- หน้าแรก
- ระบบอัญเชิญพลิกชะตา ครองหล้าด้วยขุนพลเทพ
- บทที่ 96 - การลอบโจมตีระลอกสอง
บทที่ 96 - การลอบโจมตีระลอกสอง
บทที่ 96 - การลอบโจมตีระลอกสอง
บทที่ 96 - การลอบโจมตีระลอกสอง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"หึ นายน้อยอย่างข้าไม่มีอารมณ์มาเล่นกับพวกเจ้าแล้ว ไสหัวไปซะ"
อู่ชางคงแทงทวนเข้าใส่หงเทียนตูตรงๆ แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นเพียงท่าหลอก ล่อให้อีกฝ่ายเผลอแล้วรีบชักม้ากลับหนีออกจากวงต่อสู้ ระหว่างทางยังแวะไปไล่สวีเป่ยเหมี่ยว และลากตัวหนานเสวียนเฟิงออกมาด้วยกัน
ฝีมือของหงเทียนตูนั้นไม่เลวเลย แถมวิชาฉมวกบินที่หนานเฟิงปู้อวี่เพิ่งแสดงออกมาก็ร้ายกาจไม่เบา
หากสองคนนี้ร่วมมือกัน คนหนึ่งรุกระยะประชิด คนหนึ่งลอบโจมตีระยะไกล ย่อมกลายเป็นปัญหาใหญ่แน่ ดังนั้นอู่ชางคงจึงไม่คิดจะพัวพันกับคนพวกนี้ต่อ
"ตามไปไม่ได้แล้ว" เมื่อเห็นว่าหงเทียนตูและสวีเป่ยเหมี่ยวทำท่าจะไล่ตามต่อ หนานเฟิงปู้อวี่ก็รีบเอ่ยปากห้ามทันที
ขืนไล่ตามไปอีกนิดก็จะเข้าเขตเขาเหลียงซานแล้ว พวกเขาไล่ตามมาเพียงลำพัง ไม่ได้พาทหารติดตามมาด้วย ไม่ควรเสี่ยงอันตรายโดยใช่เหตุ
"น้องชายทั้งสอง ในที่สุดก็กลับมาเสียที" ที่หน้าประตูด่าน เฉาไก้ยืนรออยู่นานแล้ว เมื่อเห็นเงาร่างของหนานเสวียนเฟิงและอู่ชางคงปรากฏขึ้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะรีบเดินเข้าไปต้อนรับ
"รบกวนพี่ใหญ่ต้องเป็นห่วงแล้ว" หนานเสวียนเฟิงรับถุงน้ำจากลูกสมุนมากระดกจนหมด ก่อนจะเอ่ยตอบ
"น้องชายทั้งสองเพิ่งผ่านศึกหนักมา หมาดๆ ตามหลักควรให้พวกเจ้าได้พักผ่อน แต่ทว่าในค่ายแห่งนี้ น้องชายทั้งสองคือกำลังรบที่ขาดไม่ได้ เกรงว่าภารกิจต่อไปยังคงต้องพึ่งพาพวกเจ้าแล้ว" ซ่งเจียงถอนหายใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะจนใจ
"พี่ท่านทั้งสองโปรดวางใจ ต่อให้ต้องฆ่าฟันอีกสักกี่รอบ ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น" หนานเสวียนเฟิงโบกมือ กล่าวด้วยท่าทางห้าวหาญ
ไม่ต้องพูดถึงว่าซ่งเจียงเป็นหนึ่งในสองผู้นำเขาเหลียงซาน ซ่งเจียงยังเป็นแกนนำของฝ่ายสวามิภักดิ์ที่เขาเองก็สังกัดอยู่ด้วย ดังนั้นเขาจำต้องไว้หน้าซ่งเจียงอย่างเต็มที่
"พี่ซ่งเจียงอย่าเพิ่งใจร้อน รอให้ถึงยามเหม่าก่อนค่อยลงมือ ประการแรก ในยามเหม่าทหารทางการกำลังหลับสนิท ประการที่สอง พ้นยามเหม่าไปฟ้าก็จะสาง ทหารทางการย่อมคาดไม่ถึงว่าพวกเราจะกล้าบุกมาเวลานั้น" ฉางอวี้ชุนกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
ในฐานะผู้ที่มีความสามารถในการคุมทัพสูงที่สุดในค่ายโจร ฉางอวี้ชุนย่อมรู้ดีว่าควรลงมือลอบโจมตีตอนไหนถึงจะได้ผลดีที่สุด
แตกต่างจากฝั่งเขาเหลียงซานที่ยังคงเตรียมการโจมตีครั้งต่อไปอย่างเคร่งเครียด บรรยากาศทางฝั่งทหารทางการต้าชางกลับเต็มไปด้วยความปิติยินดี
ศึกคืนนี้นับเป็นชัยชนะที่งดงามอย่างแท้จริง ในช่วงแรกที่หนานเสวียนเฟิงและอู่ชางคงบุกค่าย พวกเขาเสียทหารไปจำนวนหนึ่งเพราะตื่นตกใจทำอะไรไม่ถูก
แต่ในการปะทะหลังจากนั้น ทหารทางการแทบไม่ได้รับความเสียหายเลย มีผู้บาดเจ็บล้มตายเพียงยี่สิบกว่าคนเท่านั้น
สาเหตุหลักเป็นเพราะพวกกระป๋องเหล็กทหารรักษาพระองค์ หากต้องการสังหารพวกมันจริงๆ ต้องเล็งโจมตีที่ลำคอหรือจุดที่เกราะหุ้มไม่ถึง หรือไม่ก็ต้องใช้หน้าไม้กลยิงจ่อๆ ในระยะประชิด
แต่พวกโจรเขาเหลียงซานไม่ได้มีหน้าไม้กลทรงพลังขนาดนั้น การโจมตีของพวกเขาจึงเจาะเกราะทหารรักษาพระองค์ไม่เข้า แถมยังเป็นการเอาคนหนึ่งพันคนไปสู้กับคนสามพันคน หากสร้างความเสียหายให้ฝ่ายตรงข้ามได้สิถึงจะแปลก
หลังจบการซุ่มโจมตี ใครมีหน้าที่พักก็ไปพัก ใครมีหน้าที่เฝ้ายามก็ไปเฝ้ายาม ใครมีหน้าที่เก็บกวาดสนามรบก็ไปทำหน้าที่ของตน ทหารทุกนายอารมณ์ดีกันถ้วนหน้า เพราะตั้งแต่เริ่มสงครามมาพวกเขาก็อัดอั้นตันใจมาตลอด ในที่สุดก็ได้ชนะศึกใหญ่อย่างสวยงามสักที
ที่หน้าประตูค่าย ทหารยามกลุ่มหนึ่งดูตื่นตัวดีทีเดียว เพราะความง่วงถูกความตกใจจากศึกเมื่อครู่ปัดเป่าไปจนหมดสิ้นแล้ว
เพียงแต่แม้จะตื่นตัวดี แต่พวกเขากลับจับกลุ่มคุยกันสัพเพเหระ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ตระหนักเลยว่าวิกฤตกำลังจะมาเยือนอีกครั้ง
ก็แน่ล่ะ ทหารเลวเหล่านี้จะไปคาดคิดได้อย่างไรว่าหลังจากการลอบโจมตีครั้งแรก จะมีการลอบโจมตีครั้งที่สองตามมาติดๆ อีกทั้งอีกเพียงชั่วยามเดียวฟ้าก็จะสางแล้ว พวกเขาจึงเข้าใจไปเองโดยสัญชาตญาณว่าจะไม่มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้นอีก
นอกประตูค่าย หนานเสวียนเฟิง อู่ชางคง ฮัวหรง และคนอื่นๆ ค่อยๆ ลอบเข้ามาใกล้ การลอบโจมตีครั้งที่สองนี้ เขาเหลียงซานขนยอดฝีมือมาจนหมดหน้าตัก
การลอบโจมตีครั้งแรกถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องล้มเหลว และด้วยความกังวลว่าพวกฮัวหรงหรือหยางจื้ออาจมีฝีมือไม่พอที่จะตีฝ่าวงล้อมออกมาได้ทันเวลา จึงไม่ได้ส่งพวกเขามาในรอบแรก
เพราะแม้ว่าแปดขุนพลพยัคฆ์อย่างฮัวหรงหรือหยางจื้อจะมีฝีมือไม่เลว แต่ก็ต้องดูว่าเทียบกับใคร หากเทียบกับขุนพลระดับฟ้า ฝีมือของพวกเขาก็ยังถือว่าห่างชั้น
อีกทั้งการมีขุนพลมีชื่ออย่างอู่ชางคงและหนานเสวียนเฟิงนำทัพมา ก็เพียงพอที่จะทำให้ทหารทางการเชื่อสนิทใจแล้วว่านั่นคือการลอบโจมตีของจริง
แต่ครั้งที่สองนี้ สถานการณ์ย่อมแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
"ติ๊ง ทักษะ 'ศรเหิน' ของฮัวหรงทำงาน พลังยุทธ์ +3 ค่าขุนพล +2 พลังยุทธ์พื้นฐาน 94 คันศรพเนจร +1 พลังยุทธ์ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 100"
หนึ่งคันธนูห้าดอกศร ทหารทางการห้านายสิ้นใจลงทันทีภายใต้คมศร ทหารที่เหลือยังไม่ทันได้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ ก็ถูกศรอีกห้าดอกพุ่งเข้าใส่ ตามมาด้วยทหารโจรสามพันกว่าคนที่พุ่งทะยานออกมาจากความมืด
"ข้าศึกบุก ข้าศึกบุก..."
"ข้าศึกมาปล้นค่ายอีกแล้ว..." ทหารที่เหลือยังตะโกนไม่ทันจบประโยค ก็ถูกลูกธนูนับสิบดอกพุ่งเสียบจนพรุน ล้มลงจมกองเลือด
ในเขาเหลียงซาน คนที่เก่งธนูที่สุดคือฮัวหรงก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะยิงธนูไม่เป็น อย่างน้อยหยางจื้อที่เกิดในตระกูลขุนพลตระกูลหยาง แม้วิชาธนูจะสู้ฮัวหรงไม่ได้ แต่ความแม่นยำพื้นฐานก็ยังเชื่อถือได้
"ไอ้พวกโจรชั่วช่างบังอาจนัก ยังกล้ากลับมาอีกรึ" นายกองเจิงเทียนหยั่งคำรามด้วยความโกรธ
เจิงเทียนหยั่งคือนายกองผู้รับหน้าที่เฝ้ายามในคืนนี้ เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าพวกโจรเขาเหลียงซานที่เพิ่งพ่ายแพ้ยับเยินจะกล้าย้อนกลับมาอีก
"พี่น้องทั้งหลาย จัดขบวนทัพ ต้านศัตรู" เจิงเทียนหยั่งตะโกนสั่งทหารลาดตระเวนร้อยกว่านายที่อยู่ด้านหลัง
เพียงแค่กวาดตามองคร่าวๆ เจิงเทียนหยั่งก็ประเมินได้ทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามมีกำลังคนหลายพัน
ดังนั้นเขาจึงไม่บุ่มบ่ามพุ่งออกไป แต่สั่งให้ตั้งค่ายกลป้องกันอยู่กับที่ เพื่อยื้อเวลาให้ทหารคนอื่นๆ ในค่ายมีเวลาเตรียมตัว
"ไอ้สุนัขรับใช้ตัวนี้ให้พวกเราสองพี่น้องจัดการเอง พวกพี่ท่านนำกำลังบุกเข้าไปเถอะ" กู้ซีเฟิงและกู้หนานไห่สองพี่น้องพุ่งออกมาข้างหน้า พลางตะโกนบอกพวกหนานเสวียนเฟิง
กู้ซีเฟิงและกู้หนานไห่ คือรองแม่ทัพสองคนที่ถูกจับพร้อมหนานเสวียนเฟิงตอนที่ไปบุกเขาเหลียงซาน หลังจากหนานเสวียนเฟิงดวงแตก สองคนนี้ก็ไม่ได้โชคดีไปกว่ากัน ชะตากรรมคล้ายคลึงกัน จึงตัดสินใจติดตามหนานเสวียนเฟิงเข้าร่วมกับเขาเหลียงซานไปด้วยเลย
"ดี ฝากทางนั้นให้สองพี่น้องจัดการด้วย" หนานเสวียนเฟิงกล่าวจบ ก็แบ่งกำลังคนส่วนหนึ่งให้สองคนนี้ แล้วนำทัพใหญ่บุกทะลวงไปทางอื่น
กู้ซีเฟิงและกู้หนานไห่เป็นรองแม่ทัพคู่ใจของเขามาหลายปี เรื่องฝีมือของสองพี่น้องนี้ เขาไว้วางใจเป็นที่สุด
[จบแล้ว]