เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 - เพื่อนร่วมชั้นเรียน

บทที่ 35 - เพื่อนร่วมชั้นเรียน

บทที่ 35 - เพื่อนร่วมชั้นเรียน


บทที่ 35 - เพื่อนร่วมชั้นเรียน

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

หมู่ตึกและศาลารายล้อมไปด้วยต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า อาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากกลิ่นอายของคัมภีร์ปราชญ์ สถานที่แห่งนี้จึงแฝงไว้ด้วยความสง่างามและเงียบสงบ

ประตูใหญ่สีแดงชาดเปิดกว้าง ทางเดินระเบียงคดเคี้ยวไปมา โดยมีหอจริยธรรมเป็นศูนย์กลาง ก่อให้เกิดกลุ่มสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ที่จัดวางอย่างลงตัวและส่งเสริมซึ่งกันและกัน

สำนักศึกษาต้าชางแบ่งออกเป็นหอการศึกษาฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ ภายในประกอบด้วยแปดวิชาหลัก ได้แก่ จริยธรรม ดนตรี อักษรศาสตร์ คำนวณ พิชัยสงคราม วรยุทธ์ การยิงธนู และการบังคับม้า สี่วิชาแรกสังกัดฝ่ายบุ๋น ส่วนสี่วิชาหลังสังกัดฝ่ายบู๊

ในฝ่ายบุ๋นเน้นหนักที่วิชาจริยธรรมและอักษรศาสตร์ โดยมีดนตรีและคำนวณเป็นวิชาเสริม ส่วนฝ่ายบู๊เน้นหนักที่พิชัยสงครามและวรยุทธ์ โดยมีการยิงธนูและการบังคับม้าเป็นวิชาเสริม

แน่นอนว่าแม้คนส่วนใหญ่จะเลือกเรียนเพียงสายใดสายหนึ่ง แต่ก็มีคนส่วนน้อยที่เลือกเรียนควบทั้งบุ๋นและบู๊ คนกลุ่มนี้มักมาจากตระกูลที่มีรากฐานลึกซึ้ง และมีพรสวรรค์ติดตัวมาบ้าง ทำให้สามารถรับภาระการเรียนหนักทั้งสองสายพร้อมกันได้

หลังผ่านการทดสอบเข้าเรียน ศิษย์ใหม่จะถูกแบ่งกลุ่มตามวิชาเอกที่เลือก จากนั้นแต่ละกลุ่มจะจับฉลากเพื่อแบ่งเข้าห้องเรียน หรือที่เรียกว่า "ชั้นเรียน" ในปัจจุบัน แต่ละชั้นเรียนมีจำนวนคนไม่มากนัก ประมาณสามสิบกว่าคนเท่านั้น

โดยปกติแล้ว คนที่พักอยู่เรือนเดียวกันมักจะถูกจัดให้อยู่ในชั้นเรียนเดียวกันด้วย ดังนั้นหวังอวี่และจ้าวควงเวยจึงกลายมาเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันโดยปริยาย

ชีวิตอันแสนรันทด เพิ่งจะบอกลาชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยมาได้ไม่ถึงห้าเดือน ก็ต้องกลับมานั่งฟังอาจารย์สวดมนต์ในห้องเรียนอีกแล้ว หวังอวี่ตบหน้าผากตัวเองด้วยความจำใจ ก่อนจะเดินตามจ้าวควงเวยเข้าไปในห้องเรียน

เมื่อทั้งสองเดินเข้ามา คนในห้องก็มากันเกือบครบแล้ว ที่ว่างเหลืออยู่น้อยเต็มที พวกเขาต้องใช้เวลาหาอยู่พักหนึ่งกว่าจะเจอที่ว่างสองที่ให้นั่งลงได้

ที่นั่งข้างๆ พวกเขาคือเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่ง เพียงแต่แม่นางน้อยคนนี้ดูท่าทางหยิ่งยโสไม่เบา นางเชิดหน้าขึ้นสูง ไม่แม้แต่จะปรายตามองคนรอบข้างเลยสักนิด

หวังอวี่ส่งสายตาให้จ้าวควงเวย เป็นเชิงให้เริ่มแนะนำตัวตนของคนอื่นๆ ในห้องเรียน

หากเป็นคนธรรมดาทั่วไป จ้าวควงเวยคงไม่รู้จัก แต่คนที่มาอยู่ในห้องเรียนนี้ล้วนมีฐานะไม่ธรรมดา ด้วยนิสัยชอบร่อนไปทั่วงานสังคมของจ้าวควงเวย เขาต้องรู้จักคนพวกนี้ไม่น้อยแน่

เพราะคนที่สามารถเรียนควบทั้งบุ๋นและบู๊แถมยังผ่านการทดสอบเข้ามาได้ ย่อมต้องมีพื้นฐานทั้งสองด้านที่แข็งแกร่ง คนจากตระกูลธรรมดาแค่เรียนสายใดสายหนึ่งให้ผ่านก็ยากเลือดตาแทบกระเด็นแล้ว อย่าหวังว่าจะเรียนควบได้เลย

จ้าวควงเวยเข้าใจความหมายของหวังอวี่ทันที เขาปรับสีหน้าให้ดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย ชูสองนิ้วชี้ไปที่แม่นางน้อยจอมหยิ่งข้างๆ แล้วกระซิบเสียงเบา "ตงฟางเจียวหนวี่ ยอดดรุณีแห่งตระกูลตงฟาง หนึ่งในสี่ตระกูลวาณิช พี่หวัง คงไม่ต้องให้ข้าอธิบายมากความกระมัง!"

จริงดังว่า ไม่ต้องให้จ้าวควงเวยพูดมากความ หวังอวี่ก็รู้จักนางดี

ตงฟางเจียวหนวี่ ชื่อเสียงเรียงนามของนางนั้นเขาได้ยินมานานแล้ว มิน่าเล่าถึงได้หยิ่งผยองนัก

ตงฟางเจียวหนวี่ แม้อายุจะน้อยกว่าหวังอวี่หนึ่งเดือน แต่ได้ยินมาว่านางเพิ่งบรรลุระดับเซียนเทียน (เหนือธรรมชาติ) เช่นเดียวกับหวังอวี่ และมีชื่อติดหนึ่งในสิบยอดอัจฉริยะแห่งต้าชางเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นนางยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีโอกาสสูงมากที่จะก้าวเข้าสู่ระดับเทียนเหริน

อย่าเห็นว่าหวังอวี่ก็อยู่ระดับเซียนเทียนเหมือนกัน แต่หวังอวี่เป็นผู้ชายและฝึกทั้งภายในภายนอก ส่วนตงฟางเจียวหนวี่เป็นผู้หญิงและเน้นฝึกกำลังภายในเป็นหลัก โดยปกติแล้วผู้หญิงหรือจอมยุทธ์ที่ไม่เน้นออกรบมักจะฝึกแต่กำลังภายใน

ผู้ที่ฝึกทั้งภายในและภายนอก ยิ่งฝึกสูงขึ้นก็ยิ่งยาก เมื่อเทียบกับตงฟางเจียวหนวี่แล้ว การทะลวงด่านขั้นต่อไปของหวังอวี่จะยากกว่ามาก เผลอๆ ในอนาคตอันใกล้ พลังภายนอกของหวังอวี่อาจจะนำหน้าพลังภายในไปไกลลิบ

ความแข็งแกร่งของพลังภายนอกสัมพันธ์กับสภาพร่างกายโดยตรง นี่คือสาเหตุที่แม่ทัพนายกองเมื่ออายุมากขึ้นฝีมือมักจะตกลง ส่วนพลังภายในนั้นต้องอาศัยการสั่งสม ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า

หวังอวี่เกิดในจวนแม่ทัพบูรพา ต้องกรำศึกในสนามรบ พลังภายนอกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนพลังภายในมีไว้เพื่ออุดช่องโหวของการฝึกพลังกายล้วนๆ และเพื่อยืดระยะเวลาจุดพีคของร่างกายให้นานที่สุด

เมื่อถึงจุดหนึ่ง หวังอวี่คงไม่อาจฝึกทั้งสองอย่างให้รุดหน้าไปพร้อมกันได้ ต้องมีการเลือกเน้นหนักทางใดทางหนึ่ง ในเมื่อเขาเน้นพลังภายนอก โอกาสที่จะก้าวสู่ระดับเทียนเหรินจึงริบหรี่เต็มทน สู้ไปลุ้นทางสายเทพสงครามยังจะดูมีหวังกว่า

"ไอ้หนุ่มหน้ามนที่นั่งข้างหน้านั่น ก็ถือเป็นคนดังระดับย่อมๆ คนหนึ่ง เขาคือคุณชายจงแห่งมณฑลเหอเป่ย นามว่า จงเป่าเผิง แต่หมอนี่เป็นพวกหัวโบราณคร่ำครึ วันๆ เอาแต่อ่านหนังสือ

ส่วนแม่นางหน้านิ่งที่นั่งข้างๆ เขา ก็มาจากตระกูลเซียนในเหอเป่ยเช่นกัน นามว่า จางหมิ่น

ได้ยินมาว่าจงเป่าเผิงแอบมีใจให้จางหมิ่นอยู่ แต่นางกลับทำเมินใส่เขาตลอด!"

จ้าวควงเวยแนะนำไปพลางก็แอบเม้าท์มอยเรื่องชาวบ้านให้หวังอวี่ฟังไปพลาง

"แล้วก็เจ้าหนุ่มท่าทางซกมกคนนั้น แซ่หลิว นามว่า หลิวหยาง ถึงจะพอมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง แต่ไม่เอาถ่าน เดือนหนึ่งขลุกอยู่หอนางโลมไปแล้วสิบวัน ที่บ้านเป็นขุนนางเล็กๆ ในเมืองหลวง ก็งั้นๆ แหละ!"

"ส่วนคนนั้น" จ้าวควงเวยชี้ไปอีกทาง "อย่าเห็นว่าหน้าตาสำอางเหมือนผู้หญิง แต่หมอนั่นคือคนของตระกูลซือหม่า หนึ่งในหกตระกูลใหญ่ ชื่อว่า ซือหม่าชิงโหรว เป็นผู้ชายแท้ๆ แต่ดันตั้งชื่ออ่อนหวานปานสตรี

แต่เจ้าหมอนี่สืบทอดความอำมหิตและความอดทนของตระกูลซือหม่ามาเต็มเปี่ยม ปกติจะแกล้งทำตัวเป็นเต่าหดหัวพันปี แต่พอถึงเวลาคับขันเมื่อไหร่ มันจะโผล่หัวมากัดเจ้าจนจมเขี้ยว!"

เห็นจ้าวควงเวยกัดฟันพูดด้วยความแค้น หวังอวี่ก็เดาได้ทันทีว่าหมอนี่คงเคยเสียท่าให้ซือหม่าชิงโหรวมาก่อนแน่

แต่การที่ผู้ชายคนหนึ่งตั้งชื่อว่า ชิงโหรว (อ่อนโยน) แบบนี้ ก็ทำให้คนรู้สึกตะขิดตะขวงใจจริงๆ นั่นแหละ

ดูเหมือนจะรู้สึกตัวว่ากำลังถูกนินทา ซือหม่าชิงโหรวหันกลับมาส่งรอยยิ้มที่อบอุ่นราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิให้

ทว่าแม้รอยยิ้มจะดูอบอุ่น แต่สัญชาตญาณของหวังอวี่กลับร้องเตือนให้รักษาระยะห่างเข้าไว้ ชื่อเสียงของตระกูลซือหม่าไม่ค่อยดีนัก คำว่า "ยิ้มซ่อนมีด" และ "เจ้าเล่ห์เพทุบาย" ดูเหมือนจะเกิดมาเพื่ออธิบายคนตระกูลนี้โดยเฉพาะ

ในห้องเรียนที่มีคนสามสิบกว่าคน จ้าวควงเวยกลับรู้จักไปแล้วเกินครึ่ง ทำให้หวังอวี่ต้องมองเพื่อนคนนี้ใหม่อีกครั้ง

ทันใดนั้น จ้าวควงเวยก็ชี้ไปที่ชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งเงียบๆ อยู่มุมห้อง นี่คือคนสุดท้ายที่จ้าวควงเวยพอจะรู้จัก นอกเหนือจากนี้เขาก็ไม่คุ้นหน้าแล้ว

สำหรับชายหนุ่มคนนี้ แม้จ้าวควงเวยจะบอกแค่ชื่อ แต่หวังอวี่ก็รู้ทันทีว่าเขาเป็นใคร

หวงฝูหมิงเฟิ่ง องค์ชายสี่แห่งราชวงศ์ต้าชาง แม้จะมีศักดิ์เป็นถึงองค์ชาย แต่กลับไร้ฐานอำนาจจากตระกูลมารดาคอยหนุนหลัง บัลลังก์มังกรจึงเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเขา ดีที่สุดในอนาคตก็คงได้เป็นแค่อ๋องว่างงานคนหนึ่ง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 35 - เพื่อนร่วมชั้นเรียน

คัดลอกลิงก์แล้ว