เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 - เตาเย็น

บทที่ 42 - เตาเย็น

บทที่ 42 - เตาเย็น


สองวันต่อมา เสิ่นเทียนไพล่มือยืนอยู่บนเนินเขา มองลงไปยังทะเลสีทองแห่งไร่นาตระกูลเสิ่นเบื้องล่าง มุมปากยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ลมปลายเดือนเจ็ดพัดกลิ่นหอมของรวงข้าวปะทะใบหน้า นาข้าวสี่พันไร่ดุจพรมทองคำที่ปูลาดจากตีนเขาไปจนถึงคุ้งน้ำไกลลิบ

รวงข้าวอวบอิ่มในนาโน้มกิ่งลงต่ำเพราะน้ำหนักเมล็ด ทอแสงยั่วยวนภายใต้แสงแดดฤดูใบไม้ร่วง ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานอันเข้มข้นเฉพาะตัวของธัญพืช

เงาร่างของเหล่าชาวนาผลุบโผล่อยู่ในคลื่นสีทอง บ้างกวัดแกว่งเคียว บ้างมัดฟ่อนข้าวที่เกี่ยวแล้วเป็นกองอย่างเป็นระเบียบ ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความปิติยินดีแห่งการเก็บเกี่ยว แววตาเป็นประกาย สะท้อนภาพความวุ่นวายแต่เต็มไปด้วยความหวัง

ร่างอวบอ้วนดูมีฐานะของจินว่านเหลี่ยงยืนอยู่ข้างกายเสิ่นเทียน เสื้อแพรสีฟ้าครามถูกลมเขาพัดจนโป่งพองเล็กน้อย

เขามองดูฉากการเก็บเกี่ยวอันยิ่งใหญ่อยู่ตีนเขา ใบหน้าอวบอูมปั้นหน้าทำท่าทางเหมือนจนใจและเจ็บปวด ถอนหายใจยาวเหยียด "พี่เสิ่นนะพี่เสิ่น ราคาที่ท่านเปิดมานี่กะจะให้ข้าเลือดหมดตัวเลยหรือไง"

เขายื่นนิ้วป้อมๆ ออกมาทำท่าทาง "ข้าดูในนาคร่าวๆ แล้ว ผลผลิตต่อไร่น่าจะเกินแปดตั้น (หาบ) ที่นี่มีนาอยู่ราวสี่พันเจ็ดร้อยไร่ ถ้าคิดราคาหนึ่งตำลึงเงินต่อหนึ่งตั้น ตามผลผลิตของท่าน กะว่าน่าจะเก็บได้ราวสามหมื่นเก้าพันตั้น ราคานี้... ราคานี้ จุ๊ๆ"

เสิ่นเทียนพยักหน้าเล็กน้อย เจ้านี่ตาถึงจริงๆ นาของตระกูลเสิ่นในนามมีสี่พันไร่ แต่พ่อบ้านเสิ่นซางแอบให้ชาวนาบุกเบิกที่ดินเพิ่ม พวกเขาหักร้างถางพงในที่ลาดเนินเขา และยังถมที่ริมแม่น้ำทำเป็นนาดี รวมแล้วมีพื้นที่สี่พันเจ็ดร้อยไร่จริงๆ

นี่เป็นเรื่องปกติของชาวบ้าน ตราบใดที่ทางการไม่เอาเรื่อง ก็ไม่มีใครว่าอะไร

นอกจากนี้ โลกนี้เนื่องจากพลังวิญญาณมีอยู่ทั่วไปในทุกที่ ผลผลิตทางการเกษตรจึงสูงมาก แถบเมืองไท่เทียนนี้ผลผลิตเจ็ดตั้นกว่าต่อไร่ก็ถือว่าสูงแล้ว ทางใต้ยิ่งได้ถึงสิบตั้นสิบสองตั้น แน่นอนว่าคนในโลกนี้ก็กินจุ ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกินข้าวปีละสิบตั้น

แต่ข้าวในนาพวกนี้ขายทั้งหมดไม่ได้ ครึ่งหนึ่งเป็นของชาวนา พวกเขาต้องเก็บไว้กินรอข้าวนาปี และยังต้องเก็บไว้ทำพันธุ์ ดังนั้นชาวนาเหล่านี้ขายได้อย่างมากก็เจ็ดส่วน

ส่วนครึ่งหนึ่งที่เป็นของเสิ่นเทียนเอง ก็ต้องเก็บไว้ห้าร้อยตั้น หากขายได้ราคาหนึ่งตำลึงเงินต่อหนึ่งตั้น เสิ่นเทียนจะแบ่งเงินได้ถึงหนึ่งหมื่นเก้าพันตำลึง

"ในช่วงเวลาแบบนี้ ข้าวใหม่ปลามันราคาย่อมตก!" จินว่านเหลี่ยงส่ายหน้า "ช่างเถอะ เห็นแก่ความสัมพันธ์ของเรา และความเป็นเพื่อนร่วมเรียนที่จะได้เข้าหอพักก้งเซิงของกรมศาสตราด้วยกัน ข้าจะกัดฟันยอมรับราคานี้ของพี่เสิ่น แถมยังจ่ายตั๋วเงินให้ท่านก่อนได้ด้วย!

แต่ท่านต้องแถมของให้ข้าหน่อย ต้องยกกวาวเครือที่ปลูกในเขาพวกนั้นให้ข้า และยังต้องช่วยข้าตากข้าวเปลือกให้แห้ง บรรจุกระสอบขึ้นรถ ส่งไปที่ยุ้งฉางของข้าในเมืองด้วย"

"ตกลง!" เสิ่นเทียนตอบรับอย่างตรงไปตรงมา

เวลานี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยว ข้าวราคาตกเหลือแปดร้อยอีแปะต่อตั้น หรือแม้แต่เจ็ดร้อยห้าสิบอีแปะก็ยังมีคนขาย จินว่านเหลี่ยงยอมให้ราคาหนึ่งตำลึง นับว่าซื้อเกินราคาจริงๆ

เขาฟังออกถึงคำว่า "ความสัมพันธ์" และ "เพื่อนร่วมเรียน" ที่จินว่านเหลี่ยงย้ำในประโยค รู้ว่าเจ้านี่ยอมจ่ายราคานี้ ย่อมมีจุดประสงค์แอบแฝง

เสิ่นเทียนฉุกคิดขึ้นมาได้ เลิกคิ้วถาม "หอพักก้งเซิงกรมศาสตรา? พี่จิน ท่านก็เข้าหอพักก้งเซิงด้วยหรือ?"

ผลการสอบของเจ้านี่ธรรมดามาก รอบตรวจสอบครั้งนี้ก็ผ่านแบบคาบเส้น เขาเข้าไปได้อย่างไร?

"ใช้เส้นสายนิดหน่อย" จินว่านเหลี่ยงยิ้มเจ้าเล่ห์ "จ่ายห้าหมื่นตำลึงบริจาคเป็น 'ก้งเซิงบริจาค' เทียบไม่ได้กับพี่เสิ่น ที่ใต้เท้าชุยเป็นผู้เสนอชื่อเอง"

"ห้าหมื่นตำลึง?" เสิ่นเทียนเดาะลิ้น ยกนิ้วโป้งให้ด้วยความนับถือ "พี่จินใจป้ำ! เงินขนาดนี้ยังยอมจ่าย"

เสิ่นเทียนคิดในใจว่าเจ้านี่เงินเหลือใช้จนเอามาละลายแม่น้ำเล่นชัดๆ

หอพักก้งเซิงมีเพียงสิทธิ์ในนามที่จะได้เข้าร่วมการสอบใหญ่ของสำนักตระกูลต่างๆ แต่จริงๆ แล้วยังมีเกณฑ์คัดกรอง

ก้งเซิงอย่างพวกเขาหากต้องการเข้าร่วมการสอบของสี่สำนักใหญ่จริงๆ ในอีกสามเดือนข้างหน้า ต้องทำคะแนนสอบประจำเดือนรวมให้ติดสิบอันดับแรก จึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบ

ปัญหาคือเจ้านี่จินว่านเหลี่ยง ดูยังไงก็ไม่น่าจะสอบติดสิบอันดับแรกได้

หากจินว่านเหลี่ยงอยากเรียนรู้วิชาจริงๆ สู้เอาเงินก้อนนี้ไปจ้างผู้ใช้อาวุธระดับห้ามาสอน หรือเข้าโรงฝึกที่มีผู้ใช้อาวุธระดับห้านั่งแท่นเป็นอาจารย์ยังจะดีกว่าเสียเงินเปล่าไปกับหอพักก้งเซิง

จินว่านเหลี่ยงเห็นสีหน้าเขาก็สงสัย "พี่เสิ่นไม่รู้หรือ? สี่สำนักใหญ่เพิ่งแก้กฎเมื่อสามปีก่อน ก้งเซิงบริจาคอย่างพวกเราขอแค่เรียนจบหลักสูตรในหอพักก้งเซิง และระดับวรยุทธ์ผ่านเกณฑ์ ก็แค่จ่ายอีกห้าแสนตำลึงเงิน ก็สามารถซื้อสิทธิ์เป็นศิษย์สายนอกของสี่สำนักใหญ่ได้โดยตรง"

เสิ่นเทียนตะลึง "ซื้อสิทธิ์ศิษย์สายนอกได้เลย? มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยหรือ?"

เขาไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ สี่สำนักใหญ่ที่เมื่อก่อนเกณฑ์สูงลิบลิ่ว บัดนี้ถึงกับยอมก้มหัวให้เงินทอง? โลกนี้ช่างเปลี่ยนไปเร็วนัก

เสิ่นเทียนส่ายหน้า สี่สำนักใหญ่ทำเช่นนี้ มีแต่จะทำให้บัณฑิตยากจนยิ่งยากจะก้าวหน้า ยากจะเงยหน้าอ้าปาก

"เรื่องดีอะไรกัน? ก็แค่สี่สำนักใหญ่จ้องเงินในกระเป๋าพวกพ่อค้าอย่างเรา หาทางล้วงเงินจากเราเท่านั้นแหละ"

จินว่านเหลี่ยงแม้จะพูดเช่นนั้น แต่มุมปากกลับฉีกยิ้มจนเกือบถึงหู "แต่สองวันมานี้ทำไมไม่เห็นพี่เสิ่นมาฟังบรรยายที่หอพักก้งเซิงเลย? จริงสิ พี่เสิ่นรู้หรือไม่? ผลการสอบตรวจสอบครั้งก่อนของท่านคะแนนดีมาก ติด 'ทำเนียบดาวรุ่ง' สามอันดับแรกเลยนะ"

เดิมทีเสิ่นเทียนไม่คิดใส่ใจ คิดในใจว่าข้าคือมารโอสถผู้ยิ่งใหญ่ จะไปฟังบรรยายอะไรที่หอพักก้งเซิง? จะเรียนรู้อะไรได้? เสียเวลาเปล่าๆ

แต่พอได้ยินประโยคหลังของจินว่านเหลี่ยง คิ้วกระบี่ของเขาก็เลิกขึ้น แววตาฉายแววยินดี

ทำเนียบดาวรุ่งสามอันดับแรก?

สิบอันดับแรกของทุกทำเนียบในกรมศาสตรา จะได้รับเบี้ยเลี้ยงประจำเดือนตามกำหนด นี่เป็นรายได้อีกก้อน ดูท่าเขาต้องไปกรมศาสตราสักรอบเสียแล้ว

ในขณะนั้นสายตาของจินว่านเหลี่ยงก็กลับไปจับจ้องที่นาข้าวอันอุดมสมบูรณ์ตีนเขาอีกครั้ง ดวงตาเล็กหยีเป็นประกายประหลาด "จริงสิพี่เสิ่น ข้าดูผลผลิตในนาของท่าน สูงกว่านาของชาวบ้านละแวกนี้อยู่โขเลยนะ! ผลผลิตต่อไร่น่าจะเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งตั้นกระมัง? นี่ตระกูลเสิ่นมีเคล็ดลับอะไรหรือเปล่า?"

เสิ่นเทียนมองตามสายตาเขาไป แล้วโบกมือหัวเราะ "พี่จินล้อเล่นแล้ว จะมีเคล็ดลับอะไร ก็แค่ฝนฟ้าเป็นใจ บวกกับชาวนาดูแลเอาใจใส่หน่อยเท่านั้น โชคดี โชคดีเท่านั้นเอง"

จินว่านเหลี่ยงหรี่ตา คิดในใจว่าจะเป็นโชคดีไปได้อย่างไร?

แต่ในเมื่อเสิ่นเทียนไม่อยากบอก เขาก็ไม่กล้าซักไซ้ต่อ

จินว่านเหลี่ยงรู้ดีแก่ใจ บรรดาตระกูลใหญ่และคหบดีมักจะมีเคล็ดวิชาบริหารจัดการไร่นาที่ไม่แพร่งพรายให้คนนอกรู้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงเครื่องมือเกษตร หรือสูตรปุ๋ยลับ ล้วนหวงแหนยิ่งชีพ ไม่ยอมเปิดเผยง่ายๆ หากเขาซักไซ้ไล่เลียงต่อ ก็จะเป็นการผิดมารยาท ทำให้คนขุ่นเคืองเปล่าๆ

ประโยคถัดไปของเขา ก็จำต้องกลืนลงท้องไป

ตอนที่จินว่านเหลี่ยงมาถึงเมื่อครู่ เขาสังเกตเห็นว่าต้นหม่อนในไร่ตระกูลเสิ่นล้วนเขียวชอุ่มมีชีวิตชีวา

ในขณะที่ตอนนี้ตระกูลต่างๆ ในเมืองไท่เทียนกำลังวิ่งเต้นติดต่อกัน เพื่อระดมเงินก้อนโตจ้างนักปรุงยาฝีมือดีมาแก้ปัญหาใบหม่อนเหี่ยวเฉา

เท่าที่จินว่านเหลี่ยงรู้ ตอนนี้มีหลายตระกูลจ้องไร่เสิ่นตาเป็นมัน เพียงแต่ติดที่ท่านข้าหลวงตรวจการชุยยังไม่กลับไป และยังเกรงใจเสิ่นปาต๋าอยู่ จึงยังไม่ลงมือ

เสิ่นปาต๋าอย่างไรเสียก็เป็นยอดฝีมือระดับสาม แถมยังเป็นระดับสามที่สำเร็จวิชาดรุณีบริสุทธิ์ขั้นสูง ตราบใดที่คนผู้นี้ยังไม่ตาย ใครๆ ก็ต้องเกรงใจอยู่บ้าง

แต่พวกเขาก็ไม่อยากเสียเงินซื้อสูตรยาจากตระกูลเสิ่น ตามธรรมเนียมเก่าของในวัง หลังจากเสิ่นปาต๋าหมดอำนาจถูกย้ายไปกองงานปัดกวาด อย่างมากเดือนเดียวก็จะถูกเนรเทศไปชายแดน หรือถูกส่งไปเฝ้าสุสาน

ถึงตอนนั้นพวกเขาอาจจะได้สูตรยาจากตระกูลเสิ่นฟรีๆ

ตระกูลเสิ่นหากต้องการอยู่เมืองไท่เทียนอย่างสงบสุข ก็ต้องผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน หากต้องการผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน การแบ่งปันสูตรยาให้เพื่อนบ้าน ก็เป็นเรื่องสมควรไม่ใช่หรือ?

แม้แต่จินว่านเหลี่ยงเอง ก็ยังน้ำลายหกอยากได้สูตรยาในมือเสิ่นเทียน เพราะครั้งนี้ที่ประสบภัยแมลง ไม่ใช่แค่เมืองไท่เทียน แต่ทั้งแคว้นชิงโจว และทางใต้อย่างแคว้นหนานโจว แคว้นหยางโจว ก็โดนกันถ้วนหน้า

เมื่อการเจรจาตกลงกันได้ เสิ่นเทียนก็เรียกหัวหน้าคนงานมา สั่งให้ขุดกวาวเครือที่ปลูกในเขาออกมา ตากแห้งและบรรจุหีบห่ออย่างดี เตรียมขนขึ้นรถส่งไปยังคลังเสบียงใหญ่ของตระกูลจินในเมือง

ส่วนข้าวเปลือกยังต้องรออีกหลายวัน ตากให้แห้งก่อนจึงจะเข้ายุ้งฉางได้

ขากลับ จินว่านเหลี่ยงกลับเปิดม่านรถม้า ร้องทักชาวนาแก่ที่กำลังเกี่ยวข้าวอยู่ข้างทาง "ท่านผู้เฒ่าลำบากแล้ว! รบกวนหยุดมือสักนิด ข้าอยากสอบถามอะไรหน่อย"

เขาโยนเศษเงินครึ่งก้อนไปให้โดยตรง "ท่านผู้เฒ่า ข้าเห็นผลผลิตปีนี้ของพวกท่านน่าชื่นใจนัก! ผลผลิตน่าจะสูงกว่าปีก่อนๆ ไม่น้อยเลยใช่ไหม? นายน้อยรองเสิ่นใช้วิชาเซียนอะไรหรือเปล่า?"

"ดูเหมือนจะสูงขึ้นเยอะจริงๆ!" ชาวนาแก่ได้รับเงินรางวัลก็ยิ้มจนแก้มปริ "แต่จะมีวิชาเซียนอะไรกัน? นักพรตในเมืองพวกเราจ้างไม่ไหวหรอก นี่เป็นความสามารถของนายน้อยรองของพวกเรา! เริ่มแรกท่านบังคับให้หัวหน้าคนงานขุดลอกคูคลองใหม่ ท่านดูคูน้ำนั่นสิ ดีกว่าเมื่อก่อนไม่รู้กี่เท่า ยามแล้งผันน้ำเข้านาได้ ยามท่วมระบายออกได้ ต่อมาท่านก็ให้คนเอา... เอา..." เขาทำตาปริบๆ "เอ้อ เอาปุ๋ยชนิดหนึ่งมาหว่านในนา! โอ๊ย ตอนนั้นพวกข้าตกใจแทบตาย ของสิ่งนั้นฤทธิ์แรงจะตาย ใครๆ ก็ว่านาคงจะล่มแล้ว!"

ชาวนาแก่ทำเสียงจึ๊ดจ๊าดด้วยความทึ่ง "ผลเป็นไงรู้ไหม? เฮ้ย! หนอนแมลงน้อยลงจริงๆ! ต่อมาก็ให้สาดของบางอย่างบำรุงดิน แล้วยังพ่นน้ำยาอะไรสักอย่าง บอกว่าป้องกันแมลง ก็แปลกๆ พิกล แต่ที่แปลกคือ"

"ตอนนี้ข้าวในนาไม่เพียงไม่ตาย ต้นข้าวยังสูงเอาๆ รวงข้าวหนักจนแอ่นลง! ท่านว่าอัศจรรย์หรือไม่?"

"อัศจรรย์จริงๆ!" ชายวัยกลางคนที่กำลังมัดฟ่อนข้าวอยู่ข้างๆ ยืดเอวขึ้น ปาดเหงื่อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเลื่อมใส "ปีก่อนๆ เหนื่อยแทบตาย ไร่หนึ่งเก็บได้เจ็ดตั้นครึ่งก็นับว่าฟ้าดินเมตตาแล้ว ปีนี้เชื่อฟังนายน้อยรอง ขุดคู หว่านของ พ่นน้ำ เฮ้ย! ท่านทายซิว่าเป็นไง? ที่นาซาวไร่ที่ข้าเช่าทำ เก็บเกี่ยวได้เกือบหนึ่งร้อยเจ็ดสิบตั้น! ได้ข้าวเพิ่มมาตั้งสิบกว่าตั้น! ความสามารถนี้ พวกเราชาวนาขอยอมรับนับถือ!"

ชาวนาหนุ่มอีกคนก็เข้ามาแทรกด้วยท่าทางนับถือ "ไม่ใช่แค่นั้น! นายน้อยรองยังให้คนโค่นต้นชาแก่ๆ ในไร่ชาทิ้งไปตั้งเยอะ แล้วยังเอาอะไรแปลกๆ ไปทำกับต้นหม่อน พวกเรานึกว่าท่านหาเรื่องป่วนเล่น ผลเป็นไงท่านทายซิ? ตอนนี้ใบหม่อนพวกนั้นใหญ่และหนา เขียวชอุ่มกว่าต้นข้างๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรตั้งเยอะ! ต่อไปเลี้ยงไหม ไหมคงกินกันเพลิน"

ชาวนาแก่หัวเราะเสียงดัง "พูดไปก็ไม่อาย เมื่อกลางเดือนข้ายังด่านายน้อยรองว่าหาเรื่องแกล้งคนอยู่เลย ตอนนี้ถึงรู้ว่าคนเขามีฝีมือจริง! ดูจากผลผลิตต่อไร่นี่ ต่อไปนายน้อยรองให้ทำอะไร ข้าก็จะทำ ไม่มีบิดพลิ้ว!"

"ของ? น้ำยา? หาเรื่องป่วนเล่น?" จินว่านเหลี่ยงฟังแล้วงงเป็นไก่ตาแตก คิดในใจว่าชาวนาพวกนี้ปากแข็งใช้ได้

แต่ดูจากความปิติยินดีบนใบหน้าพวกเขา และข้าวที่หนักอึ้งในนา ก็รู้ได้ว่าเสิ่นเทียนมีวิธีการจริงๆ

เขาบอกลาชาวนาด้วยความสงสัยเต็มอก แล้วเดินทางกลับพร้อมเครื่องหมายคำถามเต็มหัว

เมื่อกลับถึงในตัวเมืองไท่เทียน จินว่านเหลี่ยงไม่ได้กลับเรือนพักที่ตนอาศัยอยู่ประจำ แต่ตรงไปยังเรือนหลังของร้านค้าตระกูลจิน เดินผ่านประตูวงพระจันทร์หลายชั้น มาถึงศาลาริมน้ำที่เงียบสงบ

ภายในศาลา ชายวัยกลางคนสวมชุดบัณฑิตสีเรียบ บุคลิกสง่างามดั่งปัญญาชน กำลังเดินหมากกับนักบัญชี ใบหน้าของเขาซูบตอบ ใต้คางไว้เคราแพะสามเส้น ระหว่างคิ้วแฝงกลิ่นอายหนอนหนังสือที่สุขุมนุ่มลึก ตรงข้ามกับความอ้วนท้วนสมบูรณ์ของจินว่านเหลี่ยงอย่างสิ้นเชิง เขาคือบิดาของจินว่านเหลี่ยง———จินอวี้ซู

จินอวี้ซูได้ยินเสียงฝีเท้าแต่ไม่ได้เงยหน้า สายตายังคงจับจ้องที่กระดานหมาก นิ้วเรียวยาวคีบหมากสีดำ วางลงบนกระดานเบาๆ เกิดเสียงใสกังวาน

"กลับมาแล้วหรือ? ธุรกิจกับตระกูลเสิ่นคุยเรียบร้อยไหม?"

"ขอรับ ท่านพ่อ" จินว่านเหลี่ยงคารวะอย่างนอบน้อม เก็บอาการกะล่อนที่เคยชินยามอยู่ต่อหน้าบิดา "ตามราคาที่เสิ่นเทียนเปิดมา คิดหนึ่งตำลึงต่อหนึ่งตั้น แต่ที่นาของพวกเขาแอบบุกเบิกเพิ่มไม่น้อย มีถึงสี่พันเจ็ดร้อยไร่ ผลผลิตต่อไร่ก็สูงจนน่าตกใจ คำนวณแล้วเราต้องจ่ายเพิ่มอีกหลายพันตำลึง"

ตอนตอบคำถาม สีหน้าของเขาฉายแววเสียดาย ลังเล และไม่เข้าใจ

จินอวี้ซูดูเหมือนจะจับสังเกตได้ เงยหน้ามองลูกชายแวบหนึ่ง "ทำไม? คิดไม่ตก? เสียดายเงิน? รู้สึกว่าพ่อรู้ทั้งรู้ว่าเสิ่นปาต๋าถูกบีบให้พ้นจากตำแหน่งขันทีผู้ดูแลกรมสรรพาวุธ ถูกลดขั้นไปทำงานสัพเพเหระที่กองงานปัดกวาด ตระกูลเสิ่นกำลังจะหมดอำนาจ แต่พวกเรายังจะวิ่งเต้นไป 'เผาเตาเย็น' (เกาะขาคนที่หมดอำนาจ) จ่ายเงินเปล่าๆ ปลี้ๆ ใช่หรือไม่?"

จินว่านเหลี่ยงถูกบิดาพูดแทงใจดำ ก็ไม่ปิดบัง ประสานมือพูดตรงๆ "ลูกคิดเช่นนั้นจริงๆ! ท่านพ่อโปรดชี้แนะ ตอนนี้บรรดาพ่อค้าต่างหลบเลี่ยงตระกูลเสิ่นแทบไม่ทัน กลัวจะติดร่างแหทำให้คนทางตงฉ่างไม่พอใจ ตระกูลจินของเรากลับเอาตัวเข้าไปพัวพัน แถมยังเสนอราคาซื้อข้าวสูงกว่าตลาด ลูกไม่เข้าใจความหมายอันลึกซึ้งนี้จริงๆ"

"หึ" จินอวี้ซูได้ฟัง มุมปากกลับยกยิ้มเย็นชาอย่างมีเลศนัย "มองสั้น! เจ้าคิดว่าเสิ่นปาต๋าไปอยู่กองงานปัดกวาด แล้วจะหมดสภาพ ล่มสลายในไม่ช้าจริงๆ หรือ? ในสายตาข้า สถานการณ์นี้อย่างมากอีกสองสามเดือน ต้องมีการพลิกผัน!"

"พลิกผัน?" จินว่านเหลี่ยงเงยหน้าขวับ แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง "นี่... นี่จะเป็นไปได้อย่างไร? เจ้าสำนักตงฉ่างสร้างผลงานใหญ่ในการปิดล้อมสังหารมารโอสถเสิ่นเอ้า เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ บารมีกำลังพุ่งถึงขีดสุด เสิ่นปาต๋าหมดอำนาจเป็นเรื่องแน่นอนแล้ว จะพลิกฟื้นได้อย่างไร?"

"ว่านเหลี่ยงเอ๋ย" จินอวี้ซูวางหมาก ยกถ้วยชาเคลือบเขียวข้างมือขึ้น เป่าฟองเบาๆ น้ำเสียงเนิบนาบ "เจ้าเห็นแค่เสิ่นปาต๋าหมดอำนาจ แต่ไม่รู้ว่าหลายปีที่เขาดำรงตำแหน่งขันทีผู้ดูแลกรมสรรพาวุธ เขาทำอะไรไปบ้าง"

สายตาของเขาค่อยๆ คมกริบขึ้น "คนผู้นี้วิธีการแข็งกร้าว ความคิดละเอียดรอบคอบ จัดระเบียบสิ่งหมักหมม ตรวจสอบบัญชีการจัดซื้ออย่างเข้มงวด ถึงกับงัดเอาเงินก้อนโตออกมาจากปากพวกขันทีจัดซื้อที่โลภมากและพวกพ่อค้าหลวงได้! ขันทีจัดซื้อที่เคยชินกับการยักยอกและโก่งราคาพวกนั้นถูกเขากดดันจนทุกข์ระทม เกลียดเขาเข้ากระดูกดำ"

จินว่านเหลี่ยงขมวดคิ้วครุ่นคิด เรื่องที่พ่อพูดมาเขาพอจะได้ยินมาบ้าง แต่มันเกี่ยวอะไรกับการที่เสิ่นปาต๋าจะพลิกฟื้น?

จินอวี้ซูมองสีหน้าสงสัยของลูกชาย แววตาฉายแววรู้แจ้งเห็นจริงในโลก "ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เขาไปขัดขาใคร แต่อยู่ที่ว่าเงินที่เขางัดออกมาได้พวกนั้น ไปอยู่ที่ไหน?"

เขาหยุดเล็กน้อย เน้นทีละคำ "ตามที่พ่อรู้มาจากช่องทางพิเศษ เสิ่นปาต๋าไม่ได้แตะต้องเงินส่วนนี้แม้แต่แดงเดียว ทั้งหมดถูกส่งเข้าคลังส่วนพระองค์ในวังอย่างลับๆ! การใช้จ่ายส่วนพระองค์ของโอรสสวรรค์จึงอู้ฟู่กว่าปีก่อนๆ มาก โอสถ แพรพรรณ ของเล่นล้ำค่าที่เหล่าสนมได้รับแบ่งปัน ก็หรูหราประณีตกว่าแต่ก่อนไม่รู้กี่เท่า! ความสามารถในการเติมเต็มท้องพระคลังส่วนพระองค์ และเอาใจวังหลังอย่างเงียบเชียบเช่นนี้ คนอื่นเลียนแบบไม่ได้หรอก!"

เขาวางถ้วยชาลง สายตามองไปยังไผ่ที่ไหวเอนนอกศาลา ราวกับมองทะลุกาลเวลา "ตอนนี้ขันทีผู้ดูแลกรมสรรพาวุธคนใหม่ที่มารับตำแหน่ง จะมีความสามารถขนาดนี้เชียวหรือ? เขาจะมีความสามารถในการตรวจสอบบัญชีเหล่านั้นหรือไม่? ต่อให้มี เขาจะกล้าล่วงเกินพ่อค้าหลวงที่เป็นนายทุนหนุนหลังเขา เพื่อตรวจสอบการยักยอกต่อหรือไม่?

ดั่งคำว่า 'จากประหยัดสู่ฟุ่มเฟือยนั้นง่าย จากฟุ่มเฟือยสู่ประหยัดนั้นยาก'! โอรสสวรรค์และเหล่าสนมเคยชินกับการปรนเปรออย่างดีเลิศสมัยเสิ่นปาต๋าอยู่ พอเปลี่ยนคน คุณภาพข้าวของลดฮวบ เจ้าว่าผู้ยิ่งใหญ่ที่นั่งบนบัลลังก์มังกร และเหล่าสนมที่เคยชินกับความหรูหราพวกนั้น ในใจจะรู้สึกอย่างไร? และจะพาลโกรธใคร? ยิ่งเขาถอยได้ถูกจังหวะ เพิ่งจะพ้นตำแหน่งก็เกิดภัยแมลง ราคาผ้าไหมทางเหนือและใต้พุ่งพรวด"

เสียงของจินอวี้ซูไม่ดัง แต่กลับหนักแน่นดั่งค้อนทุบลงกลางใจจินว่านเหลี่ยง ความสงสัยบนใบหน้าอวบอูมค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความเข้าใจและความตื่นเต้น

"คอยดูเถอะ" จินอวี้ซูละสายตากลับมา น้ำเสียงมั่นใจ "อย่างมากไม่กี่เดือน เมื่อในวังลิ้มรสความ 'ประหยัด' เข้า วันที่เสิ่นปาต๋าจะกลับมาผงาดก็มาถึง

ถึงเวลานั้น พวกพ่อค้าที่รีบร้อนตีตัวออกห่าง หรือซ้ำเติมในวันนี้ คงได้เสียใจจนไส้เขียว" เขาชำเลืองมองลูกชายอย่างมีเลศนัย "ดังนั้น เจ้าคิดว่า 'เตาเย็น' ใบนี้ ตระกูลจินของเราควรเผาหรือไม่?"

"และเจ้าหนูตระกูลเสิ่นคนนั้นก็ไม่ธรรมดา" จินอวี้ซูวางหมากลงอีกเม็ด "เขาสามารถจัดการไร่นาจนผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งส่วน แถมยังผ่านการตรวจสอบผู้ใช้อาวุธ ไม่ใช่ตะพาบในบ่อ (คนธรรมดา) แน่ พวกเรายื่นมือช่วยตอนนี้ ไม่แน่ว่าวันหน้าอาจจะมีลู่ทางเพิ่มขึ้นอีกทาง"

จินว่านเหลี่ยงยืนนิ่งอยู่กับที่ ลิ้มรสวาจาของบิดา

ความเสียดายเงินหลายพันตำลึงมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความเลื่อมใสในวิสัยทัศน์อันยาวไกลของบิดา และความคาดหวังลึกๆ ต่อคลื่นลมทางการค้าที่กำลังจะมาถึง

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 42 - เตาเย็น

คัดลอกลิงก์แล้ว