- หน้าแรก
- ระบบอัญเชิญพลิกชะตา ครองหล้าด้วยขุนพลเทพ
- บทที่ 90 - ซือหม่าชิงโหรววางแผนอีกครา
บทที่ 90 - ซือหม่าชิงโหรววางแผนอีกครา
บทที่ 90 - ซือหม่าชิงโหรววางแผนอีกครา
บทที่ 90 - ซือหม่าชิงโหรววางแผนอีกครา
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เมื่อองค์ชายสี่สบตากับหวังอวี่และจ้าวควงเวย กลิ่นอายดินปืนภายในกระโจมบัญชาการก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นทุกขณะ บรรยากาศกดดันจนน่าอึดอัด
ขุนพลคนอื่นๆ ต่างนั่งตัวลีบด้วยความหวาดหวั่น ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า กลัวว่าจะเผลอทำเสียงดังจนไปสะดุดตาของสามยักษ์ใหญ่เบื้องหน้า แล้วพลอยโดนหางเลขไปด้วย สามคนนี้ไม่ว่าใครพวกเขาก็ไม่อยาก และไม่กล้าไปตอแยด้วยทั้งนั้น
ในใจของขุนพลเหล่านี้ก็ขมขื่นไม่แพ้กัน หวังอวี่และจ้าวควงเวยส่งสัญญาณให้พวกเขาต่อต้านองค์ชายสี่ แล้วพวกเขาจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร
ส่วนทางด้านองค์ชายสี่หวงฝูหมิงเฟิ่งที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน ในเวลานี้ก็ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน
จริงอยู่ว่าเขาไม่อยากล่วงเกินหวังอวี่และจ้าวควงเวยอย่างโจ่งแจ้ง แต่จะให้เขาก้มหัวยอมรับความพ่ายแพ้แล้วเป็นฝ่ายขอโทษก่อนก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
การรู้จักยืดหยุ่นผ่อนปรนอาจเป็นคุณสมบัติที่ดีของผู้นำ แต่การยอมจำนนไม่ใช่ความอ่อนน้อม และยิ่งไม่ได้หมายถึงความขี้ขลาด
ท้ายที่สุดแล้วองค์ชายสี่ก็เป็นถึงองค์ชาย เป็นโอรสของจักรพรรดิ ส่วนหวังอวี่และจ้าวควงเวยเป็นเพียงบุตรของขุนนาง
ลำพังแค่สองคนนี้ปฏิเสธเขาก็ยังพอทำเนา แต่เล่นดึงเอาขุนพลมณฑลเยี่ยนหนานเหล่านี้มาร่วมวงด้วย บุตรขุนนางแสดงท่าทีต่อต้านเขาอย่างชัดเจนเช่นนี้ หากองค์ชายอย่างเขายอมก้มหัวให้บุตรขุนนาง ในสายตาของบางคนย่อมมองว่าเป็นความขี้ขลาดตาขาว
หากเขาทำเช่นนั้นจริง เมื่อเรื่องรู้ไปถึงพระกรรณของเสด็จพ่อ แม้แต่บุตรขุนนางยังกำราบไม่อยู่ จุดจบสุดท้ายคงไม่สวยงามแน่ หากปรารถนาจะเป็นราชัน จะเป็นคนไร้ความสามารถไม่ได้ แต่ก็เป็นคนขี้ขลาดไม่ได้เช่นกัน
พูดง่ายๆ ก็คือ หากแม้แต่ผู้ใต้บังคับบัญชายังคุมไม่อยู่ พ่อของเจ้าจะวางใจมอบกิจการของตระกูลให้ดูแลได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นนิสัยของเสด็จพ่อของเขาก็เป็นประเภทที่ว่า ต่อให้ข้าผิด เจ้าก็ต้องเป็นฝ่ายผิดอยู่ดี
องค์ชายสี่รู้ตัวดีว่าตนเองเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น ในหลายๆ ด้านยังเทียบกับพวกพี่ชายไม่ได้ ดังนั้นองค์ชายสี่จึงตระหนักเสมอว่าจุดศูนย์ถ่วงที่สำคัญที่สุดของเขามีเพียงจักรพรรดิชางเพียงพระองค์เดียว
ทางด้านจ้าวควงเวยเองก็ลำบากใจไม่น้อย สถานการณ์ที่ต้องมาเผชิญหน้ากันแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ และไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดหวัง เมื่อเทียบกับที่องค์ชายสี่ไม่อยากมีเรื่องกับเขา ตัวเขาเองยิ่งไม่อยากผูกใจเจ็บกับองค์ชายสี่มากกว่าเสียอีก
"เพล้ง" เสียงแตกของวัตถุดังแทรกขึ้นมา ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันเช่นนี้ เสียงนั้นช่างบาดหูเหลือเกิน
"ขออภัย ขออภัยทุกท่าน ข้าน้อยบังเอิญคิดแผนทำลายโจรได้แผนหนึ่ง เลยเผลอลืมตัวไปหน่อย ขออภัยจริงๆ" ซือหม่าชิงโหรวชี้ไปที่ถ้วยชามที่ดูเหมือนบังเอิญตกแตกบนพื้น
การกระทำของซือหม่าชิงโหรวช่วยทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดในกระโจมลงได้อย่างหวุดหวิด เมื่อเห็นดังนั้น มีทางลงให้แล้ว ตัวละครหลักทั้งสามอย่างองค์ชายสี่ หหวังอวี่ และจ้าวควงเวย ต่างก็ทำเหมือนเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ซือหม่าชิงโหรวเองก็จนปัญญา หากเลือกได้เขาก็ไม่อยากเอาตัวเข้ามาเสี่ยงกับเรื่องพรรค์นี้หรอก
เพียงแต่ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงสงคราม แถมยังเริ่มต้นได้ไม่สวย หากแม่ทัพใหญ่กับรองแม่ทัพมาแตกคอกันเองเสียก่อน การศึกหลังจากนี้จะรบกันอย่างไร นี่เท่ากับบอกว่าศึกนี้แพ้ไปแล้วครึ่งหนึ่งไม่ใช่หรือ
ตระกูลใหญ่ของพวกเขาก็มีปัญหาของตระกูลใหญ่ อย่างเช่นเขากับจ้าวควงเวย แม้จะมีหวังได้เป็นผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป แต่ก็ยังมีคู่แข่งคนอื่นๆ อยู่ ทุกย่างก้าวต้องระมัดระวัง
การที่ตระกูลของพวกเขาสืบทอดมาได้ยาวนานขนาดนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะผู้นำตระกูลแต่ละรุ่นไม่ใช่คนไร้ความสามารถ ดังนั้นความสามารถของทายาทสายตรงอย่างพวกเขาจึงสำคัญมาก
หากมาสะดุดขาตัวเองล้มหัวทิ่มเพียงเพราะเรื่องปราบรังโจร อนาคตของพวกเขาคงได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย
คนบางกลุ่มเขาไม่สนหรอกว่าระหว่างทางเจ้าเจออะไรมาบ้าง เขาดูแค่ผลลัพธ์สุดท้ายเท่านั้น
แม้การแย่งชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลซือหม่าจะไม่โหดร้ายเท่าการชิงบัลลังก์ของราชวงศ์ แต่จะบอกว่าดีกว่ากันสักแค่ไหนเชียว
หากพวกเขาพ่ายแพ้กลางทาง ต่อให้ไม่ตาย รักษาชีวิตรอดมาได้ แต่ก็อย่าหวังจะได้แตะต้องอำนาจใดๆ อีก อนาคตในชาตินี้แทบจะดับวูบลงทันที
ในขณะเดียวกันซือหม่าชิงโหรวก็แอบตัดสินใจเงียบๆ ว่า ต่อไปควรอยู่ให้ห่างองค์ชายสี่ผู้นี้ไว้หน่อยจะดีกว่า แม้ไม่รู้ว่าทำไมครั้งนี้ฝ่าบาทถึงให้องค์ชายสี่คุมทัพ แต่เรื่องนี้ในสายตาขององค์ชายคนอื่นๆ อาจตีความได้ว่าเป็นสัญญาณบางอย่าง
หลังจากนี้เกรงว่าองค์ชายสี่ผู้นี้จะกลายเป็นจุดศูนย์รวมของปัญหา ยากที่จะหาความสงบสุขได้
"กุนซือมีแผนทำลายข้าศึกอย่างไรหรือ"
"จากการสังเกตของข้า ด่านเขาเหลียงซานแม้จะได้เปรียบเรื่องชัยภูมิ แต่ความสูงของกำแพงไม่ได้มากนัก หากเรามีรถหอคอยจำนวนมากเรียงหน้ากระดานเข้าไป โดยใช้ทหารรักษาพระองค์สามพันนายเป็นทัพหลักในการบุกทะลวง อาจมีโอกาสตีแตกได้" ซือหม่าชิงโหรวอธิบายพร้อมทำท่าประกอบ
รถหอคอย แทบจะมองว่าเป็นกำแพงเมืองเคลื่อนที่ได้เลยทีเดียว ในการตีเมือง เนื่องจากฝ่ายป้องกันได้เปรียบเรื่องความสูง ทำให้พลธนูยิงได้ไกลและแรงกว่า แต่หากฝ่ายตีเมืองให้พลธนูยิงจากบนรถหอคอย ก็จะสามารถลบล้างความได้เปรียบเรื่องความสูงนี้ไปได้
นอกจากนี้บนรถหอคอยยังมีสะพานพาดที่สามารถเชื่อมกับกำแพงเมือง ทำให้ทหารสามารถเดินข้ามไปบนกำแพงเมืองได้ราวกับเดินบนพื้นราบ
จริงอยู่ กำแพงด่านเขาเหลียงซานไม่สูงมาก หากมีรถหอคอยสักสิบกว่าคันเรียงหน้ากระดาน แล้วใช้ทหารรักษาพระองค์ที่เป็นยอดฝีมือบุกจู่โจมฉับพลัน ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสขึ้นไปบนกำแพงเมืองเพื่อดวลระยะประชิดกับศัตรู
เขาเหลียงซานมีดีแค่ชัยภูมิ หากวัดกันที่ความสามารถในการรบของไพร่พล ยังห่างไกลจากทหารอาชีพมากนัก ยิ่งเทียบกับทหารรักษาพระองค์สามพันนายนี้ ช่องว่างยิ่งห่างชั้นเข้าไปใหญ่
"วิธีนี้แม้จะเป็นไปได้ แต่รถหอคอยแพ้ทางไฟ เกรงว่ากองทัพเราอาจจะขึ้นไปบนกำแพงด่านได้ยาก" แรกฟังองค์ชายสี่ตาเป็นประกาย แต่ครู่ต่อมาก็นึกถึงปัญหานี้ขึ้นมาได้ อุปกรณ์ที่ทำจากไม้ย่อมแพ้ทางไฟเป็นธรรมดา
"ใช้หนังวัวชุบน้ำหรือแผ่นเหล็กหุ้มไว้ก็สิ้นเรื่อง" จ้าวควงเวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
แม้ในเวลานี้เขาจะไม่อยากเสวนากับองค์ชายสี่อีก แต่ไม่พูดก็ไม่ได้ องค์ชายสี่ไม่อยากมีเรื่องกับเขา เขาก็ไม่กล้าให้องค์ชายสี่ผูกใจเจ็บจริงๆ เช่นกัน เพราะที่บ้านเขาก็ใช่ว่าจะไม่มีคู่แข่ง
สิ่งที่เขากลัวคือคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้น และเหล่าองค์ชายที่กำลังชิงบัลลังก์กันอยู่ สิ่งที่พวกเขาไม่อยากสร้างศัตรูด้วยจริงๆ คือจวนแม่ทัพประจิม ไม่ใช่ตัวจ้าวควงเวย
หากเขามีเรื่องกับองค์ชายสี่ คนที่เสียเปรียบที่สุดย่อมเป็นตัวจ้าวควงเวยเอง หากเขาไปขัดแข้งขัดขาองค์ชายสี่ พี่น้องคนอื่นๆ ของเขาย่อมยินดีที่จะฉวยโอกาสนี้ยื่นมือเข้าช่วยองค์ชายสี่เพื่อเล่นงานเขา
"กองทัพของเราไม่จำเป็นต้องขึ้นไปบนกำแพงด่านจริงๆ หรอก ขอแค่ทำให้พวกโจรเหลียงซานรู้สึกถึงภัยคุกคาม ก็สามารถบีบให้พวกมันเสี่ยงออกมาสู้รบนอกด่านได้" หวังอวี่เอ่ยเสริมขึ้นมาบ้าง
ซือหม่าชิงโหรวผู้นี้ก็นับว่ามีฝีมือ คิดแผนการออกมาได้รวดเร็วปานนี้ หวังอวี่ก็ทำได้เพียงเออออห่อหมกไปตามน้ำ เพราะเขารู้ดีว่าต่อให้เขาไม่พูดประโยคหลังนี้ออกมา เดี๋ยวซือหม่าชิงโหรวหรือจ้าวควงเวยก็ต้องพูดออกมาอยู่ดี
แผนการของซือหม่าชิงโหรวเพิ่งพูดไปได้แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งก็คือส่วนที่หวังอวี่เสริมขึ้นมานี่แหละ
ขอแค่ให้เฉาไก้และซ่งเจียงมองเห็นความเป็นไปได้ที่ทหารทางการจะตีแตกด่านของพวกเขา พวกเขาก็จำต้องเสี่ยงนำทัพออกมาสู้รบนอกด่าน ต่อให้ศึกนี้ไม่อาจขับไล่ทหารทางการได้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องทำลายเครื่องมือตีเมืองของทหารทางการให้พังพินาศ
นี่คือแผนลวงที่เปิดเผย รู้ทั้งรู้ก็ต้องเดินตามเกม เฉาไก้และพวกพ้องไม่มีทางเลือกอื่น
อีกอย่าง ต่อให้อีกฝ่ายไม่ออกมาจริงๆ ก็แค่ทำตามแผนที่ซือหม่าชิงโหรวบอกไว้แต่แรก หากทหารรักษาพระองค์บุกขึ้นไปบนกำแพงเมืองได้ พวกโจรเหลียงซานคิดจะไล่พวกเขาลงมาคงยากแล้ว
อู่ชางคงอาจจะเก่งกาจ แต่เขายังไม่ใช่ขุนพลระดับเทพ และต่อให้เป็นขุนพลระดับเทพ อาจจะสามารถบุกตะลุยฝ่าทัพนับหมื่นไปเด็ดหัวแม่ทัพข้าศึกได้ แต่ก็ไม่มีความสามารถพอที่จะต้านทานกองทัพนับหมื่นด้วยตัวคนเดียวได้แน่นอน
"ดี แผนนี้ใช้ได้ แม่ทัพเหลียง ส่งคำสั่งไปยังเขตปกครองหนานอัน ให้ส่งรถหอคอยมาหนึ่งชุดโดยด่วน" องค์ชายสี่หวงฝูหมิงเฟิ่งรู้สึกเบาใจลงมาก หันไปสั่งการเหลียงเยว่เยว่ที่อยู่ด้านล่าง ด้วยฐานะของเหลียงเยว่เยว่ งานนี้เขาเหมาะสมที่สุด
เครื่องมือตีเมืองใหญ่อย่างรถหอคอย ที่ว่าการระดับอำเภอย่อมไม่มีสำรองไว้ อย่างน้อยต้องขอยืมจากที่ว่าการระดับเขตขึ้นไปเท่านั้น
ในขณะเดียวกันองค์ชายสี่ก็ลอบวางแผนในใจ เขาต้องเตรียมการอีกอย่างหนึ่งไว้ด้วย จะพึ่งพาแค่แผนการของซือหม่าชิงโหรวอย่างเดียวไม่ได้
กันไว้ดีกว่าแก้ มีแผนสำรองไว้ย่อมไม่เสียหาย
[จบแล้ว]