เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 19 หยูยี่เฟิง

ตอนที่ 19 หยูยี่เฟิง

ตอนที่ 19 หยูยี่เฟิง


ชายชุดขาวมองเขา สีหน้าของเขายินดีและเป็นมิตร

“ข้าว่าเจ้าคงมีคำถามใช่ไหมศิษย์น้อง?”

เสี่ยวเฉินหรี่ตาสังเกตหน้าใหม่ทั้งสอง

“คำถามรึ? ข้าต้องมีอยู่แล้ว ผู้เฒ่าคนไหนเป็นอาจารย์เจ้ารึ?”

“เอ่อ…”

ชายสองคนมองหน้ากันสั้น ๆ ด้วยความอับอาย ชายชุดเดียวตอบ

“บอกตามตรง พวกข้าเป็นศิษย์นอกนิกายสามพิสุทธิ์”

พวกเขาชี้ไปที่ยอดเขาที่เตี้ยกว่าข้างยอดเขาหลัก

“ศิษย์นอก…”

การเปิดเผยความจริงของเขาทำให้สามองค์ชายที่ไม่รู้ตัวดูหม่นหมองราวกับโดนน้ำแช่น้ำแข็งสาดใส่

ชายชุดขาวพูดต่อ

“พวกเราอาจเป็นศิษย์นอก แต่พวกเราก็ไม่ต่างจากศิษย์ในทั่วไป มีโอกาสมากนักที่พวกเราจะได้เลื่อนเป็นศิษย์ใน”

เสี่ยวเห็นมองเขาเชิงดูถูก ชายชุดเขียวพูด

“พวกเรารู้ว่าเจ้ามีผลการสอบที่ยอดเยี่ยม แต่มีคนเกินหยิบมือที่มีพรสวรรค์เหนือกว่าพวกเจ้า นิกายเรารับศิษย์ในหน้าใหม่เพียงแค่ห้าคนและศิษย์นอกห้าสิบคนต่อครั้ง แต่เราจะไม่รับศิษย์อีกถ้าหากรับจนเต็มแล้ว”

องค์ชายฉีถาม

“หมายความว่าไงรึ?”

ชายชุดขาวตอบ

“หมายความว่าเจ้าอาจปฏิเสธพวกข้าศิษย์นอกได้ แต่เราจะไปหาคนอื่นที่จนใจต่อจนกระทั่งครบ 50 คน ถึงตอนนั้นโอกาสเข้านิกายของเจ้าจะเหลือเพียงแค่ห้าที่ของศิษย์ใน”

เป็นเช่นนี้นี่เอง พวกเขาเลือกที่จะเป็นศิษย์ในได้ แต่นั่นจะเป็นการทิ้งโอกาสเป็นศิษย์นอก แต่ถ้าหากมีใครที่ไปกับเขาสองคนตอนนี้ พวกเขาจะกลายเป็นศิษย์นอกทันที

ลั่วชางหยานยืนเงียบไม่พูดอะไร องค์ชายหยานเดินไปหาชายชุดขาวและเขียวก่อนเป็นคนแรก เขากระซิบ

“ข้าคิดว่ามันรับได้นะ ทำไมเราไม่…”

องค์ชายจ้าวและองค์ชายฉีฟังเงียบ ๆ แต่ต่อมาพวกเขาก็คล้อยตาม

“ศิษย์พี่เสี่ยว ศิษย์พี่ลั่ว…พวกข้าขอโทษ…”

เสี่ยวเฉินถอนหายใจยาว เขามองยอดเขาเมฆหนา

“การเดินทางวิถีเซียนไม่เคยมีพื้นที่ให้ผู้ที่จิตใจบอบบางขาดความมุ่งมั่นตั้งใจ เราไปกันต่อเถอะศิษย์พี่”

เสี่ยวเฉินพูดกับลั่วชางหยาน

“ข้าเองไม่สนหรอกว่านี่จะเป็นจุดจบหรือไม่ ข้าแค่สงสัยว่ายอดเขาหลิงไถเป็นแบบไหนก็เท่านั้น”

ชางก่วนหยานพูดอย่างเรียบเฉย จากนั้นพวกเขาสามคนจึงเดินขึ้นเขาต่อไป

พวกเขาเหลือเพียงแค่สามคนเดินต่อไปโดยไม่พูดอะไร ลั่วชางหยานเงียบเป็นพิเศษ เสี่ยวเฉินหัวเราะเบา ๆ

“ศิษย์พี่อย่าเอาแต่คิดเรื่องเศร้าเลย ทุกคนมีทางเลือกของตัวเองและพวกเขาตัดสินใจแล้วโดยรู้ว่าการเป็นศิษย์นอกอาจจะเหมาะกับพวกเขามากกว่า เราไม่จำเป็นต้องฝืนใจใครให้เดินตามเส้นทางของเรา”

ลั่วชางหยานส่ายหน้าด้วยความหม่นหมอง นางยังคงไม่คิดจะพูดอะไร แต่ตอนนั้นพวกขเาก็ได้ยินเสียงมาจากข้างหลัง

“ศิษย์พี่เสี่ยว ศิษย์พี่ลั่ว! รอข้าด้วย!”

เป็นสามองค์ชายนั่นเอง เสี่ยวเฉินหัวเราะชอบใจ

“ข้าคิดว่าพวกเจ้าเป็นศิษย์นอกไปแล้วซะอีก! กลับมาทำไมกัน? มาส่งพวกข้ารึไง?”

องค์ชายจ้าวพิงต้นไม้หอบเหนื่อย เขาพูดเมื่อปรับลมหายใจได้

“พวกข้าตัดสินใจแล้ว! อย่างที่แม่นางชางก่วนพูด พวกข้าไม่สนว่าจะได้เป็นศิษย์หรือไม่ แต่พวกข้าจะไปที่ยอดเขาหลิงไถด้วยตัวเองและเห็นฐานที่มั่นของเหล่าเซียนด้วยตาตัวเอง!”

“ใช่แล้ว! พวกเราผ่านร้อนผ่านหนาวจนมาไกลถึงทที่นี่ อย่างน้อยก็ต้องไปให้เห็นกับตาจะได้ไม่เสียใจทีหลัง! พวกเราสามยอดกระบี่ตัดสินใจแล้ว ไปกันเลย!”

องค์ชายฉีพูดเช่นกัน

“ฮ่าฮ่าฮ่า!”

เสี่ยวเฉินหัวเราะให้กับท้องนภาอย่างสบายใจ

แม้แต่ลั่วชางหยวนก็หัวเราะเบา ๆ นางตาแดงรื้น

“ดีล่ะ ดีแล้วที่เจ้าไม่ไปกับพวกเขา”

นางพูด

“เอ๋? หมายความว่ายังไงรึ?”

ถ้าคนที่เหลือมองนางด้วยความสงสัย

“ไม่มีอะไรหรอก ไปต่อเถอะ”

ลั่วชางหยวนพูดและหัวเราะอีกครั้ง

ที่ตันเขา ชายหนุ่มชุดเขียวและขาวยังคงอยู่ ชายชุดเขียวพูดก่อน

“เฮ่อ…ผู้เฒ่าสองคิดอะไรอยู่ถึงได้เอาแผนธรรมดาเช่นนี้มาหลอกเด็กใหม่! พวกเราหลอกเจ้าสามโง่ยังไม่ได้! แล้วเราจะไปหลอกใครได้อีก?”

“หรือเพราะว่าเจ้าพูดมากเกินไปจนพวกเขาจับได้?”

“เป็นไปไม่ได้! ฮึ! ดูสิ มีคนมาอีกแล้ว! เตรียมลองอีกรอบเถอะ!”

ชายหนุ่มสองคนกระโดดขึ้นกระบี่อีกครั้ง

สองชั่วโมงต่อมา เสี่ยวเฉินและพรรคพวกถึงยอดเขาหลิงไถในที่สุด พวกเขาพบว่าตัวเองถูกรายล้อมไปด้วยทะเลเมฆและเงากระเรียนที่บินอย่างอิสระบนท้องฟ้า พวกเขาเห็นยอดเขาราวสี่ห้ายอดที่อยู่ไกลออกไปซึ่งสูงเท่ากันและยอดเขาทั้งห้านั้นเชื่อมต่อกันด้วยโซ่เหล็ก มีสิ่งปลูกสร้างอันยิ่งใหญ่บนแต่ละยอดเขา รั้วหินอ่อนรอบ ๆ สิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นที่แดงดั่งโลหิน เช่นเดียวกับแผ่นกระเบื้องสีสดใส นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเซียน

พวกเขาอยู่บนยอดเขาแรก เสี่ยวเฉินรู้สึกถึงพลังปราณที่มากกว่าเดิมเทียบกับพื้นด้านล่างที่คนธรรมดาอยู่อาศัย

สามองค์ชายลืมหายใจจากภาพอันงดงามตระการตา

“นี่เองสินะที่เซียนอยู่…การเดินทางของพวกเราไม่เสียเปล่า…”

“ข้ายินดีกับพวกเจ้าด้วย พวกเจ้าเป็นกลุ่มแรกที่สิบเสร็จ”

เสียงร่าเริงดังมาจากเมฆหมอกหนา

ชายหนุ่มที่เหมือนกับเซียนตัวจริงปรากฏจากหมู่เมฆ เขาสะบัดแขนและสลายเมฆรอบตัว กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้มาถึงลานกว้างที่มีชายหนุ่มและหญิงสาวชุดขาวมารวมตัวกัน พวกเขารับรู้ถึงการมาของเสี่ยวเฉินและพวกอย่างเงียบเชียบ บางคนพยักหน้ายิ้มรับ

“ค คารวะ…เหล่าเซียน”

สามองค์ชายเข่าอ่อน การปรากฏตัวของเซียนหลายคนพร้อมกันทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดใจจนแทบพูดไม่ออก

หญิงสาวคนหนึ่งปิดปากกลั้นหัวเราะ นางกระซิบกับศิษย์พี่ใกล้ ๆ

“เจ้าสามคนนั้นทึ่มจริง ๆ เรียกพวกเราว่าเซียนซะด้วย”

พลบค่ำใกล้เข้ามาเมื่ออีกสองชั่วโมงผ่านไป ดวงอาทิตย์ทอแสงสีทองสาดมวลเมฆราวกับว่ากำลังเผาไหม้เป็นสีทอง อีก 14 กลุ่มที่เหลือเองก็มาถึงแล้ว พวกเขาที่มีกันราว 300 คนในตอนนี้เหลือไม่ถึง 100 คนแล้ว

แสงกระบี่สองสายตกลงจากฟ้าสู่เบื้องหน้าทุกคนเป็นสองบุรุษ หนึ่งคนชุดเขียวและอีกคนชุดขาว ทุกคนตกตะลึงจากการปรากฏตัวของเขา

“นะ…นี่เจ้า! ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ!”

ชายทั้งสองหัวเราะเสียงดัง

“ฮ่าฮ่าฮ่า! ยินดีกับพวกเจ้าทุกคนด้วย พวกเจ้าสอบผ่าน ที่เหลือสอบตกไปแล้ว กำลังเดินลงเขากันอยู่”

เป็นตอนนี้เองที่ทุกคนเข้าใจและรู้สึกโล่งใจและขอบคุณที่ตัวเองไม่ตัดสินใจตามพวกเขาสองคนไป มันคือการทดสอบเพื่อคัดพวกเขาออก คนที่ติดตามสองคนนั้นจะถือว่าสอบตกทันที มันเป็นอย่างที่เสี่ยวเฉินเคยพูดมาก่อน ถนนของวิถีเซียนนั้นยากลำบาก และมีเพียงผู้ที่ล้มเหลวเท่านั้นที่ขาดความมุ่งมั่นตั่งใจ นิกายสามพิสุทธิ์ไม่ต้องการคนที่จิตใจสั่นไหว ดังนั้นการทดสอบนี้จึงถูกจัดขึ้นโดยชิงเจินสี ผู้เฒ่าสองของนิกาย

สามองค์ชายเหงื่อทะลักเปียกแผ่นหลัง เสี่ยวเฉินยิ้มบาง เขามองอุบายนี้ออกตั้งนานแล้ว ศิษย์นอกนั้นยากที่จะมีพลังขอบเขตชำระปราณขั้นห้า เขามองรอบ ๆ และเห็นทั้งเสี่ยวหวังเอ๋อและเสี่ยวฮั่น

มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ดูหมองหม่นในบรรยากาศยินดีรอบกาย นั่นคือม่อหยู สมุนของเขามี 29 คนในตอนที่เริ่มสอบ แต่ในตอนนี้พวกเขามีเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น แม้จะรู้ว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นในระหว่างการสอบ เขาก็ทำได้แค่มองคนของเขาถูกลวงไปเพราะไม่ทำตามคำสั่ง

“เอาล่ะ ตอนนี้เราจะประกาศคะแนนสุดท้ายสำหรับการสอบครั้งนี้”

ชายชุดเขียวและขาวประกาศ

ม่อหยูยิ้มอย่างชั่วร้าย แม้ว่าเขาจะเสียคนไปมากกว่าสิบคน กลุ่มของเขาก็มีแก้วแปดสีเกือบพันก้อน เขาจะต้องได้ที่หนึ่งอย่างแน่นอน

แก้วแปดสีแต่ละก้อนนั้นนับเป็นหนึ่งคะแนน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากลุ่มของม่อหยูจะมีคะแนนสูงสุด คะแนนนั้นจะแบ่งเท่ากันตามคนในกลุ่มรวมถึงคนที่สอบตกด้วย พวกเขาทุกคนได้คะแนนเพิ่มคนละสามสิบคะแนน กลุ่มที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือกลุ่มของเสี่ยวเฉินที่ได้เพียงแค่สองร้อยคะแนน แต่ด้วยจำนวนคนในกลุ่มที่น้อย พวกเขาจึงได้คะแนนเพิ่มขึ้นมาเกือบ 50 คะแนน

ดังนั้นกลุ่มที่มีคนน้อยกว่าจึงได้ประโยชน์เหนือกว่ากลุ่มที่ใหญ่กว่า

ชายชุดเขียวหัวเราะ

“เอาล่ะ ต่อไป เรามีกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดของการสอบแล้ว นั่นคือกลุ่มศิษย์พี่ลั่ว! ทุกคนปรบมือ!”

ทั้งสองเริ่มปรบมือ แต่ไม่มีใครตอบสนองคำพูดของพวกเขา ทุกคนเงียบไปทั้งลานและมีเพียงเสียงปรบมือของคนสองคนที่ค่อย ๆ จางหายไป แม้แต่รอยยิ้มบนใบหน้าพวกเขาเองก็ด้วย ทุกคนนิ่งอ้าปากค้าง

เสียงม่อหยูที่โมโหร้ายดังทำลายความเงียบ

“เจ้าบ้าไปแล้วเรอะ? กลุ่มข้ามี 900 คะแนนแล้วกลุ่มนั้นมีแค่ 200 ทำไมถึงเป็นกลุ่มที่คะแนนสูงสุดได้?”

ชายชุดเขียวตกใจจากความโกรธเกรี้ยวนั้นและไม่กล้าตอบ ชายชุดขาวที่มากับเขาตอบเสียงค่อย

“ใจเย็นก่อนศิษย์พี่ม่อ นี่เป็นกฎที่ผู้เฒ่าตั้งเอาไว้เมื่อสามวันก่อน อันดับจะต้องตัดสินตามคะแนนเฉลี่ยกับจำนวนคนในกลุ่ม”

“ทำไมเจ้าถึงไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้!”

“ข้าบอกไปแล้ว…แต่ศิษย์พี่ไม่ได้ฟัง…”

“เจ้าพวกโง่! ไปลงนรกซะ!”

สามองค์ชายไม่ได้มองชายสองคนนั้นและพากันดีใจ กลุ่มของพวกเขาได้คะแนนสูงสุดแม้ว่าพวกเขาจะไม่ถูกผู้เฒ่าเลือก ลั่วชางหยานก็ยังเลือกพวกเขาคนหนึ่งเป็นศิษย์ในได้

เสียงตื่นเต้นพร้อมเสียงพูดคุยกันดังไปทั่วลานกว้าง เสียงหนึ่งดังขึ้นเฉือนสายลมดั่งกระบี่

“นี่คือคนที่สอบผ่านรึ?”

ทุกสิ่งจมอยู่ในความเงียบ พวกเขาได้ยินเพียงแค่ฝีเท้าแผ่วเบาที่ใกล้เข้ามาก่อนที่จะเห็นชายหนุ่มอายุราว 20 ปีรวมชุดขาวล้วนปรากฏตัว ที่หลังของเขามีกระบี่สองเล่มเป็นแดงและขาว ดวงตาของเขาสดใสดั่งน้ำค้างและมีใบหน้าร่าเริงแจ่มใจดุจดวงตะวัน ชายหนุ่มคนที่เจิดจรัสด้วยรัศมีเซียน

ด้วยสิ่งที่เขาเป็นนี้เองที่ทำให้ทุกคนเงียบอย่างง่ายดาย ไม่มีศิษย์ปัจจุบันคนใดในนิกายสามพิสุทธิ์ที่กล้าปริปากต่อหน้าเขา แม้แต่ม่อหยูเองก็ไม่กล้าพูด เขาเชื่องราวกับแกะ

“เซียนหยู”

ชายหนุุ่มยิ้มอย่างอ่อนโยน ท่วงท่าของเขาสง่างามราวกับสายลมแผ่วเบา

“ข้าไม่คู่ควรกับฉายานั้นหรอก เรียกข้าว่าศิษย์พี่หยูก็พอ”

เขาเดินมาที่ลานกว้างและมองเหล่าศิษย์ใหม่และพยักน้ายอมรับ

เสี่ยวเฉินหรี่ตาสังเกตผู้มาใหม่ เขาเป็นใครกัน? เหตุใดถึงได้คุ้นหน้านัก? เขาดูจะจำกระบี่สองเล่มนี้ได้ในอดีต แต่เขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดและรู้จักได้อย่างไร

ในตอนนี้ เสียงใกล้ ๆ ดังขึ้น

“ศิษย์พี่คนนั้นเป็นใครน่ะ?”

ศิษย์พี่ที่ถูกถามส่งสัญญาณให้เขาเงียบและพูดอย่างระวัง

“เซียนคนหนึ่งมาจากตำหนักม่วงเมื่อไม่นานมานี้ ชายคนนี้อาจเป็นศิษย์ของเขา เขาอาจดูอายุน้อย แต่พลังของเขาเหนือกว่าผู้เฒ่าของเรา”

“อ๊ะ…ถ้าอย่างนั้นเขาก็เป็นเซียนจากตำหนักม่วงน่ะสิ…”

ศิษย์อายุน้อยพูดด้วยความตกตะลึง

เสี่ยวเฉินก้มหน้าและย้อนคิดถึงความทรงจำเกี่ยวกับชายหนุ่มคนนี้ แต่ทุกสิ่งนั้นพร่ามัวไปหมด บางความทรงจำนั้นสดใสดั่งกลางวัน บางทรงจำปั่นป่วนจนกระทั่งเขาจำได้ในที่สุด

“พี่ยี่เฟิง?”

เสี่ยวเฉินอ้าปากค้าง

เขาส่งเสียงแผ่วเบาออกมาโดยไม่ตั้งใจ แต่ชายหนุ่มนั้นได้ยินเพราะความเงียบเชียบในลานกว้าง เขาค่อย ๆ เดินเข้าใกล้ ทุกคนกลั้นหายใจและมองเขาหยุดอยู่หน้าเสี่ยวเฉิน

“เจ้าคือ…เฉินน้อยรึ?”

ชายหนุ่มถามออกมา

จบบทที่ ตอนที่ 19 หยูยี่เฟิง

คัดลอกลิงก์แล้ว