- หน้าแรก
- พลิกผันคืนวันเก่า สู่ความรุ่งเรืองของครอบครัว
- บทที่ 32: พายุอารมณ์มาเร็วไปเร็ว
บทที่ 32: พายุอารมณ์มาเร็วไปเร็ว
บทที่ 32: พายุอารมณ์มาเร็วไปเร็ว
พ่อหลี่ปัดมือลูกชายที่ยื่นมาทิ้งอย่างไม่ไยดี มองดูลูกชายที่ทำท่าทางกะล่อนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า "ไปขอแม่แกนู่น ฉันไม่มีตังค์ติดตัวหรอก"
"เจ้าตงจะไปทำธุระปะปัง ไม่ได้ไปถลุงเงินเล่น แกให้เงินลูกติดตัวไปหน่อยจะเป็นไรไป?"
ย่าหลี่เริ่มไม่พอใจ จ้องมองลูกชายตาเขม็ง
พ่อหลี่โดนแม่ตัวเองจ้องจนขนลุกซู่ "แม่ครับ ผมไม่มีจริง ๆ แม่ก็รู้นี่นา ตั้งแต่แต่งงานมา เคยมีสักครั้งไหมที่ผมได้ถือเงินถือตั๋วเอง เงินเดือนผมก็อยู่ที่แม่เจ้าตงหมดนั่นแหละ"
ย่าหลี่เห็นสภาพลูกชายที่ดูไม่ได้เรื่อง ก็อดคิดไม่ได้ว่าลูกชายช่างไม่ได้ความ ตอนหนุ่ม ๆ โดนเมียคุมก็พอว่า แต่นี่อายุปาเข้าไปห้าสิบกว่าแล้ว ยังโดนเมียข่มอยู่ได้
"ไอ้ลูกไม่รักดี แก่ป่านนี้แล้วยังคุมเมียตัวเองไม่อยู่"
พ่อหลี่บ่นอุบ "จะโทษผมได้ยังไง ก็แม่ไม่ใช่เหรอที่เป็นคนหาเมียคนนี้มาให้ผมเอง"
จังหวะนั้นแม่หลี่ถือกล่องข้าวอลูมิเนียมที่เพิ่งล้างเสร็จเดินเข้ามา ได้ยินประโยคนี้เข้าเต็มสองหู แกวางกล่องข้าวลงบนโต๊ะเสียงดัง ปัง!
แกเดินตรงเข้าไปหาพ่อหลี่แล้วด่ากราด "ไอ้แก่! แกพูดบ้าอะไรฮะ? ฉันเป็นเมียแกมันเป็นยังไง? ตรงไหนที่ไม่ได้ดั่งใจแกฮะ? วันนี้ถ้าแกไม่พูดให้รู้เรื่อง อย่าหวังเลยว่าชีวิตนี้จะได้อยู่อย่างสงบสุข!"
พ่อหลี่รีบแก้ตัวพัลวัน "คุณพูดเรื่องอะไร ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น อย่าเข้าใจผิดสิ"
"ไม่ได้หมายความอย่างนั้นแล้วหมายความว่ายังไง? เมื่อกี้ฉันได้ยินน้ำเสียงแกชัดเต็มสองหู อย่ามาตอแหล!"
การระเบิดอารมณ์ของแม่หลี่ทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้งโหยง พวกหลี่เซี่ยงตงที่เป็นเด็กรุ่นหลังเห็นหน้าแม่ดำคร่ำเครียด ไม่มีใครกล้าปริปากพูดแทรกแม้แต่คนเดียว
หลี่เซี่ยงตงค่อย ๆ ขยับเก้าอี้ถอยหลัง มือถือหมั่นโถวแป้งผสมกัดกินไปพลาง อีกมือก็ดึงแขนเสื้อภรรยาเบา ๆ ส่งสัญญาณให้เธอหลบฉากออกมา อย่าได้เข้าไปพัวพันเด็ดขาด
พ่อแม่เขาทะเลาะกันมาทั้งชีวิต แต่ละครั้งก็รุนแรงไม่แพ้ครั้งนี้หรอก
ดังนั้นเมื่อเห็นฉากตรงหน้า หลี่เซี่ยงตงจึงไม่กังวลสักนิด นั่งดูละครฉากเด็ดอย่างสบายใจเฉิบ
ปู่หลี่เห็นลูกสะใภ้ทำท่าจะกินเลือดกินเนื้อลูกชายตัวเอง ก็เอ่ยปากห้ามทัพ "พอเถอะ เด็ก ๆ นั่งมองตากันปริบ ๆ ข้าวปลาไม่กินกันแล้ว มีอะไรค่อยไปคุยกันเองสองคนเถอะ"
แม่หลี่สวนกลับอย่างไม่ยี่หระ "มองก็มองไปสิ จะได้เห็นธาตุแท้ของปู่มันไงว่าเป็นคนยังไง!"
ย่าหลี่พูดแทรกขึ้นมา "ฉันยอมอ่อนข้อให้ก็ได้ ฉันขอโทษละกัน ฉันมันคนแก่เลอะเลือน เธออย่าไปถือสาหาความคำพูดไม่เข้าหูพวกนั้นเลย"
"ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น แม่เป็นผู้ใหญ่ ฉันจะกล้าให้แม่มาขอโทษได้ยังไง แม่จะว่าฉันสักคำสองคำก็ว่าไปเถอะ ฉันเป็นลูกสะใภ้จะกล้าเก็บมาใส่ใจได้ยังไง?"
"ฉันแค่อยากถามลูกชายแม่ดูว่า ฉันทำตรงไหนไม่ดี ฉันน่ะ... จะได้ปรับปรุงตัวให้ถูก!"
คำพูดของแม่หลี่แต่ละคำเหมือนเข็มซ่อนปลาย ตอกกลับจนย่าหลี่พูดไม่ออก
พ่อหลี่นั่งไม่ติดเก้าอี้ รู้สึกเหมือนโดนผีซ้ำด้ำพลอย
ทางหนึ่งก็แม่บังเกิดเกล้า อีกทางก็เมียคู่ทุกข์คู่ยาก จะพูดอะไรก็ไม่ได้ ไม่พูดก็ไม่ได้ หน้าตาบอกบุญไม่รับสุด ๆ
"แกก็พูดมาสิ! เมื่อกี้ยังปากเก่งอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? ฉันเหนื่อยสายตัวแทบขาดปรนนิบัติคนทั้งบ้าน พอแก่ตัวลงกลับไม่ได้ดีสักอย่าง"
"ตั้งแต่สาว ๆ แต่งเข้าบ้านตระกูลหลี่ ฉันก็ก้มหน้าก้มตาทำงานเหมือนวัวเหมือนควายรับใช้แกมาหลายสิบปี ฉันทำไปเพื่ออะไร? พูดมาสิ!"
พ่อหลี่หน้าดำหน้าแดงสลับกันไปมา สุดท้ายก็ไม่พูดอะไร ทำเสียง ฮึ ในลำคอ แล้วลุกเดินหนีเข้าห้องไปโดยไม่กินข้าว
หลี่เซี่ยงตงมองพ่อแล้วก็นึกสงสาร แต่ก็ไม่ได้เป็นห่วงอะไรมาก
พ่อเขาไม่มีทางอดตายหรอก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกซะหน่อย เดี๋ยวตอนพี่ใหญ่ไปทำงาน ก็คงแอบห่อของกินไปให้พ่อเอง
"วันหลังคุณก็พูดน้อย ๆ หน่อย"
ปู่หลี่หันไปตำหนิย่าหลี่ ย่าหลี่เงียบกริบ แกก็รู้ตัวว่าคราวนี้แกเป็นคนหาเรื่องใส่ตัวให้ลูกชายเอง
แม่หลี่เก็บกล่องข้าวอลูมิเนียมที่วางกระแทกบนโต๊ะเมื่อครู่ แล้วพูดขึ้นว่า "พ่อ แม่ เมื่อกี้ฉันไม่ได้ตั้งใจจะว่าพ่อกับแม่นะคะ อย่าเก็บไปใส่ใจเลย นิสัยฉันเป็นยังไงพ่อกับแม่ก็รู้ ได้ยินเขาพูดลับหลังแบบนั้น ฉันก็แค่อดใจไม่ไหวต้องว่าสักหน่อย"
ย่าหลี่ไม่พูดอะไร ปู่หลี่หัวเราะแหะ ๆ "ไม่เป็นไร ๆ พ่อกับแม่ไม่ถือสาหรอก แต่คนกันเองอยู่ด้วยกันก็ควรรักใคร่กลมเกลียว ทะเลาะกันให้น้อยลงหน่อยเถอะ"
จังหวะนั้น หลี่เสี่ยวจูที่ยืนอยู่บนตักโจวอวี้ฉิน ก็เอามือยันโต๊ะ ไม่ได้ตกใจกลัวแต่อย่างใด แถมยังยิงฟันซี่เล็ก ๆ ทำหน้าดุ ตบโต๊ะปัง ๆ ตะโกนว่า "ตี..."
"ย่า... ตี..."
ได้ยินหลานสาวตัวน้อยพูดแบบนั้น แม่หลี่ก็ยิ้มหน้าบาน เปลี่ยนสีหน้าจากเมื่อกี้เป็นคนละคน
แกเดินมานั่งข้างโจวอวี้ฉิน ลูบผมจุกบนหัวหลี่เสี่ยวจู
"มีแต่เจ้าเจ็ดนี่แหละที่รู้ใจย่า ตัวแค่นี้ก็รู้จักช่วยย่าเถียงแล้ว"
พายุอารมณ์ลูกย่อม ๆ ผ่านพ้นไป บรรยากาศในห้องก็ผ่อนคลายลง เด็ก ๆ ที่โต๊ะเล็กเริ่มส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันอีกครั้ง
หลี่เซี่ยงตงขยับเข้าไปใกล้แม่ ทำเสียงอ้อน "แม่ครับ ขอเงินขอตั๋วให้ผมหน่อยสิครับ เผื่อมื้อเที่ยงกลับมาไม่ทัน จะได้หาอะไรกินข้างนอก"
แม่หลี่ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมา "จะเอาเท่าไหร่?"
หลี่เซี่ยงตงยิ้มตาหยี "แม่ให้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้นแหละครับ มากน้อยผมไม่เกี่ยง ผมไม่ใช่พ่อซะหน่อยที่จะมาบ่นแม่"
แม่หลี่ค้อนขวับ "หลี่เล่าซาน แกนี่มันหาเรื่องใส่ตัวจริง ๆ นะ?"
หลี่เซี่ยงตงรีบแก้ตัว "เปล่านะครับแม่ ผมกำลังเข้าข้างแม่อยู่ แม่ฟังไม่ออกเหรอ?"
"เออ ฟังไม่ออกย่ะ! เอ้า เอาไป กินเสร็จแล้วก็รีบไสหัวไปซะ!"
แม่หลี่ยัดเงินและตั๋วใส่มือลูกชาย แล้วก็ไม่สนใจเขาอีก ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ
เมื่อไม่มีใครพูดอะไร ข้าวเช้าก็หมดลงอย่างรวดเร็ว
ก่อนออกจากบ้าน พี่ใหญ่หลี่หยิบหมั่นโถวข้าวโพดสองลูกจากตะกร้าไปด้วย แม่หลี่เหลือบมองลูกชายคนโตแวบหนึ่งแต่ไม่ได้ว่าอะไร ทะเลาะกันส่วนทะเลาะกัน แต่แกไม่มีทางปล่อยให้ผัวหิวโซไปทำงานแน่
หลี่เซี่ยงตงกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บข้าวของที่เตรียมไว้ลงกระเป๋าสะพายผ้า แล้วตั้งใจจะไปขอทะเบียนบ้านจากแม่
พอเดินออกมาเห็นปู่เดินวนเวียนอยู่ในลานบ้าน ก็รู้ว่าปู่กำลังรอเขาอยู่ จึงเดินเข้าไปหา
ปู่หลี่ถาม "แม่แกให้เงินพอไหม? ถ้าไม่พอเดี๋ยวปู่หยิบให้"
หลี่เซี่ยงตงมองไปทางเรือนหลัก เห็นว่าไม่มีคน จึงกระซิบตอบ "พอครับปู่ แม่ไม่ปล่อยให้ผมอดตายหรอก แม่แกก็ปากร้ายใจดีแบบนี้แหละ ปู่กับย่าอย่าโกรธแกเลยนะครับ"
ปู่หลี่ส่ายหน้า "ไม่โกรธหรอก อยู่กันมาตั้งกี่สิบปี ปู่กับย่าจะไม่รู้นิสัยแม่แกได้ยังไง? แกไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอก ตั้งใจไปรายงานตัว รีบทำให้เรื่องงานเรียบร้อยซะ"
หลี่เซี่ยงตงพยักหน้า "รับทราบครับปู่ เดี๋ยวผมไปขอทะเบียนบ้านจากแม่ก่อนนะครับ"