เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 18 จุดจบและจุดเริ่มต้น

ตอนที่ 18 จุดจบและจุดเริ่มต้น

ตอนที่ 18 จุดจบและจุดเริ่มต้น


ลั่วชางหยานยังคงเงียบ แต่นิ้วมือของนางยังแตะด้ามกระบี่เอาไว้ด้วยความกังวล หญิงสาวชุดแดงหัวเราะอย่างร่าเริงเมื่อเดินเข้าใกล้พวกเขามากขึ้น นางพูดอย่างนุ่มนวล

“ศิษย์พี่ได้เจอศิษย์น้องทั้งทีคงไม่ต้องเครียดขนาดนี้หรอกใช่ไหม?”

เสี่ยวเฉินสังเกตดูนางและจำได้ว่านางชื่อเหวินชิงหยู ศิษย์ของผู้เฒ่าสี่และมีีพลังขอบเขตชำระปราณขั้นหก เขาดึงชายเสื้อลั่วชางหยาน

“ไปกันเถอะศิษย์พี่ ใกล้ค่ำแล้ว”

เหวินชิงหยูมองดูคนของนาง พวกเขามากกว่าสิบคนกระโดดมาทางพวกเสี่ยวเฉินในทันที เสี่ยวเฉินพูดอย่างเยือกเย็น

“ศิษย์พี่ต้องการอะไรรึ?”

เหวินชิงหยูหัวเราะเบา ๆ มองลั่วชางหยาน

“อะไรกัน! ดูสิศิษย์พี่ เด็กฝึกหัดคนนี้ของศิษย์พี่ดูอารมณ์ร้อนเลยไม่ใช่รึ? ไม่รู้จักมารยาทรึอย่างไร?”

เมื่อมีคนสิบคนยืนขวาง องค์ชายจ้าวเดินเข้ามาแสดงเหรียญหยก

“โอหัง! ข้าเป็นองค์ชายแห่งแคว้นจ้าว! ใครเป็นคนแคว้นจ้าวบ้าง? เดินออกมา!”

สี่คนค่อย ๆ ออกจากกลุ่มที่ขวางทาง องค์ชายหยานได้ใจและเดินมาแสดงเหรียญหยกบ้าง

“ใครมาจากแคว้นหยาน ออกไปให้พ้น!”

“ใครมาจากแคว้นฉี! เจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่!?”

องค์ชายฉีเองก็แสดงเหรียญหยกของตัวเอง

สามองค์ชายยืนหน้าพวกพ้อง เหลือเพียงสองคนที่ขวางทางพวกเขา ทั้งสองนั้นเป็นคนนอกด่าน แต่เมื่อเทียบจำนวนแล้ว พวกเขาก็ได้แต่กลืนน้ำลายและเดินกลับไปหาเหวินชิงหยูอย่างเสียไม่ได้

องค์ชายจ้างจ้องเหวินชิงหยู

“ศิษย์พี่เหวินปฏิเสธพวกข้า แม้แต่พวกข้าก็ได้รับการรับรองจากอาจารย์ศิษย์พี่ คิดจะทำอะไรกันแน่?”

เหวินชิงหยูไม่สะทกสะท้าน

“เจ้าโทษตัวเองเถอะ เจ้าเป็นคนที่เลือกคนผิดเอง!”

“บัดซบ! แล้วทำไมถึงปฏิเสธพวกข้าล่ะ? พวกข้าคงต้องถูกบังคับให้กลับไปถ้าหากไม่ใช่เพราะศิษย์พี่ลั่ว!”

องค์ชายจ้าวตะคอกและถ่มน้ำลายลงพื้น

เหวิงชิงหยูจ้องพวกเขาอย่างเย็นชา

“เจ้าคิดว่าสวะไร้ประโยชน์สามชิ้นอย่างพวกเจ้าจะคู่ควรได้ร่ำเรียนวิชาเข้าสู่วิถีเซียนรึ? เลิกฝันกลางวันได้แล้ว! เอาแก้วแปดสีมาให้ข้า 50 ก้อน มิเช่นนั้นก็อย่าหวังว่าพวกเข้าจะได้ไปถึงยอดเขาหลิงไถ!”

“แบบนี้ก็เกินไปหน่อยนะศิษย์พี่เหวิน คิดจะหลั่งเลือดถ้าหากพวกข้าปฏิเสธที่จะให้แก้วรึ?”

เสี่ยวเฉินเพียงแค่ถามออกไปด้วยใบหน้าสงบนิ่ง

“สายตาผู้เฒ่ามิได้กว้างไกลถึงที่นี่…อย่าได้คิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าใคร…”

เหวินชิงหยูตอบกลับอย่างร้ายกาจ

“ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู…”

ดวงตาของเสี่ยวเฉินดูอันตราย ลั่วชางหยานอาจถูกรังแกโดยศิษย์ร่วมสำนักมามากเกินไปแล้ว แต่กฎนั้นย่อมเปลี่ยนได้ เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ เขาจะไม่มีวันยอมแพ้ให้คำการข่มขู่เช่นนี้ เขามีคู่แข่งอย่างม่อหยูแล้ว เสี่ยวเฉินมั่นใจว่าจะมีเพิ่มอีกสักคนก็ไม่มากเกินไป เขาคาดหวังว่าจะได้ต่อสู้อีกครั้งและตั้งสมาธิหมุนเวียนพลังไปยังจุดปราณหลัก

นิกายครามพิสการมีเคล็ดที่เรียกว่ามนต์เผาชีพสามธาตุ เป็นวิชาที่ทำให้ผู้ใช้เพิ่มพลังได้ในระยะเวลาสั้น ๆ แต่แลกกับผลลัพธ์ที่เลวร้ายหลังใช้ วิชาจะดูดกลืนและทำความเสียหายแก่หัวใจและเส้นปราณของผู้ที่ใช้วิชานี้ ดังนั้นศิษย์ทุกคนในนิกายครามพิสดารจึงห้ามฝึกวิชานี้ แต่เมื่อนานมาแล้วเสี่ยวเฉินได้บังเอิญรู้ถึงวิชาต้องห้ามนี้

ลั่วชางหยานวางมือบนไหล่เขาและส่งพลังปราณมาที่เขาเพื่อสลายพลังปราณที่กำลังสะสมในตัวเขา นางตอบกับเหวินชิงหยู

“เช่นนั้นก็ได้ เราจะให้แก้วแปดสีกับเจ้า แต่แค่ยี่สิบก้อนเท่านั้น”

เหวินชิงหยูส่ายหน้า

“ไม่เอาน่าศิษย์พี่ เจ้าไม่มีอะไรมาต่อรองทั้งนั้น ข้าต่างหากที่ขอได้ฝ่ายเดียว”

“พวกเราเองก็เป็นศิษย์ร่วมสำนักกัน”

จู่ ๆ เสียงได้ดังขึ้น

“ไม่จำเป็นต้องโหดร้ายกันถึงขนาดนั้น ศิษย์พี่ลั่วเองก็มีแก้วอยู่ไม่มาก อย่าทำให้พวกเขาต้องลำบากเลย ศิษย์พี่เหวินเอาของข้าไป 50 ก้อนเถอะ”

ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดขาวอยู่ไกล ๆ มีคนมากกว่าสิบคนที่ตามเขาอย่างใกล้ชิดร่วมถึงเสี่ยวหวังเอ๋อและเสี่ยวฮั่น เป็นกลุ่มที่เจิงหยิงเป็นผู้นำนั่นเอง

เหวินชิงหยูหันไปยิ้มให้อย่างเย็นชา

“โอ้…ศิษย์น้องเจิง อะไรทำให้เจ้าคิดว่าเจ้ามีสิทธิ์มาต่อรองกับข้า?”

เจิงหยิงส่ายหน้า

“ได้โปรดเถอะศิษย์พี่เหวิน อย่าทำให้พวกเขาลำบากไปมากกว่านี้เลย”

เขาหันไปทางเสี่ยวเฉิน

“ชายคนนั้นคือศิษย์น้องเสี่ยว เขาเป็นคนที่ท่านเจ้านิกายแนะนำมาด้วยตัวเอง”

“หืม? เพราะเจ้านิกายแนะนำมาเอง เขาถึงได้พูดจาแบบนั้นสินะ”

เหวินชิงหยูพูดถากถาง ใบหน้านางโหดร้ายขึ้นมาทันที

“แต่เจ้าคิดว่าข้าต้องใจดีกับคนที่เขาเลือกทั้ง ๆ ที่ข้าดูถูกศิษย์แท้ของเขาเรอะ!”

“ท่านเจ้านิกายไม่อยู่ในนิกายในตอนนี้ อย่าได้สร้างปัญหาให้ศิษย์พี่ลั่วเลย ไม่เช่นนั้นข้าต้องล่วงเกินศิษย์พี่”

เจิงหยิงกล่าว

ลั่วชางหยานขมวดคิ้ว

“พอแล้วศิษย์น้องเจิง…เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว…”

เหวินชิงหยูหันไปและกรีดเสียงหัวเราะก่อนจะเงียบและจ้องพวกเขาด้วยสายตาชั่วร้าย

“ก็ดี มาดูกันว่าชำระปราณขั้นหกจะทำอะไรข้าได้!”

กระบี่นางพุ่งออกมาจากฝักและพุ่งตรงใส่เจิงหยิงเป็นแสงขาว ความเร็วอันน่าสะพรึงของมันทำให้ใบไม้รอบ ๆ ร่วงโรย กิ่งไม้บนต้นไม้สั่นสะเทือน แม้แต่คนดูที่มองการต่อสู้ของพวกเขายังรู้สึกแสบผิวราวกับจะโดนกระบี่ปาดแก้ม

เจิงหยิงท่องมนต์บางอย่าง ดัชนีเขาสมัยเป็นผนึกวิเศษ กระบี่บินออกจากฝักไปเช่นกัน มันปะทะกันที่กลางอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกรุนแรงสะเทือนป่า เจิงหยิงได้เจอกับพลังอันรุนแรงดั่งขุนเขายิ่งใหญ่จนไถลไปข้างหลัง เขาที่แบกรับพลังไม่ไหวอีกต่อไปกระเด็นไปหลายศอก

“เจ้า! เจ้าเป็นขอบเขตชำระปราณขั้นเจ็ดแล้วเรอะ?”

เจิงหยิงอ้าปากค้างมองเหวินชิงหยู แม้ความต่างจะมีเพียงระดับเดียว แต่ช่องว่างระหว่างพลังของทั้งคู่แตกต่างกันอย่างมาก ขั้นหกนั้นเป็นขั้นกลางของขอบเขตชำระปราณ ส่วนขั้นเจ็ดนั้นนับว่าเป็นขั้นสูง

“ฮ่าฮ่าฮ่า!”

เหวินชิงหยูระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้งด้วยความภูมิใจในพลัง นางกลับมาทำหน้าเยือกเย็นและถ่มน้ำลาย

“เป็นแค่ขั้นหกแล้วกล้าดียังไงมาปากดีกับข้า อาจารย์เจ้าเองก็เป็นแค่ขอบเขตตั้งฐานตั้งแปด ต่อให้นางมาที่นี่วันนี้…”

นางยังพูดไม่ทันจบก็มีเสียงเย็นชาดังมาจากต้นไม้ด้านบน

“ข้าอยู่ที่นี่แล้ว เจ้าจะทำอะไรรึ?”

สตรีชุดขาวยืนอย่างสง่างามและมั่นคงบนกิ่งไม้ นางคือไป่หยิงผู้เฒ่าสามแห่งนิกาย เหวินชิงหยูหน้าซีดในทันที นางรีบโค้งคำนับและประสานมือคารวะด้วยความเลื่อมใส

“คารวะผู้เฒ่าสาม!”

เจิงหยิงคอตกแทบแนบอกเดินไปหาอาจารย์

“ท่านอาจารย์…”

ไป่หยิงก้มมองเขาอย่างไม่ใส่ใจ

“เจ้าคิดจะเป็นวีรบุรุษด้วยพลังแบบนั้นรึ?”

คำพูดของนางทำให้เขาคอตกยิ่งกว่าเดิม แม้ว่าใบไม้จะหนา แต่เขายังเห็นใบหน้าของนางอยู่ดี เขาพึมพำโดยไม่รู้ตัว

“อาจารย์…”

ไป่หยิงมองเสี่ยวเฉินและขมวดคิ้ว

“ใจเย็น ๆ ก่อนเจ้าโง่ ยังอีกไกลกว่าเจ้าจะได้เป็นศิษย์ข้าจริง ๆ”

เสี่ยวเฉินได้สติกลับมา เขาเข้าใจผิดว่านางคืออาจารย์ของเขา เขาโค้งคำนับขอโทษด้วยเช่นกัน

“ขออภัยด้วยท่านผู้เฒ่า ข้าเข้าใจผิดว่าท่านเป็นคนอื่น”

ไป่หยิงหัวเราะเบา ๆ อย่างร่าเริง

“เจ้าโง่ แต่เจ้าก็เป็นคนที่น่าสนใจล่ะมั้ง เจ้าคงไม่ไปบอกว่าผู้หญิงคนไหนเป็นภรรยาเจ้าแล้วบอกว่าเจ้าเข้าใจผิดหรอกนะ?”

เสี่ยวเฉินพูดไม่ออก แต่เมื่อเงยหน้าอีกครั้งนางก็จางไปแล้ว

เหวินชิงหยูเช็ดเหงื่อเย็นเฉียบ นางรีบนำคนของนางจากไปเพราะรู้ว่าดีกว่าอยู่ต่อ เจิงหยิงเดินมาหาพวกเสี่ยวเฉิน

“พวกเจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

ลั่วชางหยานส่ายหน้า

“พวกข้าสบายดี ขอบคุณศิษย์น้องเจิงยิ่งนัก”

“ไม่เป็นไร ตอนนี้จะมืดแล้ว เรามาอยู่ด้วยกันก่อนดีกว่า”

เสี่ยวเฉินถามเจิงหยิงขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน

“นางคนนั้นเป็นอาจารย์ของศิษย์พี่เจิงรึ? นางยังอายุน้อยอยู่เลย”

เจิงหยิงหัวเราะเบา ๆ ตอบ

“นางอายุเกือบร้อยปีแล้ว แต่นางมีร่างเซียนตั้งนานแล้ว นางจึงคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้”

เสี่ยวเฉินทึ่ง

“จริงรึที่แม้แต่มนุษย์ก็มีร่างเซียนได้?”

เสี่ยวเฉินมั่นใจว่าเหวินชิงหยูพูดว่านางมีพลังเพียงแค่ขอบเขตตั้งฐานขั้นแปดเท่านั้น

เหล่าสามองค์ชายและคนในกลุ่มเจิงหยิงเองก็ตกใจ

“นี่คือเซียนของแท้!”

เหล่าองค์ชายพูด

เจิงหยิงหัวเราะ

“ไม่ใช่หรอก”

“ยังห่างไกลจากเซียนของจริง ในความจริงแล้วอาจารย์ข้ามีพลังน้อยที่สุดในบรรดาห้าผู้เฒ่า แต่นางเป็นเพียงคนเดียวที่สำเร็จร่างเซียน ผู้บ่มเาพะพลังส่วนใหญ่ในขอบเขตตั้งแกนรวมถึงขอบเขตก่อวิญญาณนั้นมิอาจสำเร็จสิ่งนี้ได้เลย ข้ารู้แค่เพียงเท่านี้”

“ร่างเซียน อ่อนเยาว์ตลอดไป…พอคิดดูแล้ว ท่านแม่เองก็ไม่แก่ลงเลย…”

เสี่ยวเฉินตัวสั่นเมื่อคิดถึงแม่ของเขาที่ยืนกรานห้ามเขาในการบ่มเพาะพลัง ก่อนที่เขาจะออกจากบ้าน นางได้มอบตราประหลาดกับเขา เขาส่ายหน้าแรง ๆ พยายามจะขจัดความคิดกวนใจออกไป

วันต่อมา กลุ่มเจิงหยิงเดินแยกทางกับพวกเขา นี่เป็นวันสุดท้ายแล้ว เขาหลิงไถอยู่ในสายตาแล้ว เสี่ยวเฉินรู้สึกตื่นเต้นเมื่อมองเมฆาที่เต็มภูเขา เป้าหมายของเขาในการเข้านิกายสามพิสุทธิ์และก้าวไปสู่วิถีเซียนอยู่ใกล้แค่เอื้อม

แต่ในครั้งนี้ เป้าหมายที่แท้จริงของเขามิใช่การสำเร็จความเป็นเซียนและไขปริศนาของความเป็นเซียน แต่เพื่อค้นหาความลับในอดีตและหาอาจารย์ของเขาให้เจอ เขารู้ดีว่าการเดินทางของเขาจะเป็นการเดินทางที่ยากลำบาก

ด้วยการทำลายกับดักและม่านพลังของเสี่ยวเฉิน พวกเขาจึงเดินทางต่อได้อย่างสบาย เมื่อถึงเวลาเที่ยง พวเขาก็เข้าใกล้ยอดเขาหลิงไถแล้ว แม้แต่สามองค์ชายที่มักจะพร่ำบ่นก็เงียบสงบลง ในใจพวกเขาเต็มไปด้วยความคิดของตัวเอง

สามองค์ชายรู้ดีอยู่แก่ใจ เป็นเพราะเสี่ยวเฉินและลั่วชางหยานที่ทำให้พวกเขามาถึงตรงนี้ได้ พวกเขาไม่มีทางเอาชีวิตรอดได้ด้วยตัวเอง พวกเขาไม่เหมาะสมในการฝึกตนจริงหรือ? พวกเขาเป็นขยะไร้ค่าอย่างที่คนอื่นพูดจริงหรือ?

พวกเขาเริ่มตั้งคำถามถึงเหตุผลการมาที่นี่อย่างช้า ๆ

เสี่ยวเฉินมองพวกเขา เขาหัวเราะเสียงดัง

“พวกเจ้าไม่คุยกันแล้วรึ?”

เขาถาม

“แอบวางแผนอะไรกันอยู่รึไง?”

สามองค์ชายตื่นจากความเฉื่อยชาและรีบโบกมือปฏิเสธ

“ไม่ใช่นะ! พวกข้ามาด้วยกันและจากไปด้วยกัน เราจะไม่อยู่ต่อถ้าหากพวกข้าสอบตกแม้แต่คนเดียว…”

แต่เสียงจางหายไป สามองค์ชายถอนหายใจ พวกเขาคอตกด้วยความเศร้า

ลั่วชางหยานเงียบตลอดมา นางรู้ดีอยู่แก่ใจ เลี่ยงไม่ได้ที่ความสดใจของพวกเขาจะจางหายเมื่อการสอบสามวันจบลง

เสี่ยวเฉินหัวเราะเสียงดัง

“สมกับเป็นสามยอดกระบี่จริง ๆ ! พวกเจ้านับถือกันขนาดนั้นเชียวรึ!”

แต่นางนั้นเขาก็พูดอย่างจริงจัง

“ข้าเคยพูดถึงบททดสอบและวิบัติที่จะเกิดขึ้นในวิถีการเป็นเซียนก็จริง แต่นั่นน่ะ…”

เขาชี้ไปที่ยอดเขาที่มีหมอกปิดบังปริศนาของมันเอาไว้จากดวงตาพวกเขา

“...คือจุดจบและจุดเริ่มต้น หากมุ่งมั่นแล้ว แม้แต่คนธรรมดาก็สำเร็จการเป็นเซียนได้!”

คำพูดของเขาดังก้องในใจสามองค์ชาย พวกเขาเงยหน้าพยักหน้าด้วยความหวังและแรงบันดาลใจ

ในตอนนี้พวกเขาอยู่ใกล้ตีนเขาของยอดเขาหลัก ปราณกระบี่สองสายแล่นลงจากฟ้าและกลายมาเป็นบุรุษสองคน คนหนึ่งสวมชุดสีเขียวส่วนอีกคนสวมชุดขาว ทั้งสองเดินมาที่พวกเสี่ยวเฉินและเรียกลั่วชางหยานอย่างนับถือ

“ศิษย์พี่ลั่ว”

เสี่ยวเฉินสังเกตพวกเขา เห็นได้ชัดว่าพวกเขานับถือลั่วชางหยวนมากกว่าทุกคน

ลั่วชางหยานพยักหน้า

“สวัสดีศิษย์น้องทั้งสองคน”

สามองค์ชายถามอย่างคาดหวัง

“พวกข้าสอบผ่านไหม? มารับพวกเราใช่ไหม?”

ชายหนุ่มชุดเขียวยิ้มและพูดดีกับพวกเขา

“ใช่แล้ว พวกเราเป็นศิษย์นิกายสามพิสุทธิ์”

น่าแปลก คนที่นี่ไม่ใช่นิกายสามพิสุทธิ์หรืออย่างไร? หรือจะมีศิษย์นิกายกระบี่คลื่นเย็นหรือนิกายวายุนภาอยู่ด้วย?

ชายชุดขาวยิ้มจาง ๆ

“ศิษย์น้อง พวกเจ้ามีสภาพร่างกายที่ดีพร้อมและเส้นปราณ ฟ้าลิขิตให้มาอยู่กับพวกเราแล้ว”

สามองค์ชายกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ พวกเขากอดกันแน่น องค์ชายหยานถึงกับร้องไห้ด้วยความปิติ เขากำหมัดมองท้องฟ้าทิศตะวันออก

“ข้าไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวัง! ตอนนี้ข้าจะได้บ่มเพาะพลังแล้ว!”

พวกเขาทั้งสามที่เคยกังวลและเศร้าหมองว่าจะไม่ผ่านการสอบนั้นรู้สึกถึงความสำเร็จ การโดนดูถูกเหยียดยามระหว่างการสอบนั้นทำให้ความมั่นใจของพวกเขาหดหาย คำชมของชายสองคนนี้กระตุ้นกำลังใจพวกเขาเป็นอย่างดี

ชายชุดเขียวพูด

“ให้ข้าพาเจ้าสามคนไปนิกายเลยไหม?”

“ตอนนี้รึ? ไปสิ!”

องค์ชายจ้าวพูดเสียงดัง

แต่เสี่ยวเฉินนั้นสังเกตเห็นความผิดปกติ เขายื่นแขนตะโกน

“เดี๋ยว ช้าก่อน!”

จบบทที่ ตอนที่ 18 จุดจบและจุดเริ่มต้น

คัดลอกลิงก์แล้ว