- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นอัจฉริยะทั้งที จะให้โง่ได้ยังไง
- บทที่ 5 ปรากฏว่าคนเราสามารถเกิดใหม่ได้
บทที่ 5 ปรากฏว่าคนเราสามารถเกิดใหม่ได้
บทที่ 5 ปรากฏว่าคนเราสามารถเกิดใหม่ได้
บทที่ 5 ปรากฏว่าคนเราสามารถเกิดใหม่ได้
เสียงเรียกนั้นช่างอ่อนโยนและสนิทสนม เฉกเช่นที่พ่อกับแม่ของเย่ถังเคยใช้เรียกขาน ความน้อยใจและความหวาดกลัวที่ถูกกดทับไว้ตลอดเจ็ดปีทะลักทลายออกมาในคราวเดียว เธออ้าแขนโอบกอดหญิงชราตรงหน้าพร้อมกับสะอื้นไห้
"คุณยาย"
เย่ถังคนเล็กมักเรียกตาและยายของเธอว่า 'คุณตา' และ 'คุณยาย' เสมอ
คำว่า 'คุณยาย' นี้ถูกเปล่งออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ไร้ซึ่งอาการติดขัดหรือหยุดชะงัก น้ำเสียงของเธอลื่นไหลเป็นธรรมชาติ แตกต่างจากความแข็งกระด้างและไร้อารมณ์ในกาลก่อนอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าในชั่วพริบตา เด็กคนนี้ได้รับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ จ้าวเจินฟางจับแขนหลานสาวไว้แน่นด้วยความไม่อยากเชื่อ
"หลานฟื้นแล้ว! สติกลับมาแล้วหรือลูก?!"
เซินเหยียนหนานที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
เย่ถังพยักหน้ารับ
"แผ่นฟิล์มที่กั้นอยู่ในหัวหนู... ดูเหมือนจะหายไปแล้วค่ะ"
สมัยที่เย่ถังคนเล็กยังเด็ก เย่กั๋วเหลียงและจ้าวเจินฟางเคยพาหลานสาวตระเวนไปหาหมอและผู้เชี่ยวชาญด้านออทิสติกทั่วประเทศ มีหมอท่านหนึ่งเคยเปรียบเปรยให้ฟังว่า
"เด็กออทิสติกคืออัจฉริยะ สมองของพวกเขาถูกห่อหุ้มด้วยแผ่นฟิล์มบางๆ ฟิล์มนี้ส่งผลต่อสติปัญญา ภาษา และความจำ เด็กบางคนมีฟิล์มหุ้มเพียงบางส่วน ทำให้มีความเป็นเลิศในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ความจำ หรือศิลปะ แต่เด็กบางคนกลับถูกฟิล์มหุ้มไว้ทั้งสมอง ซึ่งน่าเสียดายที่พัฒนาการทางสมองและสภาพจิตใจของพวกเขาจะย่ำแย่"
"หลานสาวของคุณถือเป็นเคสที่หนักที่สุด พูดตามตรง ไม่ว่าจะรักษายังไงผลลัพธ์คงไม่เป็นที่น่าพอใจนัก คงต้องฝากความหวังไว้กับเบื้องบน ภาวนาให้สักวันปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น และแผ่นฟิล์มในสมองนั้นหลุดลอกออกไปเอง ถึงเวลานั้น เธออาจจะกลายเป็นอัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบได้ก็ได้"
ความจริงแล้วคำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงเรื่องไร้สาระที่หมอแต่งขึ้นเพื่อปลอบใจตายายผู้ทุกข์ตรม
แต่จ้าวเจินฟางกลับปักใจเชื่ออย่างลึกซึ้ง เธอเพียรพยายามเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์อ้อนวอนต่อเทพยดาฟ้าดินด้วยความศรัทธาเสมอมา
"สวรรค์รับรู้คำอธิษฐานของยายแล้ว!" จ้าวเจินฟางหลั่งน้ำตาแห่งความปิติ
เย่ถังยื่นมือออกไปใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาให้หญิงชรา "ใช่ค่ะคุณยาย จากนี้ไปถึงคราวที่ยายจะมีความสุขบ้างแล้วนะคะ"
จ้าวเจินฟางหยุดร้องไห้และเผยรอยยิ้ม "ยายไม่หวังความสุขสบายอะไรหรอก ขอแค่หลานหายดีก็พอแล้ว"
เย่ถังไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม เพียงแค่สวมกอดไหล่ผอมบางของหญิงชราไว้อย่างแผ่วเบา ดวงตาของจ้าวเจินฟางยิ่งรื้นไปด้วยหยาดน้ำ หลานสาวของเธอไม่เคยแสดงความรักใคร่ใกล้ชิดแบบนี้มาก่อน
เย่ถังมองดูผู้เป็นยายด้วยสายตาอ่อนโยน นับตั้งแต่พ่อแม่จากไป เธอเคยเห็นว่าชีวิตของตนไร้ค่าดั่งขยะ แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่า ณ มุมหนึ่งของโลกใบนี้ ยังมีคนที่ดิ้นรนต่อสู้เพียงเพื่อจะมีชีวิตอยู่รอด และพยายามประคับประคองลมหายใจอย่างยากลำบาก
เธอเคยตั้งคำถามต่อสวรรค์ว่า จะให้เธอมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกนี้ไปเพื่ออะไร
ตอนนี้ เธอคงเข้าใจแล้ว
ในยามนี้เธอจึงปักใจเชื่อว่า คนเราสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้จริงๆ เฉกเช่นดวงตะวันที่ลาลับขอบฟ้าไปแล้วย่อมกลับมาทอแสงใหม่ในวันรุ่งขึ้น และสรรพสิ่งที่ร่วงโรยในฤดูใบไม้ร่วงและหนาว ย่อมฟื้นคืนชีพเมื่อฤดูใบไม้ผลิเวียนมาบรรจบ
พ่อกับแม่ของเธอเองก็คงได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในอีกโลกหนึ่งแล้วใช่ไหม?
ความจริงข้อนี้ คงมีแต่ผู้ที่เคยผ่านความตายมาแล้วเท่านั้นจึงจะตระหนักได้อย่างถ่องแท้
เธอต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะเย่ถังคนเล็ก ชีวิตของเด็กที่น่าสงสารคนนี้แบกรับความรักของผู้เป็นแม่ที่ยอมแลกด้วยชีวิต และความหวังทั้งหมดของตายายที่ทุ่มเทเลี้ยงดูมาอย่างยากลำบาก
บัดนี้ สิ่งเหล่านั้นได้ถูกส่งทอดมายังเธอ กลายเป็นแรงผลักดันให้เธอต้องก้าวเดินต่อไป
เซินเหยียนหนานจ้องมองเย่ถังเขม็ง
เย่ถังเป็นคนสวย เรื่องนี้ไม่มีข้อกังขา และความงามนั้นก็ไม่ได้ลดทอนลงเพราะความป่วยไข้ของเธอเลย
เซินเหยียนหนานยังจำความรู้สึกตะลึงงันในยามแรกเห็นเธอได้แม่นยำ มันเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อนหลังจากที่เขาสอบจบชั้นมัธยมต้น เขาและแม่ย้ายมาเช่าบ้านที่ซอยฟู่ซิง แม่วางแผนจะเปิดบ่อนไพ่นกกระจอกที่ชั้นล่างของบ้านเช่าสองชั้น ส่วนชั้นบนใช้เป็นที่อยู่อาศัย
อากาศวันนั้นร้อนอบอ้าวและแห้งผาก ราวกับมวลอากาศถูกความร้อนบิดเบือนจนพร่ามัว บ้านเช่าหลังใหม่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ พัดลมพัดเอาแต่ลมร้อนออกมา ทำให้เขาเหนียวตัวและหงุดหงิดไปหมด เขาจึงมานั่งสูบบุหรี่ฆ่าเวลาอยู่ที่หน้าประตูร้าน ทันใดนั้นก็เห็นสองตายายจูงมือเด็กสาวคนหนึ่งเดินผ่านไป
นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเด็กผู้หญิงที่สวยขนาดนี้ ตัวจริงเสียงจริงในชุดกระโปรงสีขาว ผมยาวดำขลับ แสงแดดเดือนกรกฎาคมที่แผดเผาเจิดจ้า ลอดผ่านแมกไม้ของต้นการบูรเก่าแก่อายุนับสิบปีในตรอก ทาบทอลงบนใบหน้าขาวผ่อง ทำให้เครื่องหน้าของเธอดูงดงามราวกับภาพวาด ดวงตากลมโตดูลึกล้ำและว่างเปล่า เธอช่างดูบริสุทธิ์สะอาดตา ราวกับนางฟ้าที่ไม่แปดเปื้อนกิเลสทางโลก
เธอเป็นดั่งสายน้ำเย็นฉ่ำท่ามกลางเปลวแดดที่ร้อนระอุ
เขาจ้องมองเธอจนเหม่อลอย ไม่รู้ตัวเลยว่าก้นบุหรี่ในมือจวนจะไหม้ผิวหนังอยู่รอมร่อ สองตายายที่มากับเด็กสาวหันมามองเขา เขาจึงรีบลุกขึ้นยืน มองขึ้นไปบนฟ้าแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
ผู้เฒ่าทั้งสองส่งยิ้มให้ คุณตาที่สวมแว่นตากล่าวด้วยน้ำเสียงใจดีว่า "เจ้าหนู อย่าสูบบุหรี่เลย มันเสียสุขภาพนะ"
เซินเหยียนหนานรู้สึกอบอุ่นวาบในใจ ปกติผู้ใหญ่มักมองเขาด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม แต่สายตาของตายายคู่นี้กลับสงบนิ่ง ไร้ซึ่งร่องรอยของอคติ
เขาโยนก้นบุหรี่ทิ้งแล้วใช้เท้าขยี้ดับไฟ พลันตระหนักได้ว่าการทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางเป็นเรื่องที่ไม่ควร แม้ว่าตรอกโทรมๆ แห่งนี้จะเต็มไปด้วยผู้คนร้อยพ่อพันแม่และขยะเกลื่อนกลาดก็ตาม
สองตายายยังคงยิ้มอย่างใจดี เพราะสังเกตเห็นความลังเลวูบหนึ่งของเด็กหนุ่ม เขาแตกต่างจากพวกอันธพาลเกเรที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคม เนื้อแท้เขายังเป็นเด็กดี
"เธอชื่ออะไรล่ะ?"
"เซินเหยียนหนานครับ"
"พวกเราอยู่ที่นี่มาสี่สิบปีแล้ว ทำไมไม่เคยเห็นหน้าเธอเลย?"
"ผมกับแม่เพิ่งย้ายมาครับ"
"อายุเท่าไหร่แล้ว?"
"สิบห้าครับ"
"อ้อ อ่อนกว่าถังถังของเราสองปีสินะ"
เมื่อได้ยินชื่อ 'ถังถัง' เซินเหยียนหนานจึงกล้าหันไปมองเด็กสาวอีกครั้ง ที่แท้เธอชื่อถังถัง... เพียงแค่ชำเลืองมอง เขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติ เธอไม่แสดงสีหน้า ไม่มีการตอบสนองทางร่างกาย หรือแม้แต่แววตาก็ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่เขายืนคุยกับตายายของเธออยู่นานสองนาน เมื่อมองใกล้ๆ ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่า การจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจดจ้องลงไปในหุบเหวที่น่าสะพรึงกลัว
"เธอ..." ไม่ปกติงั้นเหรอ... เซินเหยียนหนานพูดออกมาได้คำเดียว ภาษาจีนของเขาไม่แข็งแรงนัก เขาไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดอย่างไร กลัวว่าจะพูดผิดแล้วไปล่วงเกินผู้เฒ่าใจดีทั้งสอง
คุณตาดูเหมือนจะอ่านความคิดเขาออก จึงเอ่ยขึ้นก่อนว่า "หลานเป็นออทิสติกน่ะ"
นั่นเป็นครั้งแรกที่เซินเหยียนหนานได้ยินคำว่า "ออทิสติก"