เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 - ราชโองการเลือด

บทที่ 1 - ราชโองการเลือด

บทที่ 1 - ราชโองการเลือด


บทที่ 1 - ราชโองการเลือด

จักรวรรดิโครกหิน (Broken Rock Empire) ป้อมปราการชายแดนทางเหนือ

ภายในโรงตีเหล็กที่ดูคล้ายเพิงพักชั่วคราว

"เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!..."

เสียงค้อนเหล็กกระหน่ำตีลงบนดาบที่ร้อนแดง ประกายไฟสาดกระเซ็นกระทบกล้ามเนื้อที่เป็นมันเลื่อมของโรด

หยาดเหงื่อเม็ดโตไหลอาบใบหน้าที่หล่อเหลาและคมเข้ม ผมหยักศกหนานุ่มเปียกชุ่มลู่แนบไปกับแก้ม

โรดไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านั้น ดวงตาสีฟ้าครามจ้องเขม็งไปที่ตัวดาบ เพื่อให้มั่นใจว่าค้อนที่ฟาดลงไปทุกครั้งจะกระทบจุดที่นูนและไม่เรียบเนียนอย่างแม่นยำ

ในโลกยุคกลางที่มีเทคโนโลยีการถลุงแร่ล้าหลังเช่นนี้ เนื้อเหล็กมีสิ่งเจือปนมากกว่าโลกสีฟ้าในชาติก่อนมากนัก

เพื่อสร้างดาบดีๆ ที่ฟันเหล็กดุจฟันหยวกสักเล่ม โรดต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนเต็ม และนี่คือการตีทบครั้งสุดท้าย

[ท่านได้ทุบตีเหล็กครบหนึ่งพันครั้ง ปลดล็อกสถานะ: พลังแห่งการตีเหล็ก]

ข้อความโปร่งแสงปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน แต่โรดไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด เขาวางค้อนลง ยืดตัวตรง และเพ่งสมาธิไปที่ข้อความนั้น

ทันใดนั้น หน้าต่างสถานะส่องสว่างดุจม่านแสงก็ปรากฏขึ้น

[พลังแห่งการตีเหล็ก (สีขาว): เพิ่มพลังพื้นฐานของตนเอง 20%]

[ต้องการติดตั้งหรือไม่?]

"ติดตั้ง"

สิ้นเสียงในความคิด กระแสความอบอุ่นก็พลันแล่นพล่านไปทั่วร่างกายของโรด และไหลเวียนเข้าสู่แขนขาและกระดูกทุกส่วนอย่างรวดเร็ว!

"เฮ้อ..."

โรดหยุดมือ ยืนหรี่ตาพริ้มรับความรู้สึกผ่อนคลายและสบายตัวที่ส่งมาจากร่างกาย ความเหนื่อยล้าจากการตีเหล็กตลอดช่วงเช้าหายเป็นปลิดทิ้ง

เมื่อหยิบค้อนเหล็กขึ้นมาอีกครั้งหลังจากกระแสความอุ่นจางหายไป โรดรู้สึกว่ามันเบาหวิวอย่างเหลือเชื่อ

"พลังของสถานะคำสาป... ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ"

สีขาวคือระดับคุณภาพของสถานะ ซึ่งเป็นระดับพื้นฐานที่สุด

หากระดับพื้นฐานยังยอดเยี่ยมขนาดนี้ แล้วในอนาคตสถานะระดับสีแดงระดับตำนานจะขนาดไหนกัน?

ขณะที่กำลังทอดถอนใจ ข้อความแจ้งเตือนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง

[สถานะถัดไป: ตีดาบเล่มแรกสำเร็จ ปลดล็อก: คมศาสตราประณีต]

เจ็ดปีก่อน หลังจากงานเลี้ยงฉลองเรียนจบ โรดถูกรถบรรทุกที่ฝ่าไฟแดงชนจนกระเด็น

เมื่อตื่นขึ้นมา เขาก็พบว่าตัวเองได้ข้ามภพมาเป็น 'โรด' บุตรนอกสมรสของท่านเคานต์ทิวลิป

สิ่งที่ติดตัวโรดมาด้วยคือระบบเกมปลูกผักทำฟาร์มที่เขาเล่นในชาติก่อนอย่าง "Manor Story" (เรื่องราวแห่งคฤหาสน์)

เกมนี้ช่วยให้โรดได้รับสถานะ (Buff) และความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมผ่านการพัฒนาอาณาเขต ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ตีเหล็ก ทำเหมือง ล่าสัตว์ หรือทำสงคราม

แต่บุตรนอกสมรสอย่างโรดจะมีอาณาเขตได้อย่างไร?

ด้วยเหตุนี้ ระบบเกมที่ติดตัวมาจึงยังไม่ถูกปลดล็อก

โรดมองไม่เห็นความหวังใดๆ ได้แต่ก้มหน้าทำงานหนักเยี่ยงวัวควายอยู่ในปราสาท

จนกระทั่งเมื่อสามเดือนก่อน

ท่านเคานต์ออร่า พระอนุชาของจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโครกหิน เสียชีวิตระหว่างท่องเที่ยวในดินแดนรกร้างทางเหนือ

ศพของเขาถูกตัดหัวและแขวนประจานไว้บนต้นไม้ริมทางนอกป้อมปราการชายแดน

แม้ในนามแล้ว แดนเหนือจะเป็นดินแดนของจักรวรรดิ แต่ในความเป็นจริง มันคือดินแดนเถื่อนที่เต็มไปด้วยโจรผู้ร้ายและเผ่าพันธุ์ต่างถิ่น

องค์จักรพรรดิทรงกริ้วจัด และโยนความผิดเรื่องการตายของพระอนุชาไปที่พวกโจรและเผ่าพันธุ์ต่างถิ่น พระองค์สาบานต่อทวยเทพว่าจะต้องให้พวกมันชดใช้ด้วยเลือด เพื่อแก้แค้นให้พระอนุชา

แต่ทุ่งร้างทางเหนือนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยหุบเขาและเหลวลึกนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังมีป่าดงดิบปกคลุมเป็นหย่อมๆ ไม่เหมาะแก่การเดินทัพของกองทัพจักรวรรดิเลย

แม้จะกวาดล้างกองโจรไร้ชื่อไปได้สักสองสามกลุ่ม ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นจริงของทุ่งร้างได้ และยิ่งไม่อาจดับไฟโทสะขององค์จักรพรรดิได้

แต่ศักดิ์ศรีของราชวงศ์จักรวรรดิต้องได้รับการปกป้อง

ดังนั้น จักรพรรดิจึงออก "ราชโองการเลือด" แบ่งแยกดินแดนทางเหนือออกเป็นหลายส่วน

จากนั้นจึงออกคำสั่งให้เหล่าขุนนางส่งลูกหลานในตระกูลไปเป็นเจ้าเมือง (Lord) ที่แดนเหนือ เพื่อกวาดล้างโจรและเผ่าพันธุ์ต่างถิ่น

จักรพรรดิทรงยกเว้นภาษีให้ดินแดนเหล่านี้เป็นเวลาหนึ่งร้อยปี แต่ในแต่ละปีต้องส่งหัวของโจรหรือเผ่าพันธุ์ต่างถิ่นจำนวนหนึ่งร้อยหัวมาถวาย

เหล่าขุนนางไม่มีใครอยากได้ดินแดนรกร้างและป่าเถื่อนอย่างแดนเหนือ ตระกูลทิวลิปก็เช่นกัน

ประชากรเบาบาง ฤดูหนาวก็ยาวนานและหนาวเหน็บ

แถมยังมีโจรและเผ่าพันธุ์ต่างถิ่นเพ่นพ่าน ลูกหลานขุนนางคนไหนจะยอมไปตกระกำลำบากเสี่ยงตายที่นั่น?

แต่ท่านเคานต์ทิวลิปก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อราชโองการของจักรพรรดิได้

ในขณะที่ท่านเคานต์กำลังปวดหัวอยู่นั้น โรดในวัยสิบเจ็ดปีที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะก็ก้าวออกมา

แดนเหนืออาจเป็นแดนทุรกันดารสำหรับคนอื่นในตระกูล แต่สำหรับโรด มันคือดินแดนแห่งความฝัน

แดนเหนืออันตราย แต่ทรัพยากรก็มีไม่น้อย เมื่อโรดมีอาณาเขตแล้วก็จะสามารถปลดล็อกระบบเกมได้ สถานการณ์นี้ถือว่ายอมรับได้

ความมั่งคั่งต้องแลกมาด้วยความเสี่ยง

โรดไม่ได้ข้ามภพมาเพื่อเป็นวัวเป็นม้าให้พวกขุนนาง

เมื่อมีของวิเศษติดตัว ไม่ว่าเป็นหรือตายก็ต้องขอลองเสี่ยงดูสักตั้ง

ท่านเคานต์ทิวลิปดีใจมาก มอบทองคำให้เป็นรางวัลพิเศษถึงหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญ และจัดทหารคุ้มกันสิบนายให้ไปส่งโรด

ทหารคุ้มกันทั้งสิบนายนี้ล้วนเป็นทหารผ่านศึกที่เคยผ่านสมรภูมิมาแล้ว และนับจากนั้นพวกเขาก็ติดตามโรดมาตลอด

และเพื่อแสดงให้เห็นว่าตระกูลให้ความสำคัญกับดินแดนทางเหนือ ภรรยาของท่านเคานต์ทิวลิปจึงรับโรดเป็นบุตรคนที่สี่อย่างเป็นทางการ ทำให้เขาหลุดพ้นจากสถานะบุตรนอกสมรส

ดังนั้น ภายใต้การเป็นสักขีพยานของเจ้าหน้าที่ประกาศราชโองการ โรดจึงได้รับแต่งตั้งบรรดาศักดิ์เป็น 'บารอน' โดยมีอาณาเขตคือ 'แบล็กไพน์ริดจ์' (Black Pine Ridge) ในแดนเหนือ

และในวินาทีที่หนังสือแต่งตั้งถูกส่งถึงมือโรด ระบบเกม [Manor Story] ก็ถูกเปิดใช้งาน ข้อความสถานะและเงื่อนไขการปลดล็อกต่างๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า

บุกเบิกที่นาไร่แรก, เก็บเกี่ยวข้าวสาลีกระสอบแรกในฤดูใบไม้ร่วง, สร้างคอกสัตว์ และอื่นๆ ล้วนสอดคล้องกับสถานะที่จะได้รับ

สถานะส่วนใหญ่ต้องทำให้สำเร็จภายในอาณาเขต มีเพียงบางสถานะที่ไม่ต้องใช้อาณาเขต

เช่น [พลังแห่งการตีเหล็ก] ที่ต้องตีเหล็กหนึ่งพันครั้ง

ประจวบเหมาะกับที่หิมะตกหนักปิดเส้นทางสู่แดนเหนือ โรดจึงอดทนรออยู่ที่ป้อมปราการชายแดน และปลดล็อกพลังแห่งการตีเหล็กได้สำเร็จ

การไม่กลัวตายไม่ได้แปลว่าจะไปส่งให้เขาฆ่า หากเตรียมตัวได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

หลังจากตีขึ้นรูปดาบเสร็จ ขั้นตอนต่อไปคือการชุบแข็ง คืนไฟ และสุดท้ายคือการลับคม

สองสัปดาห์ต่อมา ประกายไฟเล็กๆ แตกกระเซ็น ขณะที่คมดาบเสียดสีผ่านหินลับมีดครั้งแล้วครั้งเล่า

ทันใดนั้นแสงเย็นเยียบก็วาบผ่านคมดาบ ข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงหน้าโรด

[ตีดาบใหญ่เหล็กกล้าเล่มแรกสำเร็จ ปลดล็อก: คมศาสตราประณีต]

[คมศาสตราประณีต (สีเขียว): อาวุธที่สร้างและลับคมด้วยมือตนเองจะมีเอฟเฟกต์เจาะเกราะ]

"สถานะเสริมพลัง?"

โรดรีบตรวจสอบดาบใหญ่ในมือ ข้อมูลตัวอักษรลอยขึ้นมาตรงหน้า

[ชื่อ: ดาบใหญ่เหล็กกล้า] [ระดับ: สีเขียว (ยอดเยี่ยม)] [เสริมพลัง: คมศาสตราประณีต]

มันคือสถานะเสริมพลังจริงๆ ด้วย!

แม้ที่นี่จะเป็นโลกแฟนตาซี แต่การจะเพิ่มเอฟเฟกต์พิเศษให้อาวุธหรือชุดเกราะมักต้องใช้วัสดุพิเศษ

แต่ดาบกล้าเล่มนี้ตีขึ้นจากเหล็กธรรมดาๆ แท้ๆ!

โรดประหลาดใจมาก เขาสั่งให้ช่างตีเหล็กที่อยู่ไกลออกไปนำแผ่นเกราะมาทดสอบทันที

เกราะแผ่น (Plate Armor) จัดเป็นเกราะหนัก ตีขึ้นจากแผ่นเหล็กกล้า มีความหนาและเหนียวแน่น เป็นอุปกรณ์ป้องกันที่ดีที่สุด ดาบธรรมดาไม่มีทางฟันเข้า

โรดยกดาบเหล็กกล้าขึ้นแล้วฟันลงไปโดยไม่ลังเล

ฉัวะ!

เสียงโลหะถูกตัดขาดดังแสบแก้วหู เกราะแผ่นที่ขาดเป็นสองท่อนตกลงกระแทกพื้นดัง "เคร้ง!"

ช่างตีเหล็กอุทานลั่น "เกราะของข้า!" เอามือกุมหัวอย่างไม่อยากเชื่อสายตา!

โรดมองรอยตัดที่เรียบกริบ แล้วก็ยืนอึ้งไปเช่นกัน

คมศาสตราประณีตช่างน่ากลัวจริงๆ!

ขนาดเกราะแผ่นยังถูกผ่าครึ่ง แล้วเกราะโซ่ถักหรือเกราะหนังจะไปกันอยู่ได้อย่างไร?

สถานะคำสาปช่างทรงพลังนัก!

แบบนี้ต่อให้เปิดร้านตีเหล็กก็ไม่อดตายแล้ว!

โรดตรวจสอบสถานะการตีเหล็กขั้นต่อไปทันที ช่างบังเอิญเสียจริง มันคือการสร้างโรงตีเหล็กในอาณาเขต

"นี่คือดาบที่ท่านตีขึ้นหรือ?"

ขณะที่โรดกำลังจินตนาการอยู่นั้น อัศวินวัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา

อัศวินผู้นี้ชื่อ ดูแรนท์ ซิลเวอร์เบลด (Durant Silverblade) สวมเกราะโซ่ถัก เอวห้อยดาบยาวมือเดียว

ดูแรนท์ปีนี้อายุสี่สิบห้าปีแล้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่ลมหายใจยังคงมั่นคง สายตาคมกริบ ไม่มีกลิ่นอายของความโรยราแม้แต่น้อย

เขาเคยเป็นอัศวินเอกภายใต้สังกัดของท่านเคานต์ทิวลิป

เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน เขาเสียมือซ้ายไปในสงคราม นับแต่นั้นก็เสียตำแหน่งอัศวินเอก กลายมาเป็นครูฝึกทหารองครักษ์

หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ท่านเคานต์ทิวลิปคงไม่มอบอัศวินผู้มากประสบการณ์และสุขุมรอบคอบผู้นี้ให้แก่โรด

ในฐานะอัศวิน ดูแรนท์ถูกดาบใหญ่เหล็กกล้าดึงดูดความสนใจในทันที

โรดสัมผัสได้ถึงสายตาของเขา จึงยื่นดาบส่งให้

"อยากลองไหม?"

"ขอรับ ขอบพระคุณ"

ดูแรนท์รับดาบยาวมา ด้วยสัญชาตญาณเขาอยากจะลองฟันเกราะแผ่นบนชั้นวาง แต่ถูกช่างตีเหล็กขวางไว้ จึงทำได้เพียงทดสอบกับเศษเหล็กข้างๆ

ดาบกล้าฟาดฟันลงไป เศษเหล็กหนาหนึ่งนิ้วขาดเป็นสองท่อนในพริบตา

เมื่อดูที่คมดาบ ยังคงเงาวาวดุจของใหม่ ไม่มีรอยบิ่นหรือรอยร้าวแม้แต่น้อย

"ข้าไม่เคยเห็นดาบที่คมกริบขนาดนี้มาก่อน เกรงว่าคงมีแต่ในตำนานอาวุธที่คนแคระสร้างเท่านั้นที่จะเทียบได้กระมัง?"

ดูแรนท์มองรอยตัดเรียบเนียนบนเศษเหล็ก ในใจเต็มไปด้วยความตกตะลึงและสงสัย

ท่านบารอนหนุ่มตรงหน้ามีทักษะการตีดาบชั้นสูงเช่นนี้ได้อย่างไร ไปเรียนมาจากใครกัน?

หรือว่ามารดาผู้ล่วงลับของท่านจะมีสายเลือดคนแคระ?

ความคิดนับร้อยแล่นผ่านสมองของดูแรนท์ แต่เขาไม่อาจเอ่ยปากถามนายเหนือหัวของตนได้ จึงได้แต่ข่มความสงสัยและส่งดาบคืนให้โรด

ไม่ว่าจะอย่างไร ในแดนเหนือที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ การที่เจ้าเมืองของตนมีทักษะการตีเหล็กชั้นยอดเช่นนี้ถือเป็นเรื่องดี

โรดรับดาบกล้ามาด้วยมือเดียว กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "เมื่อถึงแบล็กไพน์ริดจ์ ข้าจะตีดาบกล้าแบบนี้ให้เจ้าสักเล่ม"

เดิมทีโรดไม่ได้คิดว่าผลงานชิ้นแรกของตนจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ ตอนเลือกวัสดุเขาจึงตั้งใจจะทำดาบใหญ่สองมือ (Greatsword) สำหรับตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ ดาบกล้าเล่มนี้จึงหนักถึงสิบสองปอนด์ ไม่เหมาะให้ดูแรนท์ใช้ด้วยมือเดียว

ต่อให้ดูแรนท์จะเป็นอัศวินที่ฝึกฝนวิชาลมหายใจ แต่ดาบกล้าเล่มนี้ก็จะยังส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวของเขาอยู่ดี

แต่สำหรับโรดที่มี [พลังแห่งการตีเหล็ก] ช่วยเสริมพลัง ดาบหนักสิบสองปอนด์นี้กลับถนัดมือกำลังดี

"ขอบพระคุณในความเมตตาของท่าน"

ดูแรนท์โค้งคำนับขอบคุณ

ไม่มีอัศวินคนใดปฏิเสธดาบยาวเหล็กกล้าที่เทียบชั้นได้กับงานฝีมือคนแคระเช่นนี้ ดูแรนท์เองก็ตั้งตารอที่จะได้ครอบครองเช่นกัน

แต่ตอนนี้มันเป็นเพียงคำสัญญาของโรด อนาคตจะเป็นอย่างไรใครจะรู้

ดูแรนท์ในวัยสี่สิบห้าปีให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่า

"หิมะในทุ่งร้างละลายแล้ว กองทหารรับจ้างก็พร้อมแล้ว เราออกเดินทางได้ทุกเมื่อขอรับ"

ดูแรนท์กล่าวด้วยความกังวลเล็กน้อย "เพียงแต่ว่า ท่านขายเสบียงทั้งหมดทิ้ง เหลือไว้แค่เสบียงกรังและเนื้อตากแห้งสำหรับครึ่งเดือน มันจะไม่เสี่ยงเกินไปหรือขอรับ? ถึงแม้ระยะทางจากที่นี่ไปแบล็กไพน์ริดจ์จะใช้เวลาแค่เจ็ดวัน แต่ช่วงใกล้เข้าสู่เดือนแห่งต้นฤดูใบไม้ผลิ อาณาเขตของท่านอาจจะไม่มีเสบียงเหลือ"

ความกังวลของดูแรนท์นั้นโรดคิดไว้นานแล้ว มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย แล้วถามกลับว่า

"ข้าให้เจ้าไปสืบดูแล้วไม่ใช่หรือ ว่าช่วงนี้มีกองคาราวานไหนจะผ่านแบล็กไพน์ริดจ์บ้าง?"

"สืบดูแล้วขอรับ มีกองคาราวานสามกลุ่มที่จะผ่านแบล็กไพน์ริดจ์เร็วๆ นี้ กลุ่มที่ออกเดินทางเร็วที่สุดคือกองคาราวานโกลเด้นแซนด์ (Golden Sand Caravan) จะออกเดินทางวันพรุ่งนี้"

"ข้าจำกองคาราวานโกลเด้นแซนด์ได้ เป็นกองคาราวานเล็กๆ"

โรดพยักหน้า

ช่วงที่พักอยู่ในป้อมปราการชายแดน โรดรู้สถานการณ์ของกองคาราวานแต่ละกลุ่มเป็นอย่างดี

"พวกเราก็จะออกเดินทางพรุ่งนี้ ตามหลังกองคาราวานโกลเด้นแซนด์ไป"

สถานะของโรดล้วนเกี่ยวข้องกับอาณาเขต การรั้งอยู่ที่ป้อมปราการชายแดนต่อไปไม่มีความหมายอีกแล้ว

และหลังจากขายเสบียงทิ้งจนหมด เขาก็เหลือแค่ม้า ทุกคนมีม้าหนึ่งตัวแขวนถุงเสบียง รวมพลปุ๊บก็ออกเดินทางได้ทันที

เพื่อความคล่องตัวนี่เอง โรดจึงตัดสินใจเดินทางเบา ไม่ซื้อแม้กระทั่งทาสหญิงหรือพ่อครัว

"ท่านตั้งใจจะซื้อเสบียงจากกองคาราวานหรือขอรับ? แบบนั้นราคาอาจจะสูงกว่าที่ป้อมปราการชายแดนถึงสองสามเท่าตัวเลยนะขอรับ"

ดูแรนท์ประเมินอย่างต่ำที่สุด

กองคาราวานต้องเสียทองคำจ้างทหารคุ้มกัน เสี่ยงกับการถูกโจรปล้นเพื่อขนเสบียงเข้าสู่ทุ่งร้าง ราคามักจะถีบตัวสูงขึ้นห้าถึงสิบเท่า

"ซื้อ?"

โรดแสยะยิ้ม เดินเข้าไปใกล้ดูแรนท์แล้วกดเสียงต่ำ

"พวกพ่อค้าไปทำการค้าในแบล็กไพน์ริดจ์ ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีหรือไง?"

"ความหมายของท่านคือ..."

"ในฐานะเจ้าเมือง ข้าสามารถให้พ่อค้าเหล่านั้นจ่ายภาษีล่วงหน้าได้"

โรดวางแผนในใจไว้นานแล้ว ซื้อหรือจะสู้เก็บภาษีได้เร็วเท่า

ดูแรนท์ถึงบางอ้อทันที

โรดเป็นบารอนเจ้าของแบล็กไพน์ริดจ์ ทุกอย่างในแบล็กไพน์ริดจ์ย่อมเป็นของโรด แม้แต่นกที่เกาะอยู่บนต้นไม้ก็เป็นของโรด

ยกเว้นทาสแล้ว ใครก็ตามหรือกิจกรรมใดๆ ในแบล็กไพน์ริดจ์ ล้วนต้องเสียภาษีให้โรด

ถ้าโรดต้องการ ต่อให้เป็นลมหายใจก็เก็บภาษีได้

"เพียงแต่ถ้าทำเช่นนั้น วันข้างหน้าจะยังมีพ่อค้ายอมมาแบล็กไพน์ริดจ์อีกหรือขอรับ?" ดูแรนท์ถามด้วยความกังวล

"ก็เก็บภาษีล่วงหน้าสักสิบปีสิ"

โรดยิ้มบางๆ เขาเข้าถึงบทบาทเจ้าเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

"ถ้าพวกเขาส่งมอบเสบียงแล้วไม่มาทำการค้าอีก ข้าก็ไม่แคร์"

พ่อค้าเห็นแก่กำไร โรดไม่เชื่อหรอกว่าพ่อค้าที่จ่ายภาษีล่วงหน้าไปแล้วจะทิ้งโอกาสในการทำเงินที่แบล็กไพน์ริดจ์

ต่อให้เป็นเช่นนั้น ในช่วงเริ่มก่อร่างสร้างตัว โรดก็ไม่สน

ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตั้งหลักให้ได้ในทุ่งร้างทางเหนือ พัฒนาอาณาเขตให้เจริญ

เรื่องอื่นค่อยหาทางจัดการทีหลัง อย่างมากก็ตั้งกองคาราวานของตัวเองเสียเลย

ความทรงจำของลูกนอกสมรสและประสบการณ์เจ็ดปีที่ผ่านมา ทำให้โรดเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ในโลกใบนี้ถ้าไม่ใจดำก็จะถูกคนอื่นกลืนกิน

โดยเฉพาะในทุ่งร้างทางเหนือ ในสถานการณ์ที่ตนเองยังไม่มีรากฐานใดๆ จำเป็นต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมบ้าง

กองคาราวานที่ไม่มีเส้นสายเหล่านั้น คือแหล่งเสบียงชั่วคราว

โรดไม่มีภาระทางศีลธรรมใดๆ

ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยการขูดรีดและนองเลือดขนาดนี้ ยังจะมายึดถือศีลธรรมจากชาติก่อนอยู่อีกหรือ?

ถ้าอย่างนั้นคนในยุคนี้คงต้องขึ้นแท่นประหารกันหมด รวมทั้งองค์จักรพรรดิด้วย

"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ท่านบารอน ข้าจะไปตรวจสอบข้อมูลทหารคุ้มกันของกองคาราวานโกลเด้นแซนด์เดี๋ยวนี้"

ดูแรนท์ไม่ได้โง่ ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมโรดถึงจ้างกองทหารคุ้มกันเพิ่มมาอีกหนึ่งกอง

คำว่า "เก็บภาษี" ในปากของท่านเจ้าเมืองของตน เนื้อแท้แล้วก็คือการปล้น ดูแรนท์คาดเดาผลลัพธ์หากอีกฝ่ายไม่ยอมจ่ายได้แล้ว

แต่ดูแรนท์กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ หากไม่มีทุนรอนพื้นฐาน การรีดภาษีหนักในอาณาเขตของตนเองคือหนทางเดียวที่จะผงาดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว จะเก็บเท่าไหร่ก็สุดแล้วแต่เจ้าเมือง

ดังนั้นดูแรนท์จึงต้องเตรียมการล่วงหน้า

ดูแรนท์โค้งคำนับแล้วเดินออกจากโรงตีเหล็ก โรดสวมเสื้อคลุมและเก็บข้าวของเตรียมจะจากไปเช่นกัน

ตอนนั้นเอง ช่างตีเหล็กก็เข้ามาขวางโรดไว้ แล้วทำใจกล้าพูดขึ้นว่า "นายท่านผู้สูงศักดิ์ ท่านฟันเกราะแผ่นของข้าเสียหาย ท่านต้องชดใช้"

"ชดใช้?"

โรดเลิกคิ้วแปลกใจ "เจ้านำเกราะแผ่นสภาพสมบูรณ์มาทดสอบหรือ?"

"แน่นอนขอรับ นี่เป็นงานสำเร็จรูป ขายได้ตั้งสามเหรียญทอง..."

ช่างตีเหล็กยังพูดไม่ทันจบ โรดก็ยกมือห้าม

"ข้าสั่งให้เจ้านำเกราะแผ่นมาทดสอบ แต่ใครสั่งให้เจ้าเอาเกราะแผ่นสภาพสมบูรณ์มาทดสอบ?"

สายตาของโรดเย็นชาลงทันที ถามกลับด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร "เจ้ากำลังเอาสินค้าที่ขายไม่ออกมาขู่กรรโชกขุนนางอยู่หรือเปล่า?"

โรดไม่ได้พูดเกินจริง เกราะแผ่นทั้งหนาทั้งหนัก คนทั่วไปใส่ไม่ได้ แถมราคายังแพงระยับ

ช่างตีเหล็กตะลึงงัน

โรดไม่ได้สั่งให้เขาเอาเกราะแผ่นสภาพสมบูรณ์มาทดสอบจริงๆ

ประเด็นคือ ใครจะไปคิดว่ามือใหม่อย่างโรด จะตีดาบหนักที่ฟันเกราะแผ่นขาดครึ่งออกมาได้กันเล่า?

"ข้า... แต่ว่า..."

ช่างตีเหล็กทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

การขู่กรรโชกขุนนางเป็นโทษหนัก อย่างน้อยต้องโดนโบย

แต่เกราะแผ่นชุดนี้เขาลงทุนไปมหาศาล ถ้าสูญเปล่าไป ปีหน้าเขาคงไม่มีปัญญาจ่ายค่าเช่าร้านและภาษีแน่

"เงินน่ะข้าไม่มีทางให้เจ้า แต่ข้าให้โอกาสเจ้าได้"

โรดเห็นสีหน้าช่างตีเหล็กแล้วก็ไม่ได้คิดจะกลั่นแกล้ง น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย "แบล็กไพน์ริดจ์ของข้ากำลังขาดแคลนช่างตีเหล็ก ถ้าเจ้ายอมไปที่นั่น ข้าจะยกเว้นภาษีให้ห้าปี แถมยังจะพิจารณาสอนความรู้เรื่องการตีเหล็กให้ และหาเมียให้เจ้าด้วย"

ความสามารถจากสถานะของโรดถ่ายทอดให้ใครไม่ได้ แต่ความรู้การตีเหล็กที่ได้จากระบบสามารถสอนคนอื่นได้

โรดไม่รู้สถานการณ์ที่แน่ชัดของแบล็กไพน์ริดจ์ แต่เขาไม่รังเกียจที่จะมีช่างตีเหล็กเยอะๆ หรอก

"ข้า..."

ช่างตีเหล็กลังเลมาก

เขารู้ดีถึงสภาพของทุ่งร้างทางเหนือ แต่การยกเว้นภาษีห้าปีและความรู้เรื่องการตีเหล็กก็ยั่วยวนใจเขาเหลือเกิน

"เจ้ามีเวลาคิดหนึ่งคืน ถ้าตกลงจะไปกับข้า ก็ไปหาข้าที่โรงเตี๊ยม"

โรดไม่สนใจช่างตีเหล็กอีก หันหลังเดินกลับโรงเตี๊ยมไป

จบบทที่ บทที่ 1 - ราชโองการเลือด

คัดลอกลิงก์แล้ว