- หน้าแรก
- ยอดหมอเทพแห่งหมู่บ้านเร้นลับ
- บทที่ 67 เป็นหมอตั้งแต่เมื่อไหร่
บทที่ 67 เป็นหมอตั้งแต่เมื่อไหร่
บทที่ 67 เป็นหมอตั้งแต่เมื่อไหร่
ทั้งสามคนเดินตรงไปยังอาคารผู้ป่วยใน ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ถึง
เห็นกลุ่มวัยรุ่นยืนรออยู่ที่โถงอาคารผู้ป่วยใน ทั้งสามคนจึงเดินตรงเข้าไปหา
ไป๋อวิ๋นเฟยตาไว จำเพื่อนเก่าร่วมชั้นได้ทันที เขาจึงเดินเข้าไปทักทาย “เฮ้! สวัสดีพวกนาย เวินจื้อเฉียง, ถานเสี่ยวโป, หวังเหมยเหมย, ตงอวี้ถิง...”
เนื่องจากสมัยเรียนไป๋อวิ๋นเฟยเป็นนักเรียนหัวกะทิและสอบได้ที่หนึ่งของรุ่น เพื่อนๆ จึงจำเขาได้แม่นยำ
“ไป๋อวิ๋นเฟย? นายออกจากคุกแล้วเหรอ?” ถานเสี่ยวโป ชายหนุ่มรูปร่างเตี้ยป้อมทักขึ้น
“นายไม่น่ามาเลยนะไป๋อวิ๋นเฟย นายก็รู้ว่าเมื่อก่อนนายเป็นความภาคภูมิใจของอาจารย์หลี่ แต่ตอนนี้นายกลายเป็นขี้คุกไปแล้ว ถ้าอาจารย์หลี่เห็นนายคงสะเทือนใจแย่ ทางที่ดีนายอย่าขึ้นไปเลยจะดีกว่า” ตงอวี้ถิง หญิงสาวรูปร่างผอมเกร็งที่ยืนข้างถานเสี่ยวโปพูดจาเหน็บแนมด้วยน้ำเสียงแหลมสูง
“เฮ้ย พูดจาอะไรแบบนั้น ใครเขาพูดกับเพื่อนเก่าแบบนี้กัน” เวินจื้อเฉียงถลึงตาใส่ตงอวี้ถิง
“ฉันพูดผิดตรงไหน? ที่พูดมานั่นเรื่องจริงทั้งนั้น” ตงอวี้ถิงเถียงกลับเสียงดัง
เพื่อนคนอื่นได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่กล้าออกความเห็น
“คนพวกนี้ปากเสียชะมัด” เวินจื้อเฉียงเดินเข้ามาตบไหล่ไป๋อวิ๋นเฟยเบาๆ ปลอบใจว่า “เสี่ยวเฟย อย่าไปใส่ใจคำพูดพวกนั้นเลยนะ ทำหูทวนลมไปเถอะ”
“อื้ม ฉันเข้าใจ” ไป๋อวิ๋นเฟยไม่ได้เก็บมาใส่ใจอยู่แล้ว เขาเข้าใจดีว่าเมื่อก้าวเข้าสู่สังคมการทำงาน บางครั้งพวกเด็กเกเรหลังห้องในอดีตกลับได้ดีมีหน้ามีตา กลายเป็นศูนย์กลางของกลุ่มเพื่อน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโลกใบนี้
วันนี้เขาตั้งใจมาเยี่ยมอาจารย์ โดนคนไม่รู้เรื่องราวค่อนขอดนิดหน่อยก็ช่างปะไร ไม่ได้เก็บมาเป็นอารมณ์อยู่แล้ว
“สายแล้ว รีบไปหาอาจารย์กันเถอะ” หวงจื่อเลียงวางท่าเป็นผู้นำ สั่งทุกคนให้เดินไปที่ห้องพักฟื้น กลุ่มเพื่อนเดินนำหน้า ส่วนไป๋อวิ๋นเฟยและเวินจื้อเฉียงเดินรั้งท้าย
“เสี่ยวเฟย ขอโทษจริงๆ นะ ตอนที่นายเกิดเรื่อง ฉันเคยไปหานายที่บ้าน แต่พ่อแม่นายบอกไม่รู้ว่านายโดนขังที่ไหน ฉันเลยช่วยอะไรไม่ได้เลย” เวินจื้อเฉียงพูดเสียงเบาด้วยความรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไร ตอนนี้ฉันก็สบายดีแล้ว ไม่ต้องคิดมากหรอก” ไป๋อวิ๋นเฟยปลอบใจ ยามยากนี่แหละถึงจะรู้ว่าใครคือเพื่อนแท้
แค่รู้ว่าเวินจื้อเฉียงเคยไปเยี่ยมพ่อแม่และพยายามตามหาเขา ไป๋อวิ๋นเฟยก็ซึ้งใจมากแล้ว เขาตบไหล่เพื่อนรักเบาๆ “ไปกันเถอะ เดี๋ยวเยี่ยมอาจารย์เสร็จเราไปหาอะไรกินกัน”
ทั้งสองเร่งฝีเท้าตามกลุ่มเพื่อนไปจนถึงห้องพักฟื้น ไป๋อวิ๋นเฟยเดินเข้าไปเป็นคนสุดท้าย
บนเตียงผู้ป่วยมีหญิงสาววัยยี่สิบกว่านอนอยู่ ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายผ่ายผอม พอเห็นลูกศิษย์กลุ่มใหญ่มาเยี่ยม เธอก็พยายามจะขยับตัวลุกขึ้น แต่ร่างกายท่อนล่างไม่ตอบสนอง จึงได้แต่พูดด้วยความเกรงใจว่า “พวกเธอมากันแล้วเหรอ นั่งก่อนสิ แค่มาเยี่ยมครูก็ดีใจแล้ว ไม่น่าต้องลำบากซื้อของมาเลย”
“อาจารย์หลี่คะ ได้ข่าวว่าอาจารย์ตกน้ำบาดเจ็บ พวกเราเลยรวมตัวกันมาเยี่ยมค่ะ นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากพวกเราค่ะ” เติ้งเชี่ยนพูดพลางวางกระเช้าดอกไม้และแอปเปิลไว้บนโต๊ะ
ไป๋อวิ๋นเฟยมองดูอาจารย์ที่เขาเคารพรัก ซึ่งตอนนี้ดูรโรยราไร้เรี่ยวแรง ต่างจากภาพจำในอดีตที่เคยสดใสร่าเริง เห็นแล้วก็อดใจหายไม่ได้ จมูกเริ่มแสบ เขากล่าวเรียกเบาๆ “อาจารย์หลี่ครับ”
หลี่เยี่ยนเสียเห็นไป๋อวิ๋นเฟยเดินเข้ามา ก็แสดงสีหน้าประหลาดใจและดีใจอย่างเห็นได้ชัด สำหรับลูกศิษย์คนนี้ เธอรักและเอ็นดูเป็นพิเศษ แม้จะได้ข่าวว่าเขาติดคุก แต่เธอก็ไม่เคยเชื่อข่าวลือนั้น คิดเสมอว่าต้องมีเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ
“เธอคือ... ไป๋อวิ๋นเฟยเหรอ?” หลี่เยี่ยนเสียดีใจจนอยากจะลุกขึ้นไปดูหน้าลูกศิษย์ใกล้ๆ แต่ก็ทำได้แค่นอนมองอยู่บนเตียง สำหรับเด็กคนนี้ เธอมีความผูกพันลึกซึ้ง เพราะเขาเป็นรุ่นแรกที่เธอสอนหลังจากเรียนจบมาบรรจุใหม่ๆ แถมยังเป็นนักเรียนคนแรกในประวัติศาสตร์โรงเรียนมัธยมทดลองที่สอบติดมหาวิทยาลัยการแพทย์ซีหลิน เด็กที่ทั้งเรียนดีและมีความประพฤติเรียบร้อยขนาดนี้ เธอไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าจะทำเรื่องเสื่อมเสียแบบนั้นได้
“ครับอาจารย์ ผมไป๋อวิ๋นเฟยครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยตอบเสียงเครือ
“อาจารย์หลี่ครับ ทำไมถึงคิดสั้นแบบนั้นล่ะครับ? ได้ข่าวว่ากระโดดจากสะพานลงแม่น้ำจนเป็นอัมพาต” ไป๋อวิ๋นเฟยถามตรงๆ
“อ๋อ... ช่างมันเถอะ อย่าพูดถึงเลย” ตอนที่ตอบ สายตาของหลี่เยี่ยนเสียหลุกหลิกวูบหนึ่ง แม้จะรวดเร็วแต่ก็ไม่พ้นสายตาของไป๋อวิ๋นเฟย
“จริงเหรอครับ?” ไป๋อวิ๋นเฟยอยากแน่ใจ จึงแอบเปิดเนตรทิพย์สังเกตขณะถามย้ำ
“จริงสิ” คราวนี้บนใบหน้าของหลี่เยี่ยนเสียฉายแววโกรธแค้นและอับอายวูบหนึ่ง ซึ่งไป๋อวิ๋นเฟยก็จับสังเกตได้เช่นกัน
ไป๋อวิ๋นเฟยตรวจดูสภาพร่างกายของหลี่เยี่ยนเสีย พบว่าอาการหนักกว่าจางชุ่ยมาก จางชุ่ยได้รับการรักษาอย่างดีทั้งในและต่างประเทศมากว่าหนึ่งปี อาการจึงทุเลาลงบ้าง แต่กรณีของหลี่เยี่ยนเสีย แทบไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เครื่องไม้เครื่องมือของโรงพยาบาลประจำอำเภอก็ไม่ทันสมัย การฟื้นฟูจึงเป็นไปอย่างล่าช้า
ภายในร่างกายของหลี่เยี่ยนเสียยังมีเศษกระดูกชิ้นเล็กๆ ฝังอยู่ จุดที่บาดเจ็บยังมีเลือดซึมและบวมเป่ง ทำให้เธอต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด หมอทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการให้น้ำเกลือและยาแก้ปวด
“อาจารย์ครับ โรคนี้ผมรักษาให้หายได้ครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หลี่เยี่ยนเสียไม่ค่อยอยากจะเชื่อหูตัวเอง แต่ก็แปลกใจที่ลูกศิษย์กล้าพูดแบบนี้ ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ต่างพากันพูดไม่ออก
“ไป๋อวิ๋นเฟย อย่ามามั่วซั่วนะ ขนาดหมอยังรักษาไม่ได้ ขี้คุกอย่างนายจะไปทำอะไรได้?”
“นั่นสิ อย่ามาสร้างปัญหาให้อาจารย์เลย แค่นี้อาจารย์ก็เจ็บปวดมากพอแล้ว”
“ใช่ ไป๋อวิ๋นเฟย นายเป็นชาวนาปลูกผักไม่ใช่เหรอ? ไปเป็นหมอตั้งแต่เมื่อไหร่?” หวงจื่อเลียงเสริม
เพื่อนๆ ต่างพากันรุมต่อว่าไป๋อวิ๋นเฟย แม้แต่เวินจื้อเฉียงก็ยังช่วยแก้ต่างให้ไม่ได้ เพราะเขาก็รู้สถานะของไป๋อวิ๋นเฟยดี ต่อให้เคยเรียนหมอ แต่ติดคุกมาหลายปี วิชาความรู้คงคืนอาจารย์ไปหมดแล้ว แถมอาการของอาจารย์หลี่ก็ถึงขั้นอัมพาต หมอเทวดาที่ไหนก็คงไม่กล้ารับประกันว่าจะรักษาหาย
ไป๋อวิ๋นเฟยไม่สนใจเสียงนกเสียงกา เขาจ้องมองหลี่เยี่ยนเสียด้วยแววตามุ่งมั่น “อาจารย์หลี่ครับ อาจารย์เชื่อใจผมไหมครับ?”
หลี่เยี่ยนเสียมองหน้าไป๋อวิ๋นเฟย พลันนึกย้อนไปถึงแววตาใฝ่รู้ของเขาในสมัยเรียน หัวใจก็อ่อนยวบลง เธอพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ลองดูเถอะจ้ะ ต่อให้ไม่สำเร็จ ครูไก็ไม่โทษเธอหรอก”
“อาจารย์หลี่ครับ อย่าไปตามใจมันนักสิครับ จะเอาสุขภาพตัวเองมาล้อเล่นได้ยังไง?”
“ใช่ค่ะอาจารย์ หนูว่าไป๋อวิ๋นเฟยกำลังทำเรื่องไร้สาระ อาจารย์อย่าไปยอมนะคะ”
“เกิดเป็นอะไรหนักกว่าเดิมจะทำยังไง!”
เพื่อนๆ ต่างร้อนรนรีบห้ามปราม แต่หลี่เยี่ยนเสียไม่ได้ฟังคำทัดทานเหล่านั้น เธอยืนยันจะให้โอกาสไป๋อวิ๋นเฟย เพราะสถานการณ์ตอนนี้ก็เลวร้ายที่สุดแล้ว คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้อีก
ไป๋อวิ๋นเฟยรู้ดีว่าที่อาจารย์ยอมตกลงเพราะความใจดี ไม่อยากทำร้ายน้ำใจเขา เขาจึงตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะต้องไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง เขาจะรักษาคุณครูผู้แสนดีและงดงามคนนี้ให้กลับมาแข็งแรง และกลับไปยืนสอนหนังสือหน้าชั้นเรียนได้อย่างภาคภูมิอีกครั้ง
“อาจารย์หลี่ครับ ตอนนี้ผมไม่ได้พกยาติดตัวมา เดี๋ยวผมจะฝังเข็มระงับปวดให้อาจารย์ก่อนนะครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยหยิบเข็มเงินคู่กายออกมา