เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45 - การอัญเชิญ

บทที่ 45 - การอัญเชิญ

บทที่ 45 - การอัญเชิญ


บทที่ 45 - การอัญเชิญ

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

"ติ๊ง โปรดโฮสต์ตัดรายชื่อตัวละครออกสองคน"

"ระบบ ตัดลิโป้และจางฉู่รั่งออก ทำการอัญเชิญจากสามคนที่เหลือคือ ชือโหยว หลัวซื่อซิ่น และโฮ่วอี้!"

ระดับความเก่งกาจของห้าคนนี้แบ่งแยกกันชัดเจน ดังนั้นการเลือกจึงไม่ใช่เรื่องยาก

เพราะลิโป้และจางฉู่รั่งเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับขุนพลเทพขั้นต้นเท่านั้น แต่ชือโหยวและหลัวซื่อซิ่นนั้นก้าวไปถึงระดับที่สูงมากในขั้นขุนพลเทพแล้ว

ส่วนโฮ่วอี้นั้น แม้จะมีค่าพลังยุทธ์ 106 ซึ่งถือว่าเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับนี้เช่นกัน แต่ในฐานะนักธนูในตำนาน ย่อมต้องมีความพิเศษที่เหนือกว่าคนทั่วไปแน่นอน

"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ท่านได้รับ โฮ่วอี้ ค่าการบัญชาการ 81 ค่าพลังยุทธ์ 106 ค่าสติปัญญา 76 ค่าการเมือง 72 ค่าเสน่ห์ 95

ปัจจุบันอายุยี่สิบสามปี เมื่อสามปีก่อนโฮสต์เคยช่วยชีวิตมารดาที่เจ็บป่วยออดแอดของโฮ่วอี้เอาไว้ เพื่อตอบแทนบุญคุณ โฮ่วอี้จึงมาเป็นองครักษ์ส่วนตัวของโฮสต์และเข้าร่วมกับกองทัพบูรพา

ขณะเดียวกัน โฮ่วอี้ยังเป็นหนึ่งในสามขุนพลเทพแห่งกองทัพบูรพา เพียงแต่เขาไม่ค่อยได้ลงมือ จึงไม่มีใครรู้ถึงฝีมือที่แท้จริงของเขา

เมื่อได้ยินข่าวว่าโฮสต์ถูกลอบสังหารระหว่างเดินทางมาเมืองหลวง เขาจึงรีบเดินทางมาเพียงลำพังเพื่อคุ้มครองโฮสต์ ตอนนี้รอคำสั่งอยู่ที่ด้านนอกหอจุ้ยเมิ่ง

สิ่งที่พกติดตัวมาด้วย คันศรยิงตะวัน"

ในบรรดาจวนแม่ทัพทั้งสี่ทิศ กองทัพบูรพาและกองทัพอุดรนับว่าแข็งแกร่งที่สุด โดยมีขุนพลเทพฝ่ายละสองคน แม้จะเป็นขุนพลเทพที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับนี้ก็ตาม

ส่วนกองทัพประจิมและกองทัพทักษิณนั้น มีขุนพลเทพเพียงฝ่ายละหนึ่งคน และเป็นขุนพลเทพขั้นต้นที่มีค่าพลังยุทธ์พื้นฐานอยู่ที่ 105 หรือ 106 เช่นกัน

แต่จากการมาถึงของโฮ่วอี้ นับจากนี้ไปกองทัพบูรพาจะมีขุนพลเทพถึงสามคนแล้ว

"ใครบังอาจทำร้ายลูกชายของข้าลวี่เสินหมัว!" เสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวลอยมา คนที่ควรจะมาในที่สุดก็มาถึงแล้ว เพียงแต่ลวี่เสินหมัวมาถึงเร็วกว่าที่หวังอวี่คาดไว้เล็กน้อย

วันนี้เดิมทีเฉิงเจ๋อตั้งใจจะพาหลานชายอย่างลวี่ชงมาสังสรรค์กระชับความสัมพันธ์ บวกกับประจวบเหมาะที่ยอดนางรำอันดับหนึ่งอย่างเยี่ยหว่านชิงจะขึ้นแสดง เขาจึงพาลวี่ชงมาที่นี่

แต่ใครจะไปคาดคิดว่าลวี่ชงพอเมาแล้วจะทำเรื่องเหลวไหล ลวี่ชงอาจจะดูไม่ออกว่ากลุ่มคนที่เขาไปหาเรื่องเป็นใคร แต่เฉิงเจ๋อมีหรือจะดูไม่ออก

ดังนั้นเมื่อตระหนักว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ เฉิงเจ๋อจึงรีบควบม้าออกไปตามหาลวี่เสินหมัวทันที เพราะลำพังแค่ตัวเขาคนเดียวคงระงับเหตุการณ์นี้ไม่อยู่แน่

แต่ใครจะรู้ว่า พอเขาพาลวี่เสินหมัวมาถึงหอจุ้ยเมิ่ง ก็ได้รับข่าวว่าลวี่ชงถูกหักแขนไปข้างหนึ่งเสียแล้ว

ด้วยความโกรธจัด ลวี่เสินหมัวไม่อยากฟังความใดๆ ต่อ ไม่แม้แต่จะถามไถ่ต้นสายปลายเหตุ แบกทวนคู่ใจบุกขึ้นมาโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

เมื่อลวี่เสินหมัวมาถึง ผู้คนต่างพากันแหวกทางให้จนเห็นกลุ่มคนระดับสูงที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุด แน่นอนว่ารวมถึงลวี่ชงที่ถูกตบจนสลบไปแล้วด้วย

เวลานี้ลวี่ชงได้รับการทำแผลเบื้องต้นจากทางหอจุ้ยเมิ่งตามหลักมนุษยธรรม แต่สภาพก็ยังดูน่าเวทนาอยู่ดี

"ชงเอ๋อร์!" ทันทีที่เห็นสภาพของลวี่ชง ลวี่เสินหมัวก็เข้าไปตรวจสอบอาการอย่างลวกๆ ก่อนจะตะโกนเรียกด้วยความร้อนรน น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความโกรธแค้นที่กดข่มไว้ไม่อยู่

ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น ลวี่เสินหมัวก็ยังไม่กล้าวู่วามลงมือ เพราะตอนนี้เขาเห็นหน้าค่าตาของกลุ่มคนด้านหน้าชัดเจนแล้ว นอกจากองค์ชายสี่และองค์หญิงสี่แล้ว แม้คนอื่นเขาจะรู้จักแค่หวังอวี่กับจ้าวควงเวย แต่เขาก็ไม่กล้าบุ่มบ่าม

เพราะคนที่สามารถนั่งร่วมโต๊ะแถวเดียวกันได้ สถานะและตำแหน่งจะต่ำต้อยไปกว่ากันได้อย่างไร

"ถวายบังคมองค์ชายสี่!" ลวี่เสินหมัวจำต้องข่มความโกรธเอาไว้ก่อน แล้วทำความเคารพหวงฝูหมิงเฟิ่งตามมารยาทของขุนนาง

"ท่านผู้บัญชาการลวี่ ลวี่ชงผู้นี้เริ่มแรกก็ล่วงเกินองค์ชาย ต่อมายังคิดจะลวนลามแม่นางทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ ไม่ทราบว่าปกติท่านแม่ทัพลวี่อบรมสั่งสอนบุตรหลานเช่นนี้หรือ!" จ้าวควงเวยกล่าวพร้อมรอยยิ้มเยาะ

หวังอวี่หันไปมองแวบหนึ่ง แล้วลอบชมเชยในใจว่าหมอนี่ร้ายกาจจริงๆ ประโยคเดียวก็โยนความผิดทั้งหมดไปที่ตัวลวี่ชง แถมยังยัดข้อหาฉกรรจ์ให้ลวี่ชงก่อนเลย เมื่อจ้าวควงเวยชิงลงมือก่อนแบบนี้ คนที่ต้องปวดหัวก็คือลวี่เสินหมัวแล้ว

เพราะเรื่องที่ลวี่ชงก่อในคืนนี้ จะมองเป็นเรื่องเล็กก็ได้ จะมองเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้ ถ้ามองเป็นเรื่องเล็กก็แค่คนเมาอาละวาด แต่ถ้ามองเป็นเรื่องใหญ่ นั่นคือการลบหลู่ราชวงศ์และท้าทายตระกูลใหญ่ต่างๆ

และเป็นไปตามคาด พอจ้าวควงเวยพูดจบ ลวี่เสินหมัวที่มาด้วยท่าทีดุดันก็มีท่าทีอ่อนลงไปส่วนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

"ไม่เป็นไรหรอก คืนนี้ก็แค่คุณชายลวี่เมาแล้วทำตัวเลอะเทอะ อย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังเลย ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพลวี่มาที่นี่ด้วยเหตุอันใด?" หวงฝูหมิงเฟิ่งเอ่ยปากขึ้นมา ซึ่งผิดคาดของทุกคนมาก

เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนรอบข้างต่างมองหวงฝูหมิงเฟิ่งด้วยสายตาเหลือเชื่อ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดช่วยอีกฝ่าย

โดยเฉพาะจ้าวควงเวยกับตงฟางเจียวหนวี่ แม้ว่าหวังอวี่จะเป็นคนหักแขนลวี่ชง แต่พวกเขาก็มีส่วนร่วมลงมือในคืนนี้ด้วย องค์ชายสี่ทำแบบนี้ ดูเหมือนจะมีเจตนาจะเล่นงานพวกเขานะเนี่ย!

หวังอวี่เองก็แปลกใจไม่แพ้กัน ปฏิกิริยาขององค์ชายสี่ดูทะแม่งๆ ไม่มีเหตุผลที่เขาต้องช่วยลวี่เสินหมัวนี่นา

แต่ทว่าในวินาทีถัดมา รายละเอียดเล็กๆ ที่ถูกมองข้ามไปก็ผุดขึ้นมาในหัวของหวังอวี่ ตอนเริ่มต้นดูเหมือนจะเป็นองค์ชายสี่คนนี้นี่แหละ ที่เป็นคนดึงดูดความสนใจของลวี่ชงให้เข้ามาในห้องส่วนตัวของพวกเขา จนนำมาสู่เรื่องราววุ่นวายในภายหลัง

ไป๋รั่วหลานและเป่ยหมิงชิงอิ่งต่างก็รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน เพราะเมื่อครู่ลวี่ชงคิดจะล่วงเกินพวกนางชัดๆ แต่พอหวงฝูหมิงเฟิ่งพูดแบบนี้ ก็เท่ากับช่วยแก้ต่างให้ลวี่ชงไปเกินครึ่ง

ส่วนซือหม่าชิงโหรว เขาอยู่ในสถานะคนดูละครมาตั้งแต่ต้น เขาเองก็สัมผัสได้ไวมากว่าเรื่องในคืนนี้มีกลิ่นอายไม่ชอบมาพากล

เพียงแต่ซือหม่าชิงโหรวเดาออกว่าเรื่องนี้ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขา เขาจึงทำตัวกลมกลืนเงียบเชียบเป็นมนุษย์ล่องหนไป

ทว่าการเอ่ยปากของหวงฝูหมิงเฟิ่งทำให้เรื่องราวยิ่งซับซ้อนขึ้น และคำพูดนี้ยังเป็นการบอกใบ้ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้อาจมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่เห็น

"ขอบพระทัยองค์ชายที่ทรงเมตตา ไม่ทราบว่าองค์ชายพอจะบอกได้หรือไม่ว่าใครเป็นคนลงมือทำร้ายบุตรชายของกระหม่อมจนสาหัสเช่นนี้" ลวี่เสินหมัวประสานมือถามทันที

หวงฝูหมิงเฟิ่งมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ลวี่เสินหมัวจริงๆ เดิมทีเจอคำถามของจ้าวควงเวยเข้าไป ลวี่เสินหมัวก็เสียเปรียบไปแล้ว แต่พอหวงฝูหมิงเฟิ่งพูดประโยคนั้นออกมา ลวี่เสินหมัวก็กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้ง

ในเมื่อองค์ชายตรัสว่าก่อนหน้านี้ลวี่ชงแค่เมา งั้นก็แปลว่าแค่เมา และในเมื่อองค์ชายตรัสว่าเรื่องก่อนหน้านี้ไม่ถือโทษ งั้นก็แปลว่าไม่ถือโทษ

เมื่อลวี่เสินหมัวถามจบ ยังไม่ทันที่หวงฝูหมิงเฟิ่งจะตอบ สายตาของหลายคนในที่นั้นก็เผลอมองไปทางหวังอวี่โดยไม่รู้ตัว

ลวี่เสินหมัวที่มีฝีมือห่างจากระดับขุนพลเทพขั้นสูงสุดเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด ย่อมจับสังเกตปฏิกิริยาเหล่านี้ได้ ในวินาทีนี้ต่อให้ไม่มีใครตอบ ลวี่เสินหมัวก็รู้คำตอบแล้ว

"เจ้าหักแขนลูกข้าไปข้างหนึ่ง วันนี้เจ้าก็รับมือข้าสักกระบวนท่า หลังจบกระบวนท่านี้ บุญคุณความแค้นถือว่าจบกัน!"

ลวี่เสินหมัวรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่าเรื่องนี้มีอะไรแปลกๆ แต่ถึงอย่างนั้น การที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนถูกหักแขน เขาไม่มีทางปล่อยผ่านไปง่ายๆ แน่นอน

แน่นอนว่ากระบวนท่านี้จะรุนแรงแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 45 - การอัญเชิญ

คัดลอกลิงก์แล้ว