เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 วัยรุ่นหัวไม้

บทที่ 7 วัยรุ่นหัวไม้

บทที่ 7 วัยรุ่นหัวไม้


บทที่ 7 วัยรุ่นหัวไม้

คำเปรียบเปรยที่ว่า "หนูวิ่งข้ามถนนที่ใครเห็นก็อยากตี" ทำให้เย่ถังรู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างบอกไม่ถูก

ความทรงจำบางอย่างเกี่ยวกับเซินเยี่ยนหนานผุดขึ้นมาในหัวของเธอ

เซินเยี่ยนหนานเป็นพวกอันธพาล เป็นเด็กเกเร การชกต่อยถือเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเขา ในการสอบจบการศึกษาระดับประถม จากคะแนนเต็มสามร้อย เขาทำได้แค่หกสิบคะแนน ในขณะที่เย่ถังคนเล็กซึ่งเป็นออทิสติกยังทำได้ถึงร้อยสิบคะแนน

แต่ด้วยกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ เขาจึงยังได้เรียนต่อ แม้จะสอบไม่ติดมัธยมต้นที่ไหนเลยและเจ้าตัวก็ไม่ได้อยากเรียน แต่สุดท้ายก็ถูกส่งไปเข้าโรงเรียนมัธยมอ้ายหมิน ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีทั้งแผนกมัธยมต้นและมัธยมปลาย ชื่อเสียงดีกว่าโรงเรียนมัธยมหมายเลข 87 แค่นิดเดียว นักเรียนที่นั่นร้อยพ่อพันแม่และเหลวแหลกพอๆ กัน แต่เซินเยี่ยนหนานกลับเข้ากับที่นั่นได้เป็นอย่างดี

ครั้งหนึ่ง เขาเคยฟาดหัวนักเรียนคนหนึ่งจนกะโหลกร้าว เกือบจะตีคนตาย ปีนั้นเขายังอายุไม่ถึงสิบสี่ปีด้วยซ้ำ ส่วนคู่กรณีเป็นนักเรียนมัธยมปลายอายุสิบเจ็ดปี

เพราะยังเป็นผู้เยาว์ เซินเยี่ยนหนานจึงรอดพ้นจากโทษทางอาญา

เพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เคราะห์ร้าย แม่ของเขาจำต้องขายบ้านเพียงหลังเดียวที่มีในเมือง A อาจเป็นเพราะเงินหมด เขาจึงทำตัวดีขึ้นมาหนึ่งปี ตั้งใจเรียนและเข้าสอบเข้ามัธยมปลายตามเกณฑ์ จากคะแนนเต็มห้าร้อย เขาทำได้ถึงสองร้อยแปดสิบคะแนน!

เมื่อเทียบกับคะแนนตอนจบประถม นี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์

ทว่าเมื่อเทียบกับเกณฑ์คะแนนของโรงเรียนมัธยมต่างๆ ในเมือง A นี่ก็ยังเป็นคะแนนที่ห่วยแตกอยู่ดี เกณฑ์ขั้นต่ำของแผนกมัธยมปลายโรงเรียนอ้ายหมินอยู่ที่สองร้อยแปดสิบห้าคะแนน ส่วนเกณฑ์ของโรงเรียนมัธยมหมายเลข 87 อยู่ที่สองร้อยแปดสิบพอดีเป๊ะ

แม่ของเขาจึงช่วยสมัครเข้าโรงเรียนมัธยมหมายเลข 87 และจัดงานเลี้ยงฉลองความก้าวหน้าของลูกชายอย่างมีความสุข หลังจากสองแม่ลูกขายบ้านไปแล้ว พวกเขาก็ย้ายไปเช่าห้องอยู่ในชุมชนแออัดอีกฟากหนึ่งของเมือง A

ตอนนี้ เพื่อให้เซินเยี่ยนหนานเดินทางไปโรงเรียนมัธยมหมายเลข 87 ได้สะดวกขึ้น แม่ของเขาจึงมาเช่าอพาร์ตเมนต์ใหม่ในตรอกฟู่ซิง และเปิดบ่อนไพ่นกกระจอกเล็กๆ เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพสำหรับสองปากท้อง

ทำไมในความทรงจำของเย่ถังคนเล็กถึงมีรายละเอียดพวกนี้ชัดเจนนักน่ะหรือ?

ก็เพราะเรื่องทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่แม่ของเซินเยี่ยนหนานคุยโวให้เพื่อนบ้านในตรอกฟู่ซิงฟังด้วยตัวเองน่ะสิ ใช่แล้ว... คุยโว นางภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้เสมอมา

ชกต่อยเหรอ? นั่นแสดงว่าเป็นลูกผู้ชายตัวจริง!

สูบบุหรี่? นั่นคือสัญลักษณ์ของความเป็นชายชาตรี มีเจ้าคนนายคนคนไหนบ้างไม่สูบบุหรี่?

สอบจบประถมได้แค่หกสิบคะแนน? ช่วยไม่ได้ ตอนนั้นยังเด็ก ยังไม่โต

ตีคนเจ็บหรือพิการ? นั่นเรียกว่ามีความสามารถ!

สอบเข้ามัธยมปลายได้สองร้อยแปดสิบ? ยิ่งน่าทึ่งเข้าไปใหญ่! ในที่สุดก็โตเป็นผู้ใหญ่เสียที แค่อ่านหนังสือผ่านๆ ก็สอบติดมัธยมปลายได้แล้ว อัจฉริยะชัดๆ!

แม่ของเซินเยี่ยนหนานเที่ยวป่าวประกาศเรื่องพวกนี้ซ้ำไปซ้ำมา ถ้าเป็นในย่านคนรวยหรือย่านชนชั้นกลาง คำพูดและการกระทำของนางคงถูกดูถูกเหยียดหยามเป็นแน่ แต่นี่คือชุมชนแออัด คนส่วนใหญ่ในตรอกก็เป็นคนระดับเดียวกัน นิสัยกล้าได้กล้าเสียและปากว่ามือถึงของนางทำให้หาเพื่อนใหม่ได้รวดเร็ว กิจการบ่อนไพ่นกกระจอกจึงไปได้สวย ช่วยบรรเทาความขัดสนของครอบครัวไปได้บ้าง

หลังจากเข้ามัธยมปลาย เซินเยี่ยนหนานก็ไม่ได้กลับตัวกลับใจ เขายังคงโดดเรียน ชกต่อย และก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน แต่ถ้าวันไหนเขามาโรงเรียน เขาจะสวมชุดยูนิฟอร์มมาแน่นอน เหมือนอย่างวันนี้... สายตาของเย่ถังจับจ้องไปที่คราบเลือดบนชุดนักเรียนของเขา

หากวันนี้เขาไม่มาเรียน ป่านนี้เย่ถังคงถูกพวกผู้หญิงกลุ่มนั้นจับแก้ผ้าโยนออกมากลางถนนแล้วกระมัง?

พอคิดได้ดังนั้น แววตาที่เย่ถังมองเซินเยี่ยนหนานก็อ่อนลง

ผลสแกนสมองต้องรอพรุ่งนี้ และแผลภายนอกของเย่ถังก็ทำแผลเรียบร้อยแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องครองเตียงฉุกเฉินของโรงพยาบาลอีกต่อไป

ขาของเธอไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก ยังพอเดินไหว โดยมีจ้าวเจิ้นฟางคอยพยุง ทั้งสามคนเดินออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับเซินเยี่ยนหนาน

มองดูฝูงชนและรถราขวักไขว่หน้าโรงพยาบาล เย่ถังรู้สึกเหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก เธอใช้ชีวิตล่องเรือกลางทะเลมาห้าร้อยวัน ตลอดเวลานั้นแทบไม่เจอผู้คนเลย และต่อให้ย้อนไปก่อนหน้านั้น เธอก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศ เคยชินกับความโดดเดี่ยวและการไม่ยึดติดกับกรอบสังคม

โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลเก่า อยู่ใกล้กับตรอกฟู่ซิงมาก เดินเท้าไม่ถึงสิบนาทีก็ถึง

ตรอกแห่งนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา สองข้างทางเรียงรายไปด้วยบ้านเรือนเก่าทรุดโทรม บ้างเป็นบ้านหลังเล็ก บ้างเป็นบ้านส่วนตัว บ้างก็เป็นสิ่งปลูกสร้างต่อเติมผิดกฎหมายที่ดูอันตราย บ้านบางหลังผุพังจนดูไม่น่าจะอยู่อาศัยได้ แต่กลับมีเสื้อผ้าตากอยู่นอกหน้าต่าง หรือแม้แต่ผ้าห่มที่พาดตากไว้บนสายไฟที่โยงระโยงระยาง

เสียงไพ่นกกระจอกกระทบกันลอยมาแต่ไกล คนที่อาศัยในย่านชาวบ้านร้านตลาดของเมือง A ชอบเล่นไพ่นกกระจอกเป็นชีวิตจิตใจเมื่อว่างเว้นจากงาน ถือเป็นงานอดิเรกเพียงอย่างเดียว เหมือนกับเด็กติดเกมที่ขาดอินเทอร์เน็ตไม่ได้ คนพวกนี้ก็ขาดไพ่นกกระจอกไม่ได้เช่นกัน ในตรอกซอกซอยเล็กๆ เหล่านี้ บ่อนไพ่นกกระจอกจึงเป็นกิจการที่ขายดีที่สุด เปิดให้บริการไม่หยุดหย่อนไม่ว่าจะฤดูไหนหรือเวลาใด

มองไปแต่ไกล เย่ถังเห็นแม่ของเซินเยี่ยนหนาน 'เซินจิน' นั่งแทะเมล็ดแตงโมอยู่หน้าประตูบ้าน เซินจินน่าจะอายุสี่สิบกว่า หรืออาจจะแค่สามสิบปลายๆ นางเป็นคนปากโป้งแต่ไม่เคยพูดถึงอายุตัวเองหรือตัวตนพ่อของเซินเยี่ยนหนาน ดูจากการที่ลูกชายใช้นามสกุลแม่ พ่อเด็กก็น่าจะเป็นพวกไม่เอาถ่าน

สมัยสาวๆ เซินจินคงจะเป็นคนสวยจัด เครื่องหน้าของนางถอดแบบเดียวกับเซินเยี่ยนหนานเปี๊ยบ ทว่าเส้นผมกลับแห้งเสียชี้ฟูเหมือนฟางข้าวเพราะดัดและย้อมมากเกินไป คิ้วและขอบตาที่สักด้วยสีราคาถูกทำให้คิ้วดูเหมือนหนอนบุ้งสีน้ำเงินเข้มสองตัว ขอบตาบนล่างดำปึด มองแวบแรกเหมือนแม่มด ผิวพรรณหยาบกร้านจากการตรากตรำทำงานหาเลี้ยงชีพ นางไม่ใส่ใจรูปลักษณ์ตัวเอง สวมเสื้อผ้าตลาดนัดราคาตัวละยี่สิบกว่าหยวนกับรองเท้าแตะพลาสติก แผ่กลิ่นอายของคนปากกัดตีนถีบ เจนจัดต่อโลก และโผงผางตรงไปตรงมา

พอเห็นทั้งสามคนเดินมา เซินจินก็รีบลุกขึ้นเดินปรี่เข้ามาหาและถามด้วยความร้อนรนว่า "ถังถังเป็นอะไรไหมลูก?"

จบบทที่ บทที่ 7 วัยรุ่นหัวไม้

คัดลอกลิงก์แล้ว