- หน้าแรก
- ทะลุมิติแดนเซียน บำเพ็ญเพียรสองโลก
- บทที่ 289 การเจรจาสงบศึก
บทที่ 289 การเจรจาสงบศึก
บทที่ 289 การเจรจาสงบศึก
บทที่ 289 การเจรจาสงบศึก
ภายในคลังตำรา
แม้ว่าตำราส่วนใหญ่จะเป็นเพียงคำแนะนำ แต่การแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชาทั้งหมด ก็ต้องใช้แต้มคุณูปการ ฟางซีจึงเปิดโลกทัศน์ได้อย่างกว้างขวาง
เขาวางตำราเล่มสุดท้าย แล้วมายังแถวทักษะ
หลังจากมองผ่านไปรอบๆ สีหน้าของฟางซีก็มืดมัวเล็กน้อย “ลู่ชิงหลอกลวงข้า”
“ยังกล่าวว่าทักษะของนิกายชิงมู่มีประโยชน์ต่อข้าอย่างมาก”
“แต่ทักษะธาตุไม้เหล่านี้ รู้สึกว่าไม่ดีเท่าสิ่งที่บันทึกไว้ในเคล็ดวิชาร่วงโรยเลย ดูเหมือนว่าข้าจะคาดหวังสูงเกินไปแล้วสินะ?”
ฟางซีทบทวนตนเอง เคล็ดวิชาธาตุไม้ที่เขาฝึกฝนเป็นระดับสูงสุดอยู่แล้ว และยังมี ‘เคล็ดวิชาร่วงโรย’ ฉบับสมบูรณ์ที่ภูตชรามอบให้ เคล็ดวิชาธาตุไม้ของนิกายชิงมู่จึงไม่มีประโยชน์สำหรับเขาจริงๆ
“โชคดีที่ข้าไม่ได้รับปากลู่ชิง มิฉะนั้นข้าคงขาดทุนอย่างหนัก”
ฟางซีมองเคล็ดทักษะอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธาตุไม้ด้วยความหดหู่เล็กน้อย
ทักษะเหล่านี้ที่นิกายชิงมู่รวบรวมมา ย่อมนับว่าน่าสนใจอยู่บ้าง
เขาอ่านคำแนะนำทีละอย่าง สุดท้ายก็เห็นทักษะหนึ่ง ดวงตาเป็นประกาย แล้วกลับไปยังชั้นแรก
ที่ประตู มีโต๊ะไม้วางอยู่ข้างหลัง มีชายชราผมขาวนั่งอยู่
คนผู้นี้ดูมีพลังชีวิตที่อ่อนแอ แต่พลังเวทกลับบรรลุถึงสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์
‘สมกับเป็นนิกายชิงมู่ มีรากฐานอยู่บ้างจริงๆ’
‘อย่างไรก็ตาม ข้าเป็นเพียงคนมาหาเลี้ยงชีพ จะคิดมากไปทำไม?’
ฟางซีมาถึงหน้าคนผู้นี้ ประสานมือทำความเคารพ “คารวะผู้อาวุโสเฝ้าคลังตำรา”
“หืม? ผู้เชี่ยวชาญรับเชิญคนใหม่สินะ?”
ชายชราเปิดเปลือกตา มองฟางซี แล้วค่อยๆ หลับตาลง ถามอย่างไม่ใส่ใจ “ตามกฎ ผู้ฝึกตนสร้างรากฐานที่เพิ่งเข้าร่วมนิกายสามารถเลือกเคล็ดวิชาหรือทักษะได้ฟรีหนึ่งอย่าง เจ้าเลือกอะไร?”
“‘บันทึกลับยันต์หยก’!”
ฟางซีกล่าวสิ่งที่ตนเองเลือก
ชายชราเปิดตาขึ้นอีกครั้ง มองฟางซีขึ้นลงอย่างละเอียด “หนุ่มน้อย ช่างกล้าหาญนัก เจ้าต้องการวิจัย ‘วิชายันต์หยก’ ของผู้ฝึกตนโบราณหรือ?”
วิถียันต์ ในระดับหนึ่งและสองเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะเรียนรู้ได้ง่าย และใช้ทรัพยากรน้อย
แต่เมื่อถึงระดับสาม จำเป็นต้องใช้ไม้วิญญาณระดับสามและหนังสัตว์อสูรเป็นกระดาษยันต์ การใช้ทรัพยากรเริ่มพุ่งสูงอย่างน่ากลัว
ทั้งสามแคว้น มีเพียงบรรพชนฟางคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นปรมาจารย์ยันต์ระดับสาม
อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่าในยุคโบราณ ผู้ฝึกตนโบราณไม่ได้ใช้กระดาษในการทำยันต์ แต่ใช้โลหะและหยก สร้าง ‘ยันต์โลหะหยก’ พิเศษ
ยันต์ชนิดนี้ ไม่เพียงแต่สามารถเก็บพลังเวทของเคล็ดวิชาลับได้มากขึ้น แต่ยังสามารถใช้งานได้หลายครั้ง
ในสายตาของฟางซี มันคล้ายกับศาสตราวิญญาณ
กระทั่งสามารถมองได้ว่าเป็นศาสตราวิเศษพิเศษที่มีข้อจำกัดจำนวนครั้งในการใช้งาน!
เคล็ดวิชาลับ ‘บันทึกลับยันต์หยก’ นี้ถูกวางไว้ในโซนทักษะ แต่มันไม่ใช่ทักษะยันต์โบราณ มันเป็นเพียงวิธีหลอม ‘ยันต์หยก’ เท่านั้น
ส่วนทักษะยันต์ที่เข้าคู่กัน กลับไม่มีเลย เป็นเพียงส่วนที่นิกายชิงมู่รวบรวมมาเท่านั้น
“ข้าก็เป็นปรมาจารย์ยันต์ ย่อมสนใจเรื่องนี้อย่างมาก”
ฟางซียิ้ม ในใจถอนหายใจ หากไม่ใช่เพราะไม่พบเคล็ดวิชาลับที่ถูกใจ ใครจะเลือกทัดษะที่มีเพียงครึ่งเดียวนี้?
“ช่างเถอะ ผู้ฝึกตนสร้างรากฐานของนิกายนี้เลือกเคล็ดวิชาใด ล้วนเป็นอิสระของเขา”
ผู้อาวุโสเฝ้าคลังตำราหัวเราะ แล้วหยิบแผ่นหยกเปล่าออกมาหนึ่งใบ สลักสัมผัสเทวะลงไป แล้วมอบให้ฟางซี “นี่คือแผ่นหยกที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว หลังจากอ่านแล้วจะทำลายตัวเอง เจ้าเอาไปเถิด”
ฟางซีรับแผ่นหยกมา แต่ก็ไม่ได้จากไป กลับมองผู้อาวุโสเฝ้าคลังตำราอย่างสงสัย “ผู้อาวุโสจำเคล็ดวิชาลับทั้งหมดในคลังได้หรือ?”
“แน่นอน ข้าเติบโตในนิกายชิงมู่ตั้งแต่เด็ก อายุสิบแปดปีก็เป็นศิษย์เฝ้าประตูแล้ว สิ่งที่ชอบที่สุดในชีวิตคือการอ่านตำรา ส่วนใหญ่ในคลังตำรา ข้าได้อ่านไปหมดแล้ว”
ชายชราลูบเครา แล้วเผยความภาคภูมิใจ “ต่อมาคนอื่นก็ลืมชื่อของข้า เรียกข้าว่า ‘ชูเหล่า(ผู้เฒ่าตำรา)’ หากมีศิษย์มาถามเกี่ยวกับเคล็ดวิชาลับ ข้ามักจะให้ความเห็นที่เหมาะสมได้”
ชูเหล่าหัวเราะ “ข้าเห็นเจ้าไม่เลว วันหน้าสามารถมาหาข้าที่คลังตำราได้บ่อยๆ”
“แน่นอน!”
ฟางซีเดินออกจากคลังตำรา ควบคุมศาสตราวิญญาณ แล้วหายไปในอากาศ
…
ป่าไผ่เขียว
ที่นี่มีป่าไผ่สีเขียวราวกับหยก ปล่อยปราณวิญญาณที่น่าทึ่ง
ภายใต้ร่มเงาของป่าไผ่ มีภูเขาสีเขียวลูกเล็กๆ
ภายในภูเขาเล็กๆ กลวงด้านใน ถูกเจาะเป็นถ้ำพำนัก ด้านนอกมีสวนโอสถวิญญาณขนาดใหญ่
ในวันนี้ ฟางซีควบคุมศาสตราวิญญาณมาถึง สำรวจภายในและภายนอก แล้วรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง
“ปราณวิญญาณระดับสามขั้นต่ำ เพียงพอสำหรับข้าแล้ว ท้ายที่สุด การฝึกฝนแก่นทองคำก็ไม่ใช่การทะลวงขอบเขตใหญ่ ย่อมไม่สร้างปรากฏการณ์ฟ้าดินที่น่าประทับใจขนาดนั้น”
“ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ฝึกตนเซียนดูดซับปราณวิญญาณเพื่อฝึกฝน ต่อให้สร้างรากฐาน แก่นทองคำ มันทำเพียงดูดซับปราณวิญญาณรอบตัวได้เท่านั้น ไม่มีปรากฏการณ์พิเศษใดๆ ส่วนการกล่าวว่าสามารถควบคุมปราณวิญญาณในรัศมีร้อยลี้ได้ราวกับอยู่ในฝ่ามือ นั่นต่อให้เจิ้นจวินทารกวิญญาณก็ยังทำไม่ได้”
จากเคล็ดวิชาลับที่ภูตชรามอบให้ ฟางซีมีความเข้าใจโดยประมาณเกี่ยวกับความสามารถของเจิ้นจวินทารกวิญญาณ
พวกเขาไม่มีความสามารถในการควบคุมปราณวิญญาณฟ้าดินโดยตรง ยังคงต้องผ่านกระบวนการดูดซับปราณวิญญาณ หลอมเป็นพลังเวทภายในร่างกาย แล้วจึงใช้เคล็ดวิชา
ผู้ที่สามารถควบคุมปราณวิญญาณฟ้าดินได้โดยตรง เกรงว่ามีเพียงผู้ฝึกตนแปลงเทวะเท่านั้น!
“แถมลู่ชิงก็เป็นเพียงแก่นทองคำเท่านั้น”
ฟางซีสัมผัสเทวะกวาดไปรอบๆ รัศมียี่สิบลี้ “สามารถจัดตั้งค่ายกลอาคมต้องห้าม เพื่อล้อมรอบป่าไผ่เขียวแห่งนี้ได้”
“ถึงเวลานั้น ต่อให้มีสิ่งผิดปกติ ข้าก็ยังมีค่ายกลอาคมต้องห้ามคอยปกปิด แต่ต้องจัดตั้งแบบเปิดเผยและแบบลับ แบบเปิดเผยมีเพียงระดับสองขั้นต่ำก็พอแล้ว ให้เข้ากับฐานะของข้าในตอนนี้”
ฟางซีเข้าสู่ถ้ำพำนัก เห็นสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน จึงรู้สึกพอใจเล็กน้อย
เขามาถึงห้องปิดด่าน
นั่งบนเบาะรองนั่ง สัมผัสถึงปราณวิญญาณที่เข้มข้นรอบๆ อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเล็กน้อย แล้วเริ่มฝึกฝนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในขอบเขตแก่นทองคำ
…
ยามค่ำคืน
ภายในถ้ำบ่มเพาะหยวน
ลู่ชิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง ใบหน้าสงบ เพียงแต่ดูแก่กว่าตอนที่แสดงความยินดีกับฟางซีเล็กน้อย
เห็นฉากนี้ นักพรตชราเฉียนและศิษย์พี่ฟู่มองหน้ากัน ต่างก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย
บรรพชนเป็นเช่นนี้ หมายความว่าพลังเวทแก่นทองคำมิอาจรักษาใบหน้าไว้ได้แล้ว ใกล้จะหมดอายุขัยแล้วงั้นหรือ?
ณ เบื้องหน้าของคนทั้งสอง ยังมีบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งดูเฉียบแหลมและเปี่ยมความสามารถ นั่นก็คือประมุขแห่งนิกายชิงมู่ ‘เว่ยซวน’!
“ถ้าอย่างนั้น… หลังจากข้าจากไป ผู้ฝึกตนสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ในแคว้นมู่ ไม่มีใครมีโอกาสบรรลุแก่นทองคำได้อีกแล้ว”
ลู่ชิงมองผู้ฝึกตนสร้างรากฐานหลายคนที่อยู่ในที่นี้ แล้วหัวเราะอย่างเย็นชา “แต่ในตอนนั้น เมื่อนิกายชิงมู่เริ่มต้น เรากำจัดนิกายหยวนมู่ได้อย่างไร พวกเจ้าลืมแล้วหรือ?”
“ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าในบรรดาผู้ฝึกตนอิสระเหล่านั้น ไม่มีคนอย่างเจ้าเกาะมังกรมัจฉาอยู่?”
“ในโลกบำเพ็ญเพียร ไม่ใช่เพียงพรสวรรค์ที่ดีเท่านั้นที่จะสามารถก้าวสู่ขอบเขตที่สูงกว่าได้ และผู้ที่มีพรสวรรค์ต่ำ ก็ไม่แน่ว่าจะไม่มีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ น่าเสียดายที่ข้ากำลังจะตาย แต่ก่อนที่จะตาย ย่อมต้องจัดเตรียมทุกอย่างให้ดี เพื่อไม่ให้นิกายถูกทำลายในชั่วพริบตา”
ลู่ชิงกล่าวถึงตรงนี้ ก็มองศิษย์พี่ฟู่
ศิษย์พี่ฟู่รีบคุกเข่า “ท่านบรรพชน ศิษย์ไร้ความสามารถ ไม่สามารถจับซือถูชิงชิงได้ แต่ข้าเห็นนางใช้เคล็ดวิชาลับต่อสู้จนสุดชีวิต น่าจะใกล้จะหมดอายุขัยแล้ว หากกลืนโอสถยืดอายุขัยระดับสองเม็ดนั้น ย่อมต้องตายอย่างแน่นอน”
“การสืบทอดวิถีมารของตระกูลซือถูค่อนข้างลึกลับ บวกกับวิถีหลอมซากศพ แม้ว่าเรานี้จะรวบรวมได้เกือบทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ต้นฉบับ น่าเสียดายเล็กน้อย”
ลู่ชิงประเมินอย่างไม่ใส่ใจ “ลุกขึ้นเถิด นิกายชิงมู่ในภายภาคหน้า ล้วนต้องพึ่งพาพวกเจ้าแล้ว”
“ด้วยค่ายกลอาคมต้องห้ามนี้ บวกกับการกำจัดและยืนยันในครั้งนี้ นิกายชิงมู่สามารถรักษาแคว้นมู่ไว้ได้อีกหนึ่งร้อยปี ย่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่”
เว่ยซวนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “ตราบใดที่ไม่มีศัตรูภายนอก ภายในหนึ่งร้อยปี นิกายชิงมู่ย่อมสามารถฝึกฝนผู้ฝึกตนแก่นทองคำได้อีกคนหนึ่ง!”
“ศัตรูภายนอก…”
ลู่ชิงมองไปยังทิศทางของหุบเขาอี๋หลิง พลันโยนแผ่นหยกออกมา “นี่คือสิ่งที่ผู้อาวุโสเหยียนส่งคนมาให้ พวกเจ้าดูเถิด”
เว่ยซวนรับมาดู ใบหน้าพลันเผยความไม่เชื่อ แล้วก็เผยความยินดีเล็กน้อย
หลังจากอ่านจบ เขาก็มอบแผ่นหยกให้กับศิษย์พี่ฟู่และนักพรตชราเฉียนที่อยู่ด้านหลัง
ผู้ฝึกตนสร้างรากฐานเหล่านี้ต่างก็ดู สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดี “ท่านบรรพชน เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือ? ผู้อาวุโสเหยียนยินดีที่จะสาบานว่า จะไม่บุกรุกแคว้นมู่ตลอดชีวิตของเขา?”
“ฮึ่ม… จริงหรือไม่จริง ข้าต้องไปยืนยันด้วยตนเองก่อนที่อายุขัยจะหมดลง”
ลู่ชิงหัวเราะอย่างเย็นชา “ต่อให้เส้นทางเต๋าของเขาไร้ความหวัง แต่คำสาบานแห่งยมโลกบางอย่าง ต่อให้ผู้ฝึกตนแก่นทองคำอย่างพวกเราละเมิด ย่อมต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้าจำได้ว่า ยันต์พิเศษสำหรับการลงนามในคำสาบานแห่งยมโลกนั้น คลังสมบัติเราควรจะยังมีอยู่ใช่หรือไม่?”
“เรียนท่านบรรพชน เป็นเช่นนั้น”
นักพรตชราเฉียนรีบตอบ
“เดิมทีเตรียมไว้สำหรับผู้อาวุโสฟาง แต่ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายจะใช้กับผู้อาวุโสเหยียน”
ลู่ชิงส่ายหน้า
เว่ยซวนกลับก้าวไปข้างหน้า “การสงบศึกกับหุบเขาอี๋หลิงฝ่ายเดียว จะส่งผลกระทบต่อพันธมิตรกับนิกายเสวียนเทียนหรือไม่?”
“เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ ผู้อาวุโสเหยียนก็ส่งคำขอสงบศึกให้กับนิกายเสวียนเทียนเช่นกัน”
ลู่ชิงส่ายหน้า แล้วหัวเราะอย่างเย็นชาอีกครั้ง “ผู้อาวุโสเหยียนมาเพื่อใช้ชีวิตในวัยชรา ไม่ใช่เพื่อสงครามและการสังหาร ตอนนี้การกลืนแคว้นอู่และหุบเขาอี๋หลิง ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขามีอำนาจและก่อตั้งตระกูลได้ เพียงแต่การที่เขาสามารถละทิ้งแคว้นมู่ที่อุดมสมบูรณ์หลังจากการเสียชีวิตของข้าได้ จิตใจของคนผู้นี้ย่อมนับว่าเหนือความคาดหมายของข้าเล็กน้อย”
“บางที… ความตั้งใจของเขาอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่? ต่อให้หุบเขาอี๋หลิงโจมตี พวกเราก็สามารถปกป้องป่าชิงมู่ได้ด้วยค่ายกลอาคมต้องห้าม ถึงเวลานั้น แคว้นเยว่ก็จะให้ความช่วยเหลือ สังหารเข้าสู่แคว้นอู่ กองทัพของศัตรูก็จะพังทลาย”
ศิษย์พี่ฟู่คาดเดา
“ความตั้งใจไม่ได้อยู่ที่นี่ เป็นเรื่องจริง ท้ายที่สุด ในสามแคว้นยังมีผู้ฝึกตนแก่นทองคำอีกคนหนึ่ง แต่ผู้อาวุโสเหยียนกลับไม่กล่าวถึงเลย”
ลู่ชิงพลันกล่าวว่า “ฟางซีสังหารผู้อาวุโสสูงสุดของหุบเขาอี๋หลิง ความแค้นนี้หากไม่ได้รับการแก้แค้น ผู้อาวุโสเหยียนย่อมมิอาจรักษาหน้าได้ ช่างเถอะ อย่างไรก็ตาม เป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนระดับสูงเท่านั้น สงครามโลกบำเพ็ญเพียรจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว”
เขามองนักพรตชราเฉียน “วันนี้มีผู้ฝึกตนสร้างรากฐานเข้าร่วมนิกายอีกสองคนหรือ?”
“ถูกต้อง คนหนึ่งชื่อเฉาชงอวิ๋น อีกคนชื่อเถี่ยจิ่ว ข้อมูลของแต่ละคนล้วนอยู่ที่นี่”
นักพรตชราเฉียนรีบมอบป้ายไม้แก่นแท้โลหิต แผ่นหยก และสิ่งของอื่นๆ ให้กับลู่ชิง
“ในช่วงเวลาที่นิกายชิงมู่กำลังวุ่นวาย ยังมีผู้ฝึกตนสร้างรากฐานสมัครใจเข้าร่วมอีก ฮ่าฮ่า…”
ลู่ชิงไม่ได้สนใจข้อมูลมากนัก ท้ายที่สุด ข้อมูลเหล่านี้สามารถปลอมแปลงได้
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราควรทำอย่างไรดี?”
ใบหน้าของเว่ยซวนเผยจิตสังหารเล็กน้อย
“ฟังคำพูด ดูการกระทำของพวกเขา หากมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ย่อมต้องถูกเปิดเผยในไม่ช้า”
ลู่ชิงส่ายหน้า “เราสามารถโหดเหี้ยมกับคนนอกได้ แต่กับคนในนิกาย หากไม่มีหลักฐาน ก็ไม่ควรลงมืออย่างประมาท เพื่อมิให้ผู้คนเสียขวัญ”
“รับคำสั่งสอน!”
เว่ยซวนและผู้ดูแลสร้างรากฐานอื่นๆ ต่างก็โค้งคำนับ รับคำสั่ง