- หน้าแรก
- ทะลุมิติพลิกชะตา ด้วยหอคอยสมบัติ
- ตอนที่ 38 ข้าวสวยกับปลาผัดน้ำแดง
ตอนที่ 38 ข้าวสวยกับปลาผัดน้ำแดง
ตอนที่ 38 ข้าวสวยกับปลาผัดน้ำแดง
บะหมี่แสนอร่อยสองชาม ถูกจางเสี่ยวหลงจัดการจนเกลี้ยงภายในสิบนาที
จางเสี่ยวหลงเรอออกมาอย่างอิ่มเอม เช็ดปากพร้อมรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ
ต้องยอมรับเลยว่า บะหมี่หมูเส้นของร้านอาหารเซิ่งลี่ทำออกมาได้ดีมาก รสชาติต้นตำรับจริงๆ
ไว้คราวหน้ามีโอกาส ต้องพาครอบครัวมากินให้ได้สักครั้ง
พอกลับถึงบ้าน ทุกคนในครอบครัวออกไปทำงานกันหมดแล้ว
จางเสี่ยวหลงวางกระทะเหล็กที่เพิ่งซื้อมาใหม่ลงบนเตาไฟ ขนาดพอดีเป๊ะ
“ฉันกว่าจะหามาได้ง่ายซะที่ไหน! ในที่สุดก็ซื้อกระทะเหล็กเข้าบ้านได้สักที
ต่อไปไม่ต้องใช้หม้อดินทำกับข้าวแล้ว”
ข้อเสียอย่างเดียวคือมีกระทะแค่ใบเดียว จะทำกับข้าวหรือหุงข้าวก็ต้องแย่งกันใช้เตา
แต่บ้านเขามีเตาไฟแค่เตาเดียว ถึงมีกระทะอีกใบก็ไม่มีที่วางอยู่ดี
ปัญหานี้คงต้องรอให้หาเงินได้มากพอ สร้างบ้านอิฐหลังใหม่ค่อยคิดขยับขยาย
จางเสี่ยวหลงนำปลาออกมาจากมิติเจดีย์สี่ตัว ขูดเกล็ด ผ่าท้อง ควักเครื่องในที่ไม่ต้องการทิ้งไป
เหลือไว้แค่กระเพาะปลา
“น่าเสียดายที่ลูกหมาป่ายังเล็กเกินไป ไม่งั้นคงเก็บเครื่องในพวกนี้ไว้ให้พวกมันกินได้”
ข้าวสารหนึ่งร้อยชั่ง จางเสี่ยวหลงแบ่งออกมาแค่ยี่สิบชั่ง
ถ้าเอาออกมาเยอะเกินไปเขาจะอธิบายลำบาก เพราะหมาป่าสองตัวที่ล่ามาได้ ตัวหนึ่งก็แบ่งให้ชาวบ้านไปแล้ว
อีกตัวพร้อมหนังหมาป่าก็เป็นของกลาง ตำรวจเอาไปแล้ว จะเอาอะไรไปแลกกับคนอื่นมา?
สุดท้ายก็ต้องอ้างเรื่องปลา เพราะจับปลาได้เยอะ ขายได้เงินกับคูปอง เหลืออีกไม่กี่ตัวก็เอามาทำกินเอง
จากประสบการณ์ ปลาผัดน้ำแดงกินกับข้าวสวยจะเจริญอาหารมาก ทุกคนทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ท้องต้องหิวโซแน่ๆ
จางเสี่ยวหลงซาวข้าวสี่ชั่ง หุงข้าวสวยขาวจั๊วะหม้อใหญ่
ชั่วพริบตา กลิ่นหอมเฉพาะตัวของข้าวสวยก็ตลบอบอวลไปทั่วห้อง
พอฟ้าเริ่มมืด จางเสี่ยวหลงก็ตักข้าวใส่ตระกร้าไม้ไผ่ เอาไปไว้บนเตียงในห้องนอนชั้นใน ปิดทับด้วยกระดาษไขที่เคยห่อเกี๊ยว แล้วห่อด้วยผ้านวมหนาๆ อีกชั้น
วิธีนี้จะช่วยรักษาอุณหภูมิของข้าว ไม่ให้เย็นชืดจนแข็งเป็นก้อนน้ำแข็ง
อาศัยฟืนในเตาที่ยังระอุอยู่ จางเสี่ยวหลงหยดน้ำมันงาลงบนข้าวตังก้นกระทะ ไม่นานกลิ่นหอมของข้าวตังเคล้าน้ำมันงาก็ฟุ้งกระจายไปทั่วบ้าน
แล้วสายลมก็พัดพากลิ่นหอมลอยไปไกล
โชคดีที่บ้านจางเสี่ยวหลงปลูกแยกออกมาโดดเดี่ยว เลยไม่ต้องกลัวใครจะได้กลิ่นแล้วจะนำปัญหามาให้
“ว้าว~ กลิ่นอะไรเนี่ย หอมจัง?”
“น้องเก้า พี่ว่าเหมือนกลิ่นข้าวสวยนะ แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว”
“พี่เจ็ด ฉันว่าเหมือนข้าวตัง! แต่หอมกว่าข้าวตังทั่วไปนะ!”
“ทำไมกลิ่นมันลอยมาจากบ้านเราล่ะ?”
“มันเหมือนกลิ่นข้าวตังจริงๆ นั่นแหละ แต่บ้านเราจะมีข้าวตังมาจากไหน?”
“น่าจะเป็นน้องชายของพวกเธอ ไปหาซื้อข้าวตังมาจากที่ไหนสักแห่งแน่ๆ!”
“พวกลูกสาวสี่คนนี่มีลาภปากจริงๆ พึ่งพาบารมีน้องชาย ไม่ใช่แค่ได้กินมันฝรั่ง ยังได้กินเนื้ออีก! พี่สาวอีกห้าคนไม่มีวาสนาแบบนี้เลย”
“แม่! ก็พี่ๆ เขาแต่งงานเร็วเองนี่นา จะมาโทษพวกหนูได้ไง!”
คนในครอบครัวเลิกงาน เดินถืออ่างใส่โจ๊กใสๆ ที่แทบไม่เห็นเม็ดข้าว กลับบ้านด้วยฝีเท้าหนักอึ้ง
พอใกล้ถึงประตูบ้าน ได้กลิ่นหอมของข้าวตังน้ำมันงา ฝีเท้าก็เริ่มเร็วขึ้น
จางเสี่ยวหลงได้ยินเสียงฝีเท้ามาแต่ไกล เขาแซะข้าวตังในกระทะใส่จาน
เริ่มลงมือทำปลาผัดน้ำแดง ตอนที่ครอบครัวจางเป่าจู้มาถึงหน้าประตู ปลาผัดน้ำแดงก็ผ่านการทอดน้ำมัน เติมน้ำและเกลือเรียบร้อย กำลังปิดฝาตุ๋นด้วยไฟอ่อน
“พ่อ แม่ พี่ๆ กลับมากันแล้วเหรอครับ! มากินข้าวตังทอดกันเร็ว! เพิ่งขึ้นจากกระทะเลย หอมกรอบสุดๆ!”
จานใส่ข้าวตังเหลืองกรอบถูกยื่นไปตรงหน้าทุกคน
ระหว่างที่ทุกคนกำลังอึ้ง จางเสี่ยวหลงแจกข้าวตังให้คนละชิ้น แล้วชิงอธิบายก่อนว่า “วันนี้ตกปลาได้เยอะหน่อย ผมเลยใช้ปลาสิบตัวไปแลกคูปองกระทะเหล็กที่ตลาด แล้วก็ไปซื้อกระทะเหล็กจากสหกรณ์กลับมาครับ!”
จางเป่าจู้และคนอื่นเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่พูดอะไร แล้วหยิบข้าวตังขึ้นมากิน
จางเสี่ยวหลงแปลกใจเล็กน้อย หรือว่าพวกเขาไปเจอเรื่องอะไรกระทบกระเทือนจิตใจมา?
ทำไมถึงไม่มีใครพูดอะไรเลย?
“กรุบกรับ”, “กรอบแกรบ” เสียงเคี้ยวข้าวตังดังประสานกันไปมา
“ข้าวตังหอมมาก!”
“กระทะเหล็กที่น้องชายซื้อมานี่ดีจริงๆ ต่อไปจะได้กินข้าวตังหอมๆ กรอบๆ แบบนี้บ่อยๆ แล้ว!”
“จริงสิแม่! บ้านเราซื้อข้าวสารมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
จางจิ่วเฟิ่งนึกขึ้นได้เลยถามออกไป
“แม่ไม่เคยซื้อ ต้องถามน้องชายแกโน่น!”
หลินซิ่วเจินกลืนอาหารลงคอ แล้วตบมือบอก
“ก็ผมไปคอมมูนมานี่ครับ! ตอนซื้อกระทะเสร็จ ก็เลยซื้อข้าวสารมาด้วยยี่สิบชั่ง
ยังเหลือปลาอีกสี่ตัวขายไม่หมด ผมเลยเอามาทำปลาผัดน้ำแดง ตอนนี้น่าจะสุกแล้ว กินข้าวกันได้เลยครับ!”
จางเสี่ยวหลงเล่าเหตุผลที่แต่งขึ้นมา โดยไม่สนว่าพวกเขาจะเชื่อหรือไม่ แต่เขาเชื่อของเขาเอง
“พี่เก้า ข้าวสวยอยู่ในห้อง ห่อผ้าห่มอุ่นไว้แล้ว!
พี่หก ช่วยยกถ้วยตะเกียบตักข้าวหน่อย!
พี่เจ็ด พี่แปด ช่วยหยิบจานสองใบ ผมจะตักปลา!
พ่อกับแม่ รีบไปล้างมือมากินข้าวครับ!”
“รับทราบเจ้าค่ะ น้องชายเราตอนนี้เป็นคนใหญ่คนโต พวกพี่สาวอย่างเราต้องเชื่อฟังคำสั่ง!”
จางเป่าจู้กับหลินซิ่วเจินมองหน้ากัน เห็นทั้งความประหลาดใจและความปลื้มใจในแววตา
ลูกชายของเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ จะมีอะไรสำคัญไปกว่านี้อีก?
ส่วนเรื่องบางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องซักไซ้ให้มากความ
พวกเขาแค่เชื่อใจลูกชายก็พอ เพื่อนลูกชายมีทั้งผู้กำกับโรงพัก ทั้งหัวหน้ากองปราบในอำเภอ
แค่จุดนี้ สองผู้เฒ่าก็ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว
ข้าวสวยหอมกรุ่นถูกยกมาเสิร์ฟทีละชาม
ปลาผัดน้ำแดงร้อนๆ สองจานวางอยู่กลางโต๊ะ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
ทุกคนถือชามข้าว ถือตะเกียบ สายตามองข้าวสวยในชามที มองปลาผัดน้ำแดงหอมฉุยที
“ทำไมยังไม่ลงมือกันล่ะ?”
“พ่อ... ก็พ่อถามทำไมเนี่ย พวกเรารอพ่อกับแม่เริ่มก่อนอยู่นะ!”
“ฮ่าๆๆ โทษทีๆ! เอาล่ะ ลงมือกินได้!”
จางเป่าจู้ยื่นตะเกียบไปคีบปลา
ไม่ใช่แค่บ้านจางเสี่ยวหลง แต่ยุคนี้ทุกบ้านก็เป็นแบบนี้
เวลาทานข้าว ต้องรอให้ผู้อาวุโสในบ้านเริ่มก่อน ถึงจะเริ่มกินได้
ข้าวสวยกับปลาผัดน้ำแดง ทุกคนจัดไปคนละสองชามพูนๆ สุดท้ายแม้น้ำแกงปลาในจานก็เอามาคลุกข้าว
โจ๊กใสๆ ที่เอามาจากโรงอาหารไม่มีใครแตะสักคำ
กินอิ่มแล้ว จางเป่าจู้ถอนหายใจอย่างมีความสุข “บ้านเราได้กินอิ่มขนาดนี้ ก็เพราะเจ้าเสี่ยวหลง!
พวกแกจำไว้นะ ออกไปข้างนอกห้ามพูดซี้ซั้วเด็ดขาด!
อย่าหาเรื่องเดือดร้อนมาให้น้อง”
“พ่อ พวกหนูไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ เรื่องแบบนี้ใครจะไปพูดมั่วซั่ว! เสี่ยวหลงเป็นน้องเล็กสุดที่รัก พวกเราถนอมเขายิ่งกว่าอะไรดี!”