- หน้าแรก
- ระบบอัญเชิญพลิกชะตา ครองหล้าด้วยขุนพลเทพ
- บทที่ 58 - สามภูผาเจ็ดมังกร
บทที่ 58 - สามภูผาเจ็ดมังกร
บทที่ 58 - สามภูผาเจ็ดมังกร
บทที่ 58 - สามภูผาเจ็ดมังกร
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ในบันทึก 'เว่ยจิ้นซื่ออวี่' ของกัวปานมีข้อความตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า "เมื่อครั้งโจโฉขาดแคลนเสบียง เฉิงยวี่ได้เข้ายึดเสบียงในอำเภอของตนเพื่อส่งให้กองทัพโจโฉได้สามวัน โดยในนั้นปะปนไปด้วยเนื้อคน ด้วยเหตุนี้เขาจึงสูญเสียความน่าเชื่อถือในราชสำนัก เป็นเหตุให้ไม่ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสามกง"
ข้อความนี้หมายความว่าในช่วงแรกที่กองทัพโจโฉขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก เฉิงยวี่ได้หาทางแก้ปัญหาให้โจโฉด้วยการแย่งชิงเสบียงในอำเภอตงเออของตนเองมามอบให้กองทัพโจโฉได้ประทังชีวิตถึงสามวัน ซึ่งว่ากันว่าในเสบียงเหล่านั้นมีเนื้อคนปะปนอยู่ไม่น้อย
พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ชื่อเสียงของเฉิงยวี่เสียหายอย่างรุนแรง และน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาไปไม่ถึงตำแหน่งสูงสุดอย่างสามกงตลอดชั่วชีวิต
แม้ว่าวิธีการอาจจะดูโหดร้ายไปบ้าง แต่สำหรับผู้เป็นนายแล้ว การมีลูกน้องแบบนี้บางครั้งก็ช่วยเบาใจไปได้มากทีเดียว
"ติ๊ง คนที่สี่ หวงเฉา ค่าสติปัญญา 95"
"ยามฤดูสารทเดือนเก้ามาเยือน ดอกไม้ข้าบานสะพรั่งดอกอื่นพลันมลาย กลิ่นหอมฟุ้งจรุงทั่วฉางอัน ทั่วทั้งเมืองจักดาษดื่นด้วยเกราะทอง"
คนผู้นี้คือจอมโหดตัวจริง หากเทียบกับเฉิงยวี่ข้างต้นแล้ว เฉิงยวี่กลายเป็นเด็กน้อยไปเลย เมื่อเอ่ยถึงหวงเฉา ภาพจำแรกของผู้คนคือความโหดเหี้ยมอำมหิต เป็นฆาตกรต่อเนื่องระดับมหากาฬและปีศาจกินคน
เมื่อกองทัพกบฏบุกเข้าเมืองฉางอัน เพื่อแก้ปัญหาเสบียงอาหาร พวกเขาถึงกับจับชาวบ้านผู้บริสุทธิ์มาเป็นเสบียงในกองทัพ "โจรจับคนมากิน วันละหลายพันคน พวกโจรมีครกบดยาขนาดใหญ่หลายร้อยอัน จับคนเป็นๆ โยนใส่ลงไปบดทั้งกระดูกเพื่อกิน ความเลวร้ายของมันช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก"
เมื่อหวงเฉาได้ขึ้นครองราชย์อีกครั้ง ก็เริ่มการสังหารหมู่ในเมืองฉางอันอย่างบ้าคลั่ง ผ่านการสังหารหมู่ครั้งนี้ ผู้ชายในเมืองฉางอันแทบถูกฆ่าจนหมดสิ้น เลือดไหลนองท่วมเมืองดั่งสายน้ำ "โจรโกรธแค้นที่ชาวบ้านต้อนรับทัพหลวง จึงออกคำสั่งล้างเมือง ชายฉกรรจ์ถูกฆ่าล้างบาง เลือดไหลเจิ่งนองเป็นคูคลอง"
"ติ๊ง คนที่ห้า สวี่โยว ค่าสติปัญญา 93"
สวี่โยว ผู้นี้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้โจโฉสามารถเอาชนะเพื่อนสมัยเด็กอย่างอ้วนเสี้ยวได้ในศึกกวนตู้ หากไม่ใช่เพราะเขาเสนอแผนลอบโจมตีอูเฉาซึ่งเป็นที่เก็บเสบียงของอ้วนเสี้ยว ผลลัพธ์ของสงครามครั้งนั้นจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่แน่ชัด
เพียงแต่ในนิยายสามก๊ก สวี่โยวกลับคุมปากตัวเองไม่ได้ ลำพองในความดีความชอบ พูดจาโอหังด่าทอโจโฉและดูถูกทหาร จนถูกเคาทูบันดาลโทสะฆ่าตายในที่สุด
"ระบบ ตัดสวี่โยวกับหวงเฉาออก แล้วสุ่มอัญเชิญจากสามคนที่เหลือ"
ในบรรดาห้าคนนี้ ความสามารถของสวี่โยวด้อยที่สุดจึงต้องตัดออกแน่นอน ต่อมาก็คือจอมมารหวงเฉา คนที่มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนี้ ต่อให้เก่งแค่ไหนถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
การฆ่าล้างเมืองและกินเนื้อมนุษย์นั้นส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงอย่างมหาศาล ต่อให้เป็นลูกน้องทำ แต่ผลสุดท้ายคนที่ต้องรับผลกระทบก็คือตัวเจ้านายเอง
"ติ๊ง ขอแสดงความยินดี โฮสต์ได้รับ ไคว่ทง ค่าการบัญชาการ 58 ค่าพลังยุทธ์ 52 ค่าสติปัญญา 97 ค่าการเมือง 92 ค่าเสน่ห์ 85"
"ตัวตนที่ถูกปลูกฝังคือบุตรชายของไคว่เหลียง เชื่อมั่นว่าโฮสต์จะได้เป็นแม่ทัพบูรพาคนต่อไปจึงมาสวามิภักดิ์ และติดตามโฮสต์เข้าเมืองหลวง เนื่องจากจ้าวกาขาดแคลนคน โฮสต์จึงสั่งให้เขาไปช่วยจ้าวกาสร้างเครือข่ายข่าวกรองเป็นการชั่วคราว"
"น่าเสียดายจัง" หวังอวี่ได้แต่ถอนหายใจเงียบ ๆ ในใจกับผลลัพธ์นี้ ในบรรดาคนเหล่านี้ คนที่เขาอยากได้ที่สุดก็ยังคงเป็นซวินอวี้ เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ แล้ว ความสามารถรอบด้านของซวินอวี้นั้นโดดเด่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด
......................................................
"ท่านแม่ทัพทั้งหลาย ด้านหน้าคือเขาชางหลง ส่วนทางซ้ายขวาคือเขาเถาฮวาและเขาเอ้อร์หู่ ในสามภูเขานี้ต่างมีโจรผู้ร้ายยึดครอง ทั้งสามกลุ่มต่างคานอำนาจและพึ่งพากัน ปล้นชิงพ่อค้าที่เดินทางผ่านไปมา ถือเป็นมะเร็งร้ายของมณฑลเหอเป่ยเราเลยทีเดียว"
เมื่อขบวนรถลำเลียงพลเดินทางมาถึงจุดหนึ่งในมณฑลเหอเป่ย จงเป่าเผิงก็ชี้ไปยังกลุ่มภูเขาเบื้องหน้าแล้วกล่าวแนะนำ
"ในบรรดาโจรสามกลุ่ม กลุ่มเขาชางหลงนั้นแข็งแกร่งที่สุด หัวหน้าโจรเรียกตัวเองว่า มังกรเหินหลี่เชวีย เขายังมีพี่น้องร่วมสาบานอีกหกคน รวมกันเรียกว่า สามภูผาเจ็ดมังกร ว่ากันว่ามีสมุนโจรใต้อาณัติเกือบพันคน ส่วนเขาเถาฮวากับเขาเอ้อร์หู่ก็มีสมุนโจรฝ่ายละสามสี่ร้อยคน" จงเป่าเผิงกล่าวเสริม
ตระกูลจงถือเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในมณฑลเหอเป่ย ข่าวสารที่สืบมานี้ถือว่าแม่นยำใช้ได้ หวังอวี่ฟังแล้วก็พยักหน้าเงียบ ๆ
"อะแฮ่ม" หวังอวี่แกล้งกระแอมไอสองทีก่อนจะเอ่ยปาก "ท่านแม่ทัพ ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ ศึกนี้จะรบอย่างไร ท่านตัดสินใจเถิด"
ในราชวงศ์ต้าชาง แม้จะเป็นองค์ชาย แต่เมื่ออยู่ในกองทัพก็ต้องเรียกว่าแม่ทัพ ไม่ใช่เรียกองค์ชาย
บางทีการนำทัพครั้งนี้อาจมีความสำคัญต่อองค์ชายสี่หวงฝูหมิงเฟิ่งมาก ดังนั้นเขาจึงไม่คัดค้านข้อเสนอที่จะหาโจรกลุ่มเล็ก ๆ ระหว่างทางมาฝึกมือ ก่อนจะไปจัดการกับโจรกลุ่มใหญ่ที่เขาเหลียงซานในมณฑลเยี่ยนหนาน
"ส่งทหารหนึ่งพันนายขึ้นไปท้าดวาร แล้วแสร้งทำเป็นพ่ายแพ้ถอยกลับมา ส่วนทหารอีกสองพันนายให้ซุ่มอยู่รอบ ๆ รอจนพวกโจรหลงกลออกมาปิดล้อม แล้วค่อยโอบล้อมตีโต้กลับ" หวงฝูหมิงเฟิ่งกวาดตามองภูมิประเทศรอบ ๆ อย่างละเอียดก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ
เมื่อมองดูหวงฝูหมิงเฟิ่งที่สงบนิ่งตลอดเวลาผู้นี้ หวังอวี่ก็คาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารที่เขาเจอตอนมาเมืองหลวงครั้งแรกจะเป็นคนผู้นี้
ตอนแรกหวังอวี่สงสัยว่าเป็นฝีมือขององค์รัชทายาท องค์ชายใหญ่ หรือองค์ชายสาม ซึ่งเป็นตัวเต็งในการชิงบัลลังก์ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าน้ำลึกหยั่งไม่ถึงจริง ๆ
"แผนของท่านแม่ทัพยอดเยี่ยมมาก เพียงแต่ทหารหนึ่งพันนายที่จะขึ้นไปล่อศัตรู จำเป็นต้องถอดเกราะและอุปกรณ์ออกเสียก่อน" ซือหม่าชิงโหรวเอ่ยเตือนขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม
ต้องยอมรับว่าซือหม่าชิงโหรวนั้นรอบคอบมาก ทหารหนึ่งพันนายที่จะไปล่อศัตรู หากสวมชุดเกราะเต็มยศไปท้าดวล คงเป็นการกระทำที่สูญเปล่า
กองพันทหารเกราะเหล็กครบเครื่อง บวกกับอาวุธชั้นดี แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ทหารธรรมดา พวกโจรคงไม่ตาถั่วลงมาให้เคี้ยวง่าย ๆ แน่
"พี่ซือหม่ากล่าวได้ถูกต้อง" หวังอวี่พยักหน้าเห็นด้วย
"เอาตามนั้น สั่งการลงไปที่นายกองซู ให้กองกำลังของเขาถอดเกราะวางหน้าไม้ ถือเพียงทวนยาวออกรบ" หวงฝูหมิงเฟิ่งรับฟังความคิดเห็นและสั่งการทันที
ในระบบทหารรากหญ้าของต้าชาง ห้าคนเป็นหนึ่งหมู่ มีหัวหน้าหมู่ สิบคนเป็นหนึ่งกอง มีหัวหน้ากอง ห้าสิบคนเป็นหนึ่งหมวด มีหัวหน้าหมวด ร้อยคนเป็นหนึ่งกองร้อย มีนายร้อย ห้าร้อยคนเป็นหนึ่งกองพัน มีนายพันคุม สองกองพันรวมเป็นหนึ่งกรม มีนายกองเป็นผู้บัญชาการ
ดังนั้นทหารรักษาพระองค์สามพันนายในครั้งนี้ จึงมีนายกองติดตามมาด้วยสามคน ฝีมือของสามคนนี้ก็ไม่ธรรมดา สองคนอยู่ในระดับหนึ่งขั้นสูง ส่วนคนที่เก่งที่สุดเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับเหนือชั้น การจะได้เป็นนายกองของหน่วยรบพิเศษแบบนี้ ย่อมต้องมีฝีมือพอตัว หากเป็นนายกองของทหารทั่วไปคงไม่มีฝีมือขนาดนี้
นอกจากนายกองสามคนนี้ ครั้งนี้ไม่มีแม่ทัพระดับสูงกว่านี้ติดตามมาด้วย ส่วนที่เหลือพวกเขาค่อยไปสั่งการแม่ทัพท้องถิ่นเมื่อไปถึงมณฑลเยี่ยนหนาน
"แม่ทัพหวัง แม่ทัพจ้าว พวกเจ้าสองคนนำทหารคนละหนึ่งกองพันไปซุ่มทางซ้ายและขวา รอให้นายกองซูล่อศัตรูมาถึง แล้วค่อยบุกขนาบข้าง ตัดทางถอยของพวกมัน" หวงฝูหมิงเฟิ่งหันมาสั่งการหวังอวี่และจ้าวควงเวย
"ข้าน้อยรับคำสั่ง" หวังอวี่และจ้าวควงเวยรับคำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เวลานี้แม้แต่จ้าวควงเวยที่มักจะทำตัวทะเล้นก็ยังจริงจังขึ้นมา พวกเขาทั้งสองได้รับการอบรมเข้มงวดจากทางบ้านมาตั้งแต่เด็ก และผ่านการขัดเกลาในกองทัพมาไม่น้อย ย่อมรู้ดีว่าเวลาไหนควรเล่น เวลาไหนควรจริงจัง
[จบแล้ว]