- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาสร้างตัว จากคู่รักขี้โรคสู่เศรษฐีภูธร
- บทที่ 15 ต่อกรกับป้าหนิว
บทที่ 15 ต่อกรกับป้าหนิว
บทที่ 15 ต่อกรกับป้าหนิว
บทที่ 15 ต่อกรกับป้าหนิว
หลี่จวนและเกาเล่อ: ...ที่แท้ก็หมายความว่าอย่างนี้นี่เอง
ซ่งเว่ยที่ยังมีผ้าพันแผลแปะอยู่บนหน้าผากได้รับมอบหมายให้ทำงานเดิมเหมือนเมื่อวาน
แต่วันนี้โชคของเธอไม่ค่อยดีนัก นอกจากกลุ่มคุณป้าขาเม้าท์ชุดเดิมจากเมื่อวานแล้ว วันนี้ในกลุ่มยังมีคนน่ารำคาญเพิ่มเข้ามาอีกคน
ทันทีที่ซ่งเว่ยมาถึง หญิงคนนั้นก็เปิดฉากด่าทอทันที
"สาวรุ่นตัวโตปานนี้มาแย่งงานแกะเมล็ดข้าวโพดกับคนแก่อย่างพวกเรา หน้าไม่อาย! พวกยุวชนหญิงจากในเมืองนี่เกิดมาก็ขี้เกียจสันหลังยาว ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง นอกจากทำหน้าสวยๆ ไปวันๆ เพื่อยั่วผู้ชาย"
"ทุกบ้านต้องเก็บลูกชายไว้ให้ดีๆ อย่าให้พวกผู้หญิงหน้าไม่อายมาเกี่ยวไปได้ ชาวนาอย่างพวกเราไม่มีปัญญาเลี้ยงดูลูกสะใภ้คุณนายแบบนี้หรอก"
ปากของหล่อนขยับพ่นคำด่าไม่หยุด ป้าๆ คนอื่นรอบข้างต่างมีสีหน้าลำบากใจ เพราะเมื่อวานพวกแกเพิ่งจะคุยเล่นหัวเราะกับซ่งเว่ยไป วันนี้เลยไม่กล้าผสมโรงด้วย
"ป้าหนิวพูดถูกค่ะ"
ทุกคนคาดว่าซ่งเว่ยคงจะทะเลาะกับป้าหนิวแน่ๆ แต่ผิดคาด เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย
จากนั้น โดยไม่เกรงใจใคร เธอนั่งลงข้างกองข้าวโพดและเริ่มทำงานด้วยนิ้วมือที่คล่องแคล่ว
ป้าหนิวคิดว่าซ่งเว่ยกลัวตนจึงทำท่าลำพองใจ จนกระทั่งซ่งเว่ยพูดต่อ
"แต่ว่า ความขี้เกียจไม่ได้เป็นนิสัยของผู้หญิงฝ่ายเดียวนะคะ ผู้ชายก็ขี้เกียจได้เหมือนกัน ผู้หญิงขี้เกียจยังพอจะแต่งงานกับผู้ชายขยันแล้วถูไถไปได้ แต่ผู้ชายขี้เกียจนี่สิคะต่างกัน เพราะเขาคือเสาหลักของครอบครัว"
"ถ้าเสาหลักเอาแต่เฉื่อยแฉะ บ้านทั้งหลังก็พังครืน"
"คุณป้าบ้านไหนที่มีลูกสาวถึงวัยออกเรือน ต้องดูให้ดีๆ นะคะ ถ้าแต่งกับผู้ชายขี้เกียจ งานการทุกอย่างในบ้านจะตกมาอยู่ที่ผู้หญิงคนเดียว"
"ยิ่งถ้าเจอแม่สามีใจร้ายเข้าไปอีก ผู้หญิงคนนั้นคงเหมือนตกนรกทั้งเป็น มากกว่าได้แต่งงานเสียอีก"
ซ่งเว่ยไม่เคยเอ่ยชื่อใครออกมาเลย
สีหน้าของป้าๆ คนอื่นเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่คาดเดาได้ยาก
เป็นที่รู้กันดีว่าลูกชายและหลานชายของป้าหนิวขึ้นชื่อเรื่องความขี้เกียจ
และไม่ใช่แค่ขี้เกียจ ผู้ชายบ้านนั้นยังมักมากในกามอีกด้วย
ในกองผลิตและหมู่บ้านขนาดเท่านี้ ใครมีนิสัยอย่างไรย่อมรู้กันทั่ว
แม้ซ่งเว่ยจะไม่ได้ชี้หน้าด่า แต่คำพูดเป็นนัยของเธอก็ชักนำให้ทุกคนนึกโยงไปถึงครอบครัวของป้าหนิวโดยตรง
ใบหน้าของป้าหนิวเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธ
"นังเด็กยุวชนหน้าไม่อาย แกด่าใครว่าขี้เกียจ? แกด่าใครว่าเป็นแม่ผัวใจร้าย?"
ซ่งเว่ยทำหน้าไร้เดียงสา "อ้าว? ป้าหนิวคะ ทำไมต้องโมโหขนาดนั้นด้วย? ฉันไม่ได้พูดถึงป้าสักหน่อย แค่พูดเปรยๆ ขึ้นมาเฉยๆ ผู้หญิงขี้เกียจมีได้ ผู้ชายขี้เกียจก็มีได้ ฉันแค่คิดว่าผู้ชายขี้เกียจสร้างปัญหามากกว่า ป้ามาด่าฉันทำไมคะ?"
อารมณ์ฉุนเฉียวของป้าหนิวขาดผึง นางกางกรงเล็บพุ่งเข้าใส่ซ่งเว่ยทันที
ซ่งเว่ยแสร้งทำเป็นตกใจ ลุกหนีหลบฉากไปด้านข้าง พร้อมกับใช้เท้าเขี่ยฝักข้าวโพดบนพื้นพุ่งไปกระแทกเข่าของหญิงสูงวัย
ป้าหนิวเสียหลักล้มคะมำลงไปในกองข้าวโพด ฝักข้าวโพดแข็งๆ กระแทกร่างนางไปทั่ว ทำเอานางกรีดร้องลั่น
ข้าวโพดตากแห้งพวกนี้ไม่ว่าจะถูกปาใส่หรือล้มทับก็เจ็บไม่ใช่เล่น
แม้หน้าตาจะดูแก่เฒ่า แต่จริงๆ แล้วป้าหนิวอายุเพิ่งจะสี่สิบต้นๆ เท่านั้น
เพียงแต่ลมแดดและการตรากตรำทำงานทำให้ดูแก่เกินวัยไปมาก
นางส่งเสียงร้องโหยหวนเหมือนวัวโดนเชือด ในขณะที่ซ่งเว่ยซึ่งแกล้งทำท่าตื่นตระหนก รีบเข้าไปช่วยดึงนางออกมาจากกองข้าวโพด
หัวหน้ากองผลิตผ่านมาได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย จึงเดินหน้านิ่วคิ้วขมวดเข้ามา
"มีเรื่องอะไรกันอีก? ยังอยากได้แต้มค่าแรงกันอยู่ไหม?"
ป้าหนิวเอามือกุมเอว กุมสะโพก และใบหน้าที่เหี่ยวย่นพลางร้องครวญครางเป็นจังหวะ แล้วชี้หน้าซ่งเว่ย
"หัวหน้า ก็นังนี่แหละ ยุวชนซ่งมันผลักฉันลงไปในกองข้าวโพด ฉันเจ็บไปทั้งตัวแล้ว โอ๊ย จะตายแล้ว ให้มันจ่ายค่าหมอมาเลยนะ!"
หัวหน้ากองผลิตมองซ่งเว่ยด้วยความปวดหัว เพิ่งจะออกจากโรงพยาบาลมาแท้ๆ ก็มีเรื่องอีกแล้วหรือ?
ซ่งเว่ยยังคงรักษาท่าทีไร้เดียงสา "ฉันเปล่านะคะหัวหน้า ป้าแกพยายามจะเข้ามาตบฉัน แล้วแกก็ลื่นล้มไปเอง ฉันแค่หลบออกมาเท่านั้นเองค่ะ ฉันอยู่ห่างขนาดนี้จะไปผลักแกได้ยังไง ทุกคนก็เห็นกันหมด"
"หนูเห็น ยายเฒ่าหนิวลื่นล้มเอง"
"ฮ่าฮ่า... หมากินขี้ นอนแผ่เป็นคางคกเลย ตลกชะมัด!"
"โอ๊ย เอวข้า หน้าข้า ขาข้า..."
เด็กๆ ในหมู่บ้านที่พวกย่ายายพามาด้วยเพื่อให้ช่วยดูหลานได้ง่ายๆ ระหว่างแกะข้าวโพด พากันล้อเลียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
พวกเด็กๆ ทำท่าล้มเลียนแบบ เอามือกุมเอว กุมหน้า แล้วกระโดดขาเดียว
ป้าหนิวโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ตวาดลั่น "ไสหัวไปให้พ้นนะ ไอ้เด็กเปรตไม่มีพ่อแม่สั่งสอน!"
"หมายความว่าไงยายเฒ่าหนิว? เจ้าเอ้อร์โก่วของข้าพูดความจริง ข้าก็เห็นว่าแกพุ่งเข้าไปเอง ยุวชนซ่งยังไม่ได้แตะต้องตัวแกสักนิด"
ปกติพวกป้าๆ จะวางตัวเป็นกลางตามมารยาทคนบ้านเดียวกัน แต่พอป้าหนิวลามปามมาด่าลูกหลานของพวกนาง พวกนางก็ไม่ยอมอยู่เฉย
"ใช่ ยุวชนซ่งก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ทำไมต้องร้อนตัวขนาดนั้นด้วย? สงสัยจะรู้อยู่แก่ใจว่าผู้ชายบ้านตัวเองขี้เกียจจริงๆ"
"หัวหน้า ฉันเป็นพยานให้ ยุวชนซ่งไม่ได้แตะต้องตัวป้าหนิวเลย"
ป้าหนิวกทรีดร้องเสียงแหลม "ต่อให้มันไม่ได้ผลัก แต่วาจาของมันทำให้ข้าล้ม มันยั่วยุข้า มันต้องจ่ายเงิน!"
คนอย่างนางไม่ยอมเสียเปรียบใครง่ายๆ
หัวหน้ากองผลิตขมวดคิ้ว "ตกลงยุวชนซ่งพูดว่าอะไร?"
ก่อนที่พวกป้าๆ จะทันได้ตอบ ซ่งเว่ยก็พูดแทรกขึ้นมา เธอดัดเสียงเลียนแบบคำด่าทอของป้าหนิวและการตอบโต้ด้วยเหตุผลอันใจเย็นของตัวเองได้อย่างแม่นยำทุกถ้อยคำ
จากนั้นเธอก็ยืนสำรวมอยู่ข้างๆ หัวหน้ากองผลิต
"คุณลุงหัวหน้าคะ เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ ฉันไม่เคยเอ่ยชื่อแกเลยสักคำ"
ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างถึงที่สุด
หัวหน้ากองผลิต: ...เธอไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่ก็แทบจะเอาป้ายชื่อไปแปะบนหน้าผากแกอยู่แล้ว!
ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่ได้ด่าป้าหนิวตรงๆ เป็นป้าหนิวเองที่ลงมือจู่โจมก่อน และซ่งเว่ยก็ไม่ได้แตะต้องตัวนาง การหกล้มถือเป็นคราวซวยของนางเอง
"ปิดคดี เลิกโวยวายได้แล้ว"
ป้าหนิวโหยหวนเรียกร้องความยุติธรรม
"พอได้แล้ว จะให้ฉันตัดสินยังไง? ยุวชนซ่งไม่ได้ด่าแก เป็นแกเองที่รีบร้อนยอมรับว่าผู้ชายบ้านตัวเองขี้เกียจ แกเป็นคนพุ่งเข้าไปทำร้ายก่อน แล้วก็ลื่นล้มเอง โดยที่เขาไม่ได้แตะต้องตัวแกเลยสักนิด แล้วแกยังจะมาเรียกร้องเอาเงิน แกคิดว่ากองผลิตนี้เป็นซ่องโจรหรือไง?"