- หน้าแรก
- ระบบอัญเชิญพลิกชะตา ครองหล้าด้วยขุนพลเทพ
- บทที่ 72 - จัดระเบียบทัพ
บทที่ 72 - จัดระเบียบทัพ
บทที่ 72 - จัดระเบียบทัพ
บทที่ 72 - จัดระเบียบทัพ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ยิ่งไปกว่านั้น ในบรรดาจวนแม่ทัพทั้งสี่ทิศ จวนแม่ทัพบูรพาและจวนแม่ทัพอุดรต่างต้องเผชิญหน้ากับชาวเป่ยตี๋ หรือก็คือชนเผ่าทุ่งหญ้าทางตอนเหนือ ดังนั้นจวนแม่ทัพทั้งสองแห่งนี้จึงเชี่ยวชาญการรบด้วยทหารม้าเป็นพิเศษ
ในบรรดาขุนพลทั้งหมดในกองทัพครั้งนี้ หากพูดถึงเรื่องทหารม้าแล้ว ก็คงไม่มีใครเป็นคู่มือของหวังอวี่ได้
ด้วยเหตุนี้ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้องค์ชายสี่จะมีความแค้นส่วนตัวกับหวังอวี่ แต่ก็จำต้องพึ่งพาเขาชั่วคราว!
อีกทั้งในเวลานี้องค์ชายสี่ยังคงคิดว่าตนเองปกปิดตัวตนได้ดีเยี่ยม ไม่เคยคิดเลยว่าหวังอวี่ล่วงรู้เรื่องราวเหล่านั้นหมดแล้ว
......................................................
ภายนอกหุบเขา เจิ้งโส่วฉางยังคงจัดตั้งแนวป้องกันชั้นแล้วชั้นเล่าอย่างเหนียวแน่น โดยหวังว่าจะยื้อรอจนกว่ากำลังเสริมฝ่ายตนจะมาถึง
"พี่น้องทั้งหลาย ทหารเกิดมาเพื่อสงคราม ตายเพื่อความสงบ ทหารพึงถือเอาการตายในสนามรบและการใช้หนังม้าห่อศพเป็นเกียรติยศสูงสุด... ก็แค่โจรป่ากลุ่มหนึ่งเท่านั้น ทหารสวรรค์แห่งราชสำนักอย่างพวกเราจะไปกลัวพวกมันได้อย่างไร! พี่น้องทั้งหลาย เมื่อเผชิญหน้าในเส้นทางคับขัน ผู้กล้าที่แท้จริงเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะ!" เจิ้งโส่วฉางตะโกนก้องอยู่กลางค่ายกล ปลุกปลอบขวัญกำลังใจทหารใต้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง
"ติ๊ง ทักษะจัดทัพของเจิ้งโส่วฉางทำงาน:
จัดทัพ: จัดระเบียบกองทัพ ดูแลยุทโธปกรณ์ สามารถพัฒนาต่อเนื่องเป็นทักษะ 'บัญชาทัพ' และ 'กองทัพเหล็ก'
ผลลัพธ์ที่หนึ่ง: เมื่อดวลขุนพล ค่าพลังยุทธ์ +2
ผลลัพธ์ที่สอง: เมื่อรบกลางแปลงหรือป้องกันเมือง ค่าการบัญชาการ +2
ผลลัพธ์ที่สาม: เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ ค่าขวัญกำลังใจของทหารทั้งหมดใต้บังคับบัญชาจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย"
ทักษะที่เจิ้งโส่วฉางระเบิดพลังออกมานี้นับว่าไม่เลวทีเดียว แม้การเพิ่มค่าพลังยุทธ์หรือค่าการบัญชาการจะไม่สูงมากนัก แต่กลับมีความครอบคลุมรอบด้าน สามารถเพิ่มค่าสถานะได้ทั้งสองด้าน
อีกทั้งนี่เป็นเพียงผลของทักษะ 'จัดทัพ' เท่านั้น ทักษะนี้ยังสามารถเลื่อนขั้นเป็นทักษะ 'บัญชาทัพ' ได้ และยังสามารถพัฒนาต่อยอดจากทักษะบัญชาทัพไปเป็นทักษะ 'กองทัพเหล็ก' ได้อีกด้วย
พูดง่ายๆ ก็คือทักษะนี้มีพื้นที่ให้พัฒนาเติบโตได้อีกมากทีเดียว
"ติ๊ง ทักษะจัดทัพผลลัพธ์ที่สองของเจิ้งโส่วฉางทำงาน ค่าการบัญชาการ +2
เจิ้งโส่วฉาง ค่าการบัญชาการ 91 ค่าพลังยุทธ์ 96 ค่าสติปัญญา 72 ค่าการเมือง 62 ค่าเสน่ห์ 80
เจิ้งโส่วฉางค่าการบัญชาการพื้นฐาน 91 ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 93"
"ติ๊ง ทักษะจัดทัพผลลัพธ์ที่สามของเจิ้งโส่วฉางทำงาน ปัจจุบันตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ ขวัญกำลังใจทหารทั้งหมดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย"
เมื่อเทียบกับหงเทียนตูแล้ว ด้านพลังยุทธ์เจิ้งโส่วฉางไม่ใช่คู่มือของเขาอย่างแน่นอน แต่หากพูดถึงความสามารถโดยรวม เจิ้งโส่วฉางก็อาจไม่ได้ด้อยไปกว่าหงเทียนตู
เมื่อเปรียบเทียบกัน หงเทียนตูอาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียงยอดนักบู๊คนหนึ่ง แต่เจิ้งโส่วฉางกลับมีความสามารถในการคุมทัพที่ไม่ธรรมดา
ภายใต้การปลุกปลอบขวัญกำลังใจของเจิ้งโส่วฉาง อารมณ์ของทหารทางการเริ่มกลับมามั่นคงอีกครั้ง เริ่มตั้งหลักปักฐานได้อย่างมั่นคง
"ท่านพี่ นายพลผู้นี้มีฝีมืออยู่บ้าง หากไม่สังหารมัน การศึกวันนี้คงไม่ง่ายดายนัก!" ฉางอวี้ชุนมองดูกองทหารทางการที่ค่อยๆ สงบลงจากความโกลาหลก่อนหน้านี้ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปกล่าวกับเฉาไก้ที่อยู่ข้างกาย
นอกจากทหารชายแดนและทหารรักษาพระองค์แล้ว ทหารหัวเมืองส่วนใหญ่นับว่าหย่อนยานด้านการฝึกซ้อมและระเบียบวินัย แต่ทหารกองนี้กลับเป็นข้อยกเว้น
เช่นเดียวกับหวังอวี่ที่แม้ลับหลังจะวางแผนให้องค์ชายสี่พ่ายแพ้ในศึกนี้อย่างไร แต่เบื้องหน้าก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ยืนหยัดพิจารณาปัญหาบนผลประโยชน์ของราชสำนักต้าชาง
เฉกเช่นเดียวกันกับเฉินเสวียนเป้า แม่ทัพเดินทัพมณฑลเยี่ยนหนาน ไม่ว่าลับหลังเขาจะวางแผนอย่างไร แต่ภาพลักษณ์ภายนอกย่อมต้องทำให้ดูดี
ดังนั้นทหารหนึ่งหมื่นห้าพันนายที่เฉินเสวียนเป้าระดมมา ล้วนคัดเลือกแต่ชายฉกรรจ์ที่แข็งแรงมาจากทหารหัวเมืองเยี่ยนหนานทั้งห้าหมื่นนาย เป็นทหารหนึ่งหมื่นห้าพันคนเนื้อๆ เน้นๆ แม้พลังการรบจะเทียบไม่ได้กับทหารชายแดน แต่อย่างน้อยก็มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน ดูดีมีราคา
ทหารหัวเมืองห้าหมื่นนายของเยี่ยนหนาน แท้จริงแล้วมีกำลังพลจริงๆ ไม่ถึงสี่หมื่นคนเสียด้วยซ้ำ อีกหนึ่งหมื่นกว่าคนที่เหลือล้วนถูกบรรดานายกองกินหัวคิวไปหมดแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ การรวบรวมคนได้หนึ่งหมื่นห้าพันคนก็นับว่าเฉินเสวียนเป้าทำได้ไม่เลวแล้ว
อีกอย่าง ทหารทางการก็คือทหารทางการ เมื่อเผชิญหน้ากับกองโจรเหล่านี้ โดยธรรมชาติแล้วย่อมมีภาษีทางด้านขวัญกำลังใจเหนือกว่าถึงสามส่วน
"น้องชายพูดถูกต้อง ต้องรีบจัดการแม่ทัพผู้นี้ให้เร็วที่สุด จึงจะสามารถบดขยี้ทหารทางการกลุ่มนี้ได้อย่างราบคาบ!" เฉาไก้กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
แม้เฉาไก้จะไม่มีพรสวรรค์ด้านการบัญชาการรบมากนัก แม้แต่การเป็นราชาโจรภูเขาก็อาจไม่ได้โดดเด่นอะไร
แต่เขาก็รู้ดีว่าหากยื้อเวลานานเกินไป หากทหารทางการในหุบเขาเปิดเส้นทางได้สำเร็จ ถึงเวลานั้นผู้ที่จะซวยก็คือพวกเขาเอง
ลำพังกำลังคนในมือของเขา ไม่ใช่คู่มือของทหารทางการหนึ่งหมื่นแปดพันนายที่มีทหารรักษาพระองค์รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน
"ท่านพี่ ให้ข้าลงมือเถอะ จะพาน้องๆ ตีฝ่าค่ายกล บุกเข้าไปตัดหัวมันมาให้ได้!" ฉางอวี้ชุนกล่าวด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ที่ลุกโชน
"ข้าจะไปกับน้องชายด้วย!" เฉาไก้กระชับดาบฟันภูเขาตระกูลสวรรค์ในมือแน่น
ดาบฟันภูเขาตระกูลสวรรค์เล่มนี้ เฉาไก้จ้างยอดช่างตีดาบใช้เหล็กชั้นดีตีขึ้นมาก่อนจะขึ้นเขาเหลียงซาน ตัดทองหยกขาดสะบั้น ฟันเหล็กดุจฟันหยวก นับเป็นอาวุธวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง
นับตั้งแต่ขึ้นเป็นเจ้าค่าย เฉาไก้ยังไม่เคยได้ลงมือต่อสู้จริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง เขาเองก็มั่นใจในพละกำลังของตน วันนี้เมื่อมาถึงสนามรบ มือไม้จึงเริ่มคันขึ้นมาบ้างแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างที่พูด เขาก็ไม่รอให้ฉางอวี้ชุนตอบรับ ควบม้าพุ่งทะยานออกไปทันที
ด้านหลัง ฉางอวี้ชุนก็ไม่กล้าชักช้า ฟาดแส้ม้าพุ่งตัวออกไปรวดเร็วดุจสายลมเช่นกัน และฉางอวี้ชุนยังมาทีหลังแต่แซงหน้า พุ่งเข้าสู่ใจกลางสนามรบก่อนเฉาไก้เสียอีก
มองดูยอดอาชาที่สง่างามใต้ร่างของฉางอวี้ชุน หัวใจของเฉาไก้ก็เกิดความอิจฉาขึ้นมาวูบหนึ่ง สำหรับพวกเขาเหล่านี้ อาวุธดีๆ สักชิ้นหรือม้าศึกชั้นยอดสักตัว บางครั้งก็น่าดึงดูดใจยิ่งกว่าสาวงามเสียอีก
เพียงแต่แม้จะอิจฉา แต่เฉาไก้ก็ไม่ใช่คนต่ำช้าที่จะแย่งชิงของรักของผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อคนผู้นั้นคือพี่น้องของเขา
มองดูเหลียงซาน แม้หลายคนจะมีข้อบกพร่องส่วนตัว หรือเรียกได้ว่าเป็นคนชั่ว หรือกระทั่งเป็นคนเลวทรามต่ำช้า แต่ความมีน้ำใจรักพวกพ้องกลับเป็นสิ่งที่พวกเขาได้รับการยกย่องเสมอมา
แม้แต่ซ่งเจียงเองก็ยังรักพี่น้อง ในการแสวงหาหนทางเข้ารับราชการ บางทีอาจเป็นเพื่อตัวเขาเองจริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้เผื่อแผ่ถึงพี่น้องเหล่านี้ เพียงแต่เขาอาจคาดไม่ถึงว่าพี่น้องของตนจะต้องล้มตายเป็นใบไม้ร่วงในสมรภูมิรบต่อเนื่องในอนาคต!
เพราะอย่างไรเสีย ในเหลียงซานพวกเขาก็เป็นได้แค่โจร สถานะโจรได้กำหนดไว้แล้วว่าพวกเขาไม่มีอนาคต แม้แต่ลูกหลานของพวกเขาก็จะไม่มีอนาคต
บางทีในใจของซ่งเจียง ชีวิตของพี่น้องมีค่ามหาศาล แต่ในใจของเขา การกลับเข้าสู่ระบบราชการคือความจงรักภักดีและคุณธรรมอันยิ่งใหญ่
ส่วนในใจของอู่ซง หลินชง และพี่น้องคนอื่นๆ การสละชีพเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของซ่งเจียง หรือการตายอย่างทหารเลวเช่นหลี่ขุย ก็ถือว่าตายตาหลับแล้ว
หากจะมาถกเถียงว่าความจงรักภักดีและคุณธรรมนี้คือความโง่เขลาหรือความฉลาด ก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดปัญญาเท่าใดนัก
[จบแล้ว]