- หน้าแรก
- ยอดหมอเทพแห่งหมู่บ้านเร้นลับ
- บทที่ 22 ถ่ายทอดให้คนนอกไม่ได้
บทที่ 22 ถ่ายทอดให้คนนอกไม่ได้
บทที่ 22 ถ่ายทอดให้คนนอกไม่ได้
ซุนเยว่ได้ยินคำพูดของไป๋อวิ๋นเฟย หัวใจก็พลันเต้นแรงราวกับมีลูกกวางวิ่งชนอยู่ข้างใน แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าไป๋อวิ๋นเฟยเดินไปขนปูแล้ว เธอจึงรีบเดินตามไป
“เสี่ยวเฟย เธอเลี้ยงปูในที่เล็กๆ แค่นี้เองเหรอ! มันจะโตทันเหรอ เธอต้องเลี้ยงให้เยอะกว่านี้นะ แค่นี้ไม่พอขายหรอก” ซุนเยว่เห็นกองปูที่จับขึ้นมาได้ก็โล่งอกไปเปราะหนึ่ง แต่พอหันไปเห็นขนาดของนาที่ใช้เลี้ยงปู ความกังวลก็กลับมาอีกครั้ง
“ผมรู้ครับพี่เยว่ ผมกำลังเตรียมขุดบ่อให้ใหญ่ขึ้นอยู่ครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยตอบปาก มือก็ยังคงทำงานไม่หยุด
“งั้นเธอต้องรีบหน่อยนะ! เธอไม่รู้หรอกว่าวันนี้พวกเศรษฐีแย่งกันซื้อปูทิพย์ขนาดไหน จุ๊ๆๆ ราวกับแย่งซื้อยาอายุวัฒนะกันเลยทีเดียว อย่างกับฉากแย่งผักลดราคาในตลาดสดไม่มีผิด” ซุนเยว่นึกถึงภาพการแย่งชิงปูทิพย์เมื่อเช้าแล้วก็ยังอดขนลุกไม่ได้
วันนี้ทางโรงแรมส่งรถบรรทุกขนาดกลางมารับของ เนื่องจากเวลาค่อนข้างกระชั้นชิด จึงใช้ตะกร้าใบใหญ่ใส่ปูแทนกล่องโฟมเก็บความเย็น แต่โชคดีที่ตู้บรรทุกสินค้าด้านหลังมีระบบทำความเย็น ปูจึงยังสดและมีชีวิตอยู่ได้ ไป๋อวิ๋นเฟย ไป๋ต้าจ้วง และคนขับรถบรรทุก ช่วยกันขนย้ายปูยักษ์นับพันตัวขึ้นรถ ใช้เวลากว่าชั่วโมงจึงเสร็จเรียบร้อย
“เอ๊ะ? เสี่ยวเฟย นี่เธอเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชกับปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ไว้ด้วยเหรอ?” ซุนเยว่เหลือบไปเห็นกุ้งเครย์ฟิชในโอ่ง แต่ละตัวดูแล้วน่าจะหนักเกือบครึ่งจิน ส่วนปลาพวกนั้นก็น่าจะหนักตัวละห้าหกจินได้
“ใช่ครับ แต่เลี้ยงไว้ไม่เยอะ พี่เอาไปกินสิครับ เดี๋ยวผมตักให้” ว่าแล้วไป๋อวิ๋นเฟยก็ตักปลาตัวใหญ่หนึ่งตัวกับกุ้งเครย์ฟิชอีกหลายตัวใส่ถังน้ำ แล้วยกขึ้นรถไปให้
เมื่อทั้งสามคนขึ้นรถเรียบร้อย รถบรรทุกก็มุ่งหน้าสู่โรงแรมเฟยเอ๋อร์เล่อในตัวอำเภอ
สองสามีภรรยาตระกูลไป๋ยืนมองรถบรรทุกที่ค่อยๆ แล่นไกลออกไป ไป๋ต้าจ้วงยกเหล้าขึ้นจิบพลางยิ้มกว้าง “ลูกชายเรานี่เก่งจริงๆ มีเพื่อนเป็นถึงคนใหญ่คนโต”
หลี่ชิ่วหลานได้ยินดังนั้นก็ปรายตามองสามีอย่างหมั่นไส้ “สาวเมืองกรุงนี่ดีจริงๆ นะ สวยหยาดเยิ้มจนน้ำแทบหยด ถ้าเสี่ยวเฟยขยันจีบหน่อย ไปขอแม่สาวคนสวยนั่นมาเป็นเมียได้ก็คงดี” หลี่ชิ่วหลานพูดด้วยรอยยิ้มเคลิ้มฝัน
ไป๋ต้าจ้วงหน้าเปลี่ยนสีทันที “พูดจาเพ้อเจ้อ! คนในเมืองเขาจะมามองคนบ้านนอกคอกนาอย่างเราได้ยังไง”
“เพ้อเจ้อตรงไหน ลูกชายเราตอนนี้ทั้งเก่ง ทั้งหล่อ ทั้งสูงโปร่ง ตรงไหนที่ว่าไม่เหมาะสมกัน” หลี่ชิ่วหลานทนไม่ได้ที่สามีดูถูกลูกชายตัวเอง
“ช่างเถอะๆ อย่าเพิ่งคิดไปไกลขนาดนั้น ลูกมันเพิ่งจะเริ่มต้น ให้มันตั้งใจทำงานไปก่อนเถอะ” พูดจบ ไป๋ต้าจ้วงก็ถือขวดเหล้าเดินเข้าบ้านไป
...
รถบรรทุกใช้เวลากว่าชั่วโมงก็มาถึงตัวอำเภอ และจอดเทียบท่าหน้าโรงแรมเฟยเอ๋อร์เล่อ ไป๋อวิ๋นเฟยเห็นเศษกระดาษสายรุ้งเกลื่อนพื้นหน้าประตู ก็รู้ได้ทันทีว่างานเลี้ยงเมื่อเช้าคงจะยิ่งใหญ่อลังการน่าดู
“เสี่ยวเฟย เราขึ้นไปชั้นบนสุดกันเถอะ บอสรอคุยธุรกิจกับเธออยู่” ซุนเยว่เรียกไป๋อวิ๋นเฟย แล้วพาเขาไปที่ลิฟต์ส่วนตัว
ไม่นานลิฟต์ก็พาพวกเขามาถึงชั้นสิบเอ็ด ทางเข้าถูกตกแต่งเป็นซุ้มประตูดอกไม้ทรงโค้ง ประดับประดาด้วยกุหลาบสีแดง เหลือง ชมพู และยังมีผีเสื้อจำลองเกาะอยู่ดูสวยงาม
ซุนเยว่พาไป๋อวิ๋นเฟยเดินลอดซุ้มประตูเข้าไป พบกับทางเดินไม้กระดานกว้างเมตรกว่า สองข้างทางปูด้วยดินจริงและปลูกพรรณไม้นานาชนิด
“ไม่ต้องตกใจไป ปกติบอสพักอาศัยอยู่ที่ชั้นนี้ แอบกระซิบนะว่า เธอเป็นคนแรกเลยนะที่ได้รับเชิญขึ้นมาคุยธุรกิจบนนี้ ปกติคนอื่นเขาคุยกันที่ห้องทำงานข้างล่างทั้งนั้น” ซุนเยว่ยิ้มบางๆ
“โห รู้สึกเป็นเกียรติอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยทึ่งในความรู้จักหาความสุขใส่ตัวของเจ้าของโรงแรมคนนี้ เดินมาได้สักพักก็มาถึงประตูที่มีม่านลูกปัดกั้นอยู่ ไป๋อวิ๋นเฟยมองลอดช่องว่างของม่านลูกปัดเข้าไป เห็นหญิงสาวหุ่นเซ็กซี่สวมชุดว่ายน้ำบิกินีตัวจิ๋วกำลังว่ายน้ำอย่างคล่องแคล่วอยู่ในสระ เธอคือโอวหยางเซิงม่านนั่นเอง
ไป๋อวิ๋นเฟยหน้าแดงซ่าน รีบหันหน้าหนีด้วยความเขินอาย
“เสี่ยวเฟย เข้ามาสิ!” ซุนเยว่เห็นไป๋อวิ๋นเฟยไม่เดินตามเข้ามา จึงหันกลับไปมอง เห็นเขายืนทื่อทำตัวไม่ถูกอยู่
“อะ... ครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยได้สติ รีบแหวกม่านลูกปัดเดินตามเข้าไป
“คุณไป๋มาแล้วเหรอคะ!” โอวหยางเซิงม่านใช้แขนขาวผ่องเกาะราวบันไดสระ ค่อยๆ เดินขึ้นมาจากน้ำ ส่งยิ้มหวานให้ไป๋อวิ๋นเฟย
โอวหยางเซิงม่านไม่ได้รู้สึกขัดเขินแม้แต่น้อย เพราะเธอไปเที่ยวต่างประเทศบ่อย เคยชินกับการนอนอาบแดดบนชายหาด จึงมองว่าการแต่งกายแบบนี้เป็นเรื่องปกติ
กลับกัน เป็นไป๋อวิ๋นเฟยที่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในชนบท ไม่เคยเห็นโลกกว้าง การได้เห็นผู้หญิงใส่บิกินีมาเจรจาธุรกิจแบบนี้ เป็นเรื่องที่เหนือจินตนาการและสร้างความตื่นตะลึงให้เขาอย่างมาก
“คิกคิก” โอวหยางเซิงม่านเห็นท่าทางเขินอายราวกับสาวน้อยของไป๋อวิ๋นเฟย ก็หลุดหัวเราะเสียงใสไพเราะออกมา
“เอ่อ... คุณโอวหยางมีธุระจะคุยกับผมไม่ใช่เหรอครับ งั้นผมไปรอตรงโน้นนะ” ไป๋อวิ๋นเฟยเหลือบมองความอวบอิ่มที่ล้นทะลักนั่นแวบหนึ่ง แล้วรีบก้มหน้าเดินจ้ำอ้าวไปที่โต๊ะกลมด้านข้าง
“บอสคะ ดูสิ เขาเขินม้วนต้วนไปหมดแล้ว” ซุนเยว่หยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาส่งให้โอวหยางเซิงม่าน
“นั่นสินะ ฮ่าๆๆ” โอวหยางเซิงม่านสวมเสื้อคลุม ผูกสายคาดเอวเรียบร้อย แล้วเดินตรงเข้าไปหาไป๋อวิ๋นเฟย
เมื่อเห็นโอวหยางเซิงม่านสวมเสื้อคลุมปิดบังเรือนร่างอันเย้ายวนแล้ว ไป๋อวิ๋นเฟยก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขืนคุยธุรกิจทั้งที่เธอใส่บิกินีแบบนั้น เขาคงไม่มีสมาธิแน่ๆ
“สวัสดีค่ะคุณไป๋ ที่ฉันเชิญคุณมาวันนี้ เพราะอยากจะคุยเรื่องความร่วมมือของเรา ฉันคิดว่าเราควรจะยกระดับความสัมพันธ์ทางธุรกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นค่ะ” โอวหยางเซิงม่านเข้าประเด็นทันที
“ครับ เชิญว่ามาได้เลย” ไป๋อวิ๋นเฟยรู้ดีว่าการที่เธอเชิญเขาขึ้นมาถึงพื้นที่ส่วนตัวขนาดนี้ ต้องมีเรื่องใหญ่แน่นอน เขาโยนลูกบอลกลับไปให้เธอเป็นฝ่ายเสนอ
หลังจากได้เห็นผลตอบรับจากงานเลี้ยงวันนี้ และสรรพคุณของปูทิพย์ที่เธอสัมผัสด้วยตัวเองตลอดหลายวันที่ผ่านมา โอวหยางเซิงม่านมั่นใจแล้วว่าไป๋อวิ๋นเฟยคือบ่อเงินบ่อทอง เธอต้องคว้าตัวเขาไว้ให้แน่น
“คุณไป๋คะ ฉันนอนคิดมาหลายคืนแล้ว ฉันอยากจะขอซื้อกรรมสิทธิ์เทคโนโลยีหลักในการเพาะเลี้ยงปูของคุณ ฉันเสนอให้สามสิบล้านหยวน พร้อมหุ้นของโรงแรมอีกแปดเปอร์เซ็นต์ และขอจ้างคุณเป็นผู้จัดการใหญ่ฝ่ายเพาะเลี้ยงของโรงแรมเรา คุณคิดว่ายังไงคะ?”
ข้อเสนอของโอวหยางเซิงม่านทำเอาไป๋อวิ๋นเฟยใจเต้นระรัว การเปลี่ยนสถานะจากชาวนาจนๆ กลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านในชั่วข้ามคืน แถมยังมีหุ้นโรงแรมที่มูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่คนธรรมดาแค่ฝันก็ยังไม่กล้า แต่ทว่า... ไป๋อวิ๋นเฟยไม่ใช่คนธรรมดา
ในความเป็นจริง เขาไม่ได้มีเทคโนโลยีอะไรเลย สิ่งที่เขามีคือแหวนวิเศษวงเดียวเท่านั้น เขาเพาะเลี้ยงปูพวกนี้ได้ก็เพราะแหวนวงนี้ ซึ่งเขาไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ใครได้ และความลับของแหวนก็ต้องเป็นความลับต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยแหวนวงนี้ ในอนาคตเงินร้อยล้านก็คงหาได้ไม่ยาก เขายังหนุ่มยังแน่น รอได้
“คุณโอวหยางครับ ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆ เทคนิคนี้ผู้มีพระคุณท่านหนึ่งเป็นคนถ่ายทอดให้ผม และผมได้ให้คำสัตย์สาบานไว้แล้วว่าห้ามถ่ายทอดให้คนนอกเด็ดขาดครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยวางแก้วชาลง แล้วกล่าวปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น