี้เริ่มต้นจากข้า ก็ต้องจบที่ข้า”
“หรือว่าเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนที่ชอบโยนปัญหาให้คนอื่น?”
“หึ ๆ ๆ!”
“คุณชายจะเป็นคนแบบนั้นได้ยังไง!”
“คนอื่นอาจไม่รู้จักคุณชาย แต่ข้ารู้จักคุณชายดี!”
“คุณชายเป็นคนซื่อตรง ทำทุกอย่างด้วยใจบริสุทธิ์ แบบท่านนี่แหละที่หาไม่ได้อีกแล้วในโลก...”
“พอ!”
เฉินฉางเซิงกรอกตาแล้วขัดขึ้น
“เลิกชมได้แล้ว ข้าไม่ชอบพวกปากหวาน”
“ไปเรียกศิษย์เจ้ามาที ข้ามีบางอย่างจะสั่ง แล้วก็อยากให้ฟังพวกเราสนทนาเรื่องเต๋าด้วย”
“จะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกตนของนางในวันหน้า”
“สนทนาเรื่องเต๋า?”
อาหลีเผลอถามขึ้นมา แล้วก็ถูกเฉินฉางเซิงส่งสายตาตบเข้าเต็มหน้า
“อะไร? เจ้าเห็นว่าระบบฝึกตนของเจ้าสมบูรณ์แล้วหรือ?”
“หรือเจ้าคิดว่าตัวเองบรรลุเก่งกว่าข้าแล้ว ข้าไม่มีคุณสมบัติจะคุยเรื่องเต๋ากับเจ้า?”
“ตัวเองยังไม่เข้าใจดีแท้ ๆ ยังกล้ารับศิษย์สอนคนอื่น ไม่รู้จักอายเลย!”
เมื่อได้ยินดังนั้น อาหลีก็รีบก้มหัวขอโทษแล้วหนีออกจากห้องไปทันที
ภายในห้อง
กงซุนเหวยอวี้ผู้เคยแสบซ่าเกรียวกราว ตอนนี้กลับยืนเรียบร้อยเป็นเด็กดีอยู่กับที่
ก็แน่ล่ะ ที่มาของเฉินฉางเซิงนั้นน่ากลัวเกินไป
อาจารย์ของนางก็ได้วิชามาจากเขา ตอนนี้เขายังโผล่มาร่วมประชุมเทพรุ่นเยาว์อีก
ต้องรู้ไว้นะ การจะเข้าร่วมการประชุมเทพรุ่นเยาว์ได้ มีข้อจำกัดอายุไม่เกินหนึ่งร้อยปี
ถ้าเฉินฉางเซิงเข้าร่วมได้ แปลว่ามีแค่สองความเป็นไปได้
ความเป็นไปได้แรกเขาแข็งแกร่งถึงขนาดบิดเบือนอายุของกระดูกได้
ถ้าเป็นแบบนี้ กงซุนเหวยอวี้ก็แค่ทึ่งในพลังอันลึกล้ำของเขา
แต่สิ่งที่นางกลัวคือความเป็นไปได้ที่สอง
ความเป็นไปได้ที่เรียกว่าชีวิตอมตะ
ของแบบนี้แต่ไหนแต่ไรมามีแต่ในตำนาน แต่ตอนนี้มันอยู่ตรงหน้านางแล้ว
แค่คิดก็ขนลุกไปทั้งตัว
เฉินฉางเซิงเห็นสีหน้านางก็เอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“เด็กน้อย บางเรื่องเจ้าคาดเดาได้ ก็ถือว่าเจ้าหัวไวดี”
“แต่รู้แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพูดได้ เจ้าต้องเข้าใจให้ดีนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กงซุนเหวยอวี้ก็พยักหน้ารัวทันที
“ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะคุณชาย ข้าจะไม่พูดออกไปแน่นอน!”
เฉินฉางเซิงเห็นนางทำตาเลิ่กลั่กก็ตอบยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ขู่ต่อ
เด็กที่อายุไม่ถึงร้อยปีที่เขาหยอกเล่นไปก็เพราะอารมณ์ดีที่ได้เจอคนรู้จักอีกครั้ง
หลังจากแหย่นางเสร็จ เฉินฉางเซิงก็กล่าวต่อ
“ตอนนี้สวรรค์และพิภพกำลังแปรเปลี่ยน อัจฉริยะมากมายกำลังสร้างระบบฝึกตนรูปแบบใหม่ขึ้นมา”
“ในการประชุมเทพรุ่นเยาว์ของแดนศักดิ์สิทธิ์คุนหลุน ข้าก็ได้ชมมาเยอะ”
“บางคนเริ่มจากจุดชีพจร บางคนเริ่มจากเส้นลมปราณพิเศษ”
“แม้กระทั่งมีคนที่เริ่มจากเจตจำนงทางจิตใจ ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ที่สุดคือผู้อาวุโสใหญ่ เจียงเฟิงของแดนศักดิ์สิทธิ์คุนหลุน วิชาเจตจำนงแห่งกระบี่ของเขาเรียกได้ว่าไร้เทียมทาน”
“เมื่อได้เห็นอัจฉริยะมากมายขนาดนี้ พวกเจ้าคิดว่าในบรรดาแนวทางฝึกตนเหล่านี้ อันใดแข็งแกร่งที่สุด?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ กงซุนเหวยอวี้กับอาหลีก็ตอบไม่ถูก
ทุกวันนี้มีอัจฉริยะเกิดขึ้นมากมาย แทบทุกคนล้วนมีระบบฝึกตนเป็นของตัวเอง
แม้ในหมู่พวกเขาจะมีคนเก่งกว่ากันบ้าง แต่จะบอกว่าแนวทางไหนแข็งแกร่งที่สุดมันพูดยากจริง ๆ
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กงซุนเหวยอวี้จึงลองเอ่ยว่า
“คุณชาย คำถามนี้ข้าตอบไม่ได้ แล้วท่านล่ะ รู้หรือเปล่า?”
“ขอโทษที ข้าเองก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องรู้ด้วย”
กงซุนเหวยอวี้: ???
ถ้าไม่รู้ แล้วเมื่อกี้ถามอย่างลึกลับทำไมกัน
“เจ้าต้องเข้าใจไว้ จุดสูงสุดของเส้นทางนี้ มีหลายทางให้ปีนขึ้นไปถึง”
“ใต้หล้านี้มีเส้นทางฝึกตนมากมายราวดวงดาวบนท้องฟ้า ตราบใดที่ฝึกจนสุดทางก็สามารถขึ้นไปยืนอยู่จุดสูงสุดได้ทั้งนั้น”
“ระบบฝึกตนแบบจินตัน แม้จะถูกสวรรค์ปฏิเสธ แต่ไม่ได้แปลว่ามันผิด เพียงแค่มันไม่เหมาะกับยุคนี้แล้วเท่านั้น”
“เมื่อเจ้าหมกมุ่นอยู่กับการตามหาหนทางที่แข็งแกร่งที่สุด เจ้าก็หลงทางแล้ว”
“พูดให้ชัดก็คือพวกเจ้าควรมองหา ‘เส้นทางที่มั่นคงและเหมาะสมกับยุคสมัยนี้ที่สุด’ ในบรรดาหนทางทั้งหลายต่างหาก”
“เพราะผู้ที่หัวเราะได้ในท้ายที่สุด...นั่นแหละคือผู้ชนะตัวจริง”
เมื่อได้ฟังคำพูดของเฉินฉางเซิง แววตาของอาหลีก็เปล่งประกายขึ้นในทันที คล้ายกับว่าข้อข้องใจบางอย่างในใจเริ่มคลี่คลาย
ในขณะเดียวกัน กงซุนเหวยอวี้ก็พูดออกมาอย่างตื่นเต้นว่า
“คุณชาย ท่านหมายความว่า...เราไม่ควรยึดติดกับระดับพลังแค่ช่วงใดช่วงหนึ่งใช่ไหม?”
“เช่น ระบบฝึกตนบางแบบอาจอ่อนกว่าชาวบ้านตอนอยู่ในขอบเขตที่สองที่สาม”
“แต่พอเข้าสู่ขอบเขตที่สี่เมื่อไหร่ ทุกอย่างก็อาจพลิกกลับโดยสิ้นเชิง!”
“หึ ๆ ๆ!”
เฉินฉางเซิงหัวเราะเบา ๆ แล้วชี้ไปที่กงซุนเหวยอวี้พลางว่า
“อาหลี ศิษย์เจ้าคนนี้เข้าใจอะไรได้ไวดีนี่”
เมื่อได้รับคำชมจากเฉินฉางเซิง กงซุนเหวยอวี้ก็รู้สึกภูมิใจไม่น้อย
ก็แน่ล่ะ นี่มันคำชมจากท่านอาจารย์ปู่เลยนะ
หลังจากระงับความตื่นเต้นในใจลงได้ กงซุนเหวยอวี้ก็ถามต่อว่า
“คุณชาย แล้วในบรรดาหนทางทั้งหลาย หนทางไหนที่เหมาะสมกับยุคนี้ที่สุด?”
“ก็แน่นอนว่าต้องเป็นหนทางที่พวกเราฝึกอยู่นี่ไง!”
“เลือดลม เส้นลมปราณ จุดชีพจร เจตจำนง ข้าเคยศึกษามาหมดแล้ว”
“แนวทางเหล่านี้สามารถสร้างระบบฝึกตนที่แข็งแกร่งได้จริง แต่ไม่มีทางใดที่เหมาะกับยุคนี้ได้เท่าหนทางเดียว”
“หนทางเดียวที่เหมาะสมที่สุดก็คือการฝึกกาย!”
“ฝึกกาย?”
“ไม่ใช่ฝึกกายแบบทั่ว ๆ ไป แต่คือบ่มกาย!”