เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 13 เป็นนาง !

ตอนที่ 13 เป็นนาง !

ตอนที่ 13 เป็นนาง !


ตอนที่ 13 เป็นนาง !

 

 

จี้เทียนซิงมั่นใจเต็มที่ว่านางฟ้าในชุดขาวผู้นี้มีความแข็งแกร่งที่เหนือล้ำกว่าเขตแดนต้นกำเนิดแท้จริง

 

ผู้ฝึกยุทธ์แห่งเขตแดนต้นกำเนิดแท้จริง แม้จะสามารถปลดปล่อยพลังปราณแท้เป็นพลังปราณโจมตีศัตรู แต่พลังปราณจะสามารถโจมตีศัตรูได้ในระยะห่างไม่มากนัก

 

มีเพียงยอดฝีมือในเขตแดนเชื่อมปราณเท่านั้นที่สามารถใช้พลังปราณหลอมรวมเป็นคลื่นกระบี่ โจมตีศัตรูในรัศมีบริเวณ 10 ฟุต

 

คลื่นกระบี่ที่นางฟ้าชุดขาวผู้นี้ใช้ออกในการสังหารนักฆ่าที่ห่างออกไปถึง 100 เมตรได้ ย่อมแน่นอนว่านางเป็นยอดฝีมือในเขตแดนเชื่อมปราณหรือสูงกว่า !

 

ท้ายที่สุดแล้ว แม้กระทั่งบิดาของเขาจี้ชางคงที่เป็นยอดฝีมือในเขตแดนเชื่อมปราณขั้นที่ 7 ก็ยังมิอาจสำแดงพลังอันน่าพรั่นพรึงได้เทียบเท่ากับที่แม่นางชุดขาวผู้นี้ทำ

 

ในขณะที่จี้เทียนซิงตกตะลึงและพยายามคาดเดาตัวตนของนางอย่างลับๆก็เกิดเสียงทุ้มที่ดังขึ้นมาจากป่าด้านหลัง

 

"ปัง! ปัง! ปัง!"

เสียงทุ้มนี้ราวกับเสียงตีกลองขนาดใหญ่ที่สั่นสะเทือนหัวใจของจี้เทียนซิง

 

ชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าพื้นดินสั่นสะเทือนด้วยเสียงทุ้มกระแทกหัวใจจากป่าด้านหลังไปไม่ไกล กิ่งไม้และต้นไม้แยกออกจากกันเป็นทาง

 

ดูจากท่าทางแล้วราวกับว่ามีสัตว์ร้ายที่ทรงพลังพุ่งออกมาจากป่า

 

จี้เทียนซิงตื่นตัวและกระชับกระบี่มังกรโลหิตโดยไม่รู้ตัว

 

วินาทีต่อมา เงาร่างอันมหึมาราวกับขุนเขาก็พุ่งออกมาจากป่าและมุ่งตรงไปยังพื้นที่โล่ง

 

เมื่อจี้เทียนซิงได้เห็นเงาร่างนั้น เขากลืนน้ำลายลงโตในทันที มันคือสัตว์อสูรขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายหมีสีน้ำตาล มันใหญ่เท่าบ้านหลังหนึ่ง !

 

ขนของสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ตัวนี้มีสีแดงสนิทและมีประกายไฟ ดวงตาสีน้ำตาลขนาดใหญ่และอุ้งมือคู่หนึ่งที่เปล่งประกายด้วยความเย็นยะเยือก

 

จี้เทียนซิงไม่สงสัยเลยว่าสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายหมีตัวนี้น่าจะเป็นสัตว์อสูรร้ายในระดับสูง เพียงฝ่ามือเดียวที่ฟาดไปอาจทำลายผนังกำแพงเมืองได้ด้วยพลังอันมหาศาลของมัน !

 

แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือสัตว์ร้ายตัวนี้กลับมีพรมขนสัตว์เหมือนอานม้า และมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนหลังของมัน  ชายหนุ่มผู้นี้สวมชุดคลุมยาวสีดำและถือกระบี่ใหญ่สีแดงเพลิง

 

ชายหนุ่มมีอายุราวๆยี่สิบ รูปร่างสูงใหญ่ตะหง่านดั่งหอคอย

ท่อนแขนสองข้างที่หยาบกร้านนั้นเปลือยเปล่าและหนาเท่ากับท่อนไม้ วงแขนมีกล้ามเป็นมัดๆด้วยผิวสีบรอนซ์ นอกจากนี้ร่างของเขายังเปล่งกลิ่นอายอันแรงกล้าแผ่ซ่านออกมา

 

สัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายหมียักษ์วิ่งไปที่พื้นที่โล่งและหยุดอยู่เบื้องหน้าจี้เทียนซิง

 

ชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งบนหลังมองไปที่สภาพอันอเนจอนาจของจี้เทียนซิง และเหลือบมองไปที่ร่างไร้วิญญาณของเหล่านักฆ่า ใบหน้าของเขาแสดงรอยยิ้มเบาบาง

 

ในเวลานี้เองมีสัตว์อสูรอีกตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากป่าทึบและหยุดอยู่ใกล้ๆสัตว์อสูรคล้ายหมี

 

สัตว์อสูรตัวนี้เป็นหมาป่ายักษ์สีเงินมีขนาดไม่ใหญ่เท่ากับหมียักษ์ รูปหมียักษ์และฝีเท้าของมันก็ไม่หนักเท่า

 

ขนของหมาป่ายักษ์ตัวนี้ส่องแสงสีเงินและลำตัวของมันยาวประมาณหนึ่งเมตร ที่ด้านหลังของมันมีชายหนุ่มชุดคลุมขาวบริสุทธิ์นั่งอยู่

 

อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มคนนี้มีรูปร่างผอมสูงและใบหน้าซีดเซียวราวกับคนป่วย  เขาดูอ่อนแอราวกับคุณชายขี้โรคของตระกูลใหญ่

 

แต่แน่นอนว่าด้วยคนที่สามารถขี่หลังหมาป่ายักษ์สีเงินได้เงิน จี้เทียนซิงไม่กล้าที่จะดูหมิ่นสารรูปของอีกฝ่าย

 

เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มกำยำและชายหนุ่มร่างผอมบางนั้นเป็นพวกเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขานั้นดูสนิทสนมกันมาก

 

เมื่อได้เห็นชายหนุ่มผู้บอบบางหน้าซีดมาถึง ชายหนุ่มร่างกำยำก็เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “เฮ้ๆ ศิษย์พี่ไป๋ ท่านมักกล่าวว่าหมาป่าจันทราเงินของท่านเร็วดั่งสายลม เหตุไฉนมาถึงเชื่องช้าเช่นนี้กันเล่า ? ท่านยังมาถึงทีหลังหมีเพลิงแดงของข้าด้วยซ้ำ”

 

ชายหนุ่มร่างผอมบางที่ดูเหมือนจะชื่อศิษย์พี่ไป๋หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวเช็ดที่มุมปากและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ศิษย์น้องห่าว หมาป่าจันทราเงินของข้านั้นเร็วในการสังหารผู้คนเท่านั้น ไม่เหมือนหมีเพลิงแดงของเจ้าหรอก บ้าเถื่อนใช้แต่กำลัง เจ้าเล่นถางต้นไม้ตามทางซะเละเทะไปหมด”

 

ชายหนุ่มกำยำแสยะยิ้มและหัวเราะพลางชี้ไปที่บนศีรษะและกล่าวใบหน้าอิจฉาว่า  “ศิษย์พี่ไป๋  แต่ถึงพวกเราจะแข่งกันยังไงก็ทำได้เพียงวิ่งเล่นบนพื้นดินรอบๆเท่านั้น ไม่เล่นใหญ่เหมือนศิษย์พี่หญิงหรอก ท่านดูนางสิ ขี่กระเรียนวิญญาณที่บินบนท้องฟ้าได้....”

 

ศิษย์พี่ไป๋ผู้นั้นพยักหน้าและยังคงมีรอยยิ้ม เขามองขึ้นไปยังสาวงามชุดขาวที่ยืนอยู่บนหลังกระเรียนวิญญาณด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน

 

ในเวลานี้ศิษย์น้องห่าวก็ชี้ไปที่ร่างทั้ง 4 ที่นอนกองบนพื้นและกล่าวกับศิษย์พี่ของเขาว่า “ศิษย์พี่ไป๋ เหมือนพวกเราจะช้าไปก้าวหนึ่งนะ ศิษย์พี่หญิงเพิ่งจะผดุงคุณธรรมสังหารโจรป่าสวมหน้ากากไปหลายคน”

 

ศิษย์พี่ไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ศิษย์พี่หญิงนั้นมองภายนอกดูเย็นชาราวกับน้ำแข็ง แต่ภายในนั้นนางเป็นคนจิตใจดีและอ่อนโยน เรื่องนี้เจ้ากับข้าก็รู้อยู่ดีอยู่แล้ว”

 

“ถูกต้อง” ศิษย์น้องห่าวพยักหน้าและมองไปที่จี้เทียนซิงอย่างมีความหมาย  เขาเอ่ยกับชายหนุ่มอีกว่า “เจ้าหนู นี่ถือเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ของเจ้าแล้วนะที่ศิษย์พี่หญิงหยุนเหยายื่นมือเข้าช่วย จากนี้ไปก็ฝึกฝนให้มากๆจะได้ดูแลชีวิตตัวเองได้ !”

 

ศิษย์พี่ไป๋เพียงมองอย่างไม่ใส่ใจไปที่จี้เทียนซิงวูบเดียว จากนั้นก็แหงนหน้าขึ้นมองสาวงามชุดขาวบนท้องฟ้า  เขาไม่ได้เห็นจี้เทียนซิงอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย

 

สาวงามชุดขาวยังคงยืนอยู่บนหลังกระเรียนวิญญาณ ใบหน้าของนางยังคงสงบดั่งสายน้ำนิ่ง จากนั้นนางก็มองไปที่ศิษย์น้องทั้งสองและกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ศิษย์น้องทั้งสอง พวกเจ้าอย่าลืมว่าพวกเรามีเรื่องสำคัญต้องทำ อย่าได้ล่าช้าให้เสียการแล้ว”

 

ศิษย์น้องห่าวยิ้มในทันทีและกล่าวว่า “พี่หญิงใหญ่ เราแค่พักแปปเดียว เดี๋ยวเดินทางกันต่อเลย”

 

สุดท้ายเขาก็ขี่หมีสีแดงเพลิงวิ่งผ่านจี้เทียนซิงไป ตามหลังมาด้วยศิษย์พี่ไป๋ที่ขี่หมาป่าสีเงิน

 

ทั้งสองคนมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ

 

จี้เทียนซิงเต็มไปด้วยความคิดในหัวและเริ่มคาดเดาบางอย่างได้ แต่ฉากหน้าเขายังคงสงบนิ่ง

 

แต่เมื่อได้เห็นกระเรียนวิญญาณบนท้องฟ้ากำลังจะจากไปพร้อมกับสาวงามชุดขาว ชายหนุ่มก็ป้องมือคารวะพลางกล่าวว่า “ขอบคุณแม่นาง ข้า จี้เทียนซิงจักไม่มีวันลืมพระคุณช่วยชีวิตในครั้งนี้ !”

 

“มิต้องมากพิธี ลำบากเพียงยกมือเท่านั้น”

สาวงามชุดขาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่แยแส จากนั้นกระเรียนวิญญาณก็พานางจากไป

 

ไม่นานนัก เงาร่างของกระเรียนวิญญาณขนาดใหญ่ก็จางหายไปในท้องฟ้า และหมีแดงเพลิงกับหมาป่าจันทราเงินก็หายลับตาไปในภูเขาเช่นกัน

 

เหลือเพียงจี้เทียนซิงเท่านั้นบนพื้นโล่งๆ สภาพแวดล้อมรอบตัวชายหนุ่มกลับมาเงียบสงบ

 

“พวกเขาทั้งสามดูอายุไม่มากกว่าข้าสักเท่าใดนัก แต่ทุกคนกลับมีความแข็งแกร่งที่มิอาจคาดเดาได้  นอกจากนี้พวกเขายังครอบครองสัตว์วิญญาณอีกด้วย ดูจากการเรียกขานแล้วพวกเขาสมควรเป็นศิษย์สำนักใดสำนักหนึ่ง...”

“ฟังแล้วเหมือนพวกเขาจะมีธุระสำคัญ จากทิศทางนั้น พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองจักรวรรดิแน่แล้ว”

 

หยุนเหยา หยุนเหยา…”

จี้เทียนซิงกระซิบชื่อของสาวงามชุดขาวอยู่หลายครั้ง เขารู้สึกคุ้นหูกับชื่อของนางมาก เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

 

ทันใดนั้นเองเขาก็นึกออก ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยแสงอันเจิดจ้า

 

“หยุนเหยา ! หรือว่าจะเป็นนาง !? ลูกศิษย์ประมุขนิกายหนุนสวรรค์ ?!”

“หากใช่นาง  นางก็คือตำนานที่มีชื่อเสียงของดินแดนดาราสวรรค์ ผู้ที่เป็นดั่งสวรรค์เลือกเฟ้นอันดับหนึ่งกับกระบี่จันทราเย็นที่ล้มอัจฉริยะของทั้งสิบอาณาจักรได้อย่างง่ายดาย !!”

 

ในที่สุดจี้เทียนซิงก็ตระหนักในตัวตนของนางได้ และไม่แปลกใจว่าทำไมสาวงามอายุน้อยราวกับนางฟ้าถึงได้แตกฉานศาสตร์กระบี่อันยอดเยี่ยมเช่นนี้

 

หลังจากสงบสติอารมณ์ลงได้ ชายหนุ่มก็เริ่มนึกถึงขึ้นได้คำถามหนึ่ง

 

ศิษย์คนสำคัญของนิกายหนุนสวรรค์ .... พวกเขามาทำอะไรที่รัฐนภากระจ่างกันนะ ?”

 

บ้าชิบ มัวแต่คิดฟุ้งซ่าน แล้วน้องสองเล่า ?!”

หลังจากนั้นไม่นานจี้เทียนซิงก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าจี้ห่าวยังคงพัวพันกับนักฆ่าอีกสองคน

 

ดังนั้นเขาจึงรีบออกจากภูเขาและรีบกลับไปที่ถนนหลักที่เชิงเขาทันที

 

หลังจากลากสังขารมาครู่ใหญ่ เขาก็กลับมาถึงจุดที่จี้ห่าวรับมือกับนักฆ่าและพบว่าจี้ห่าวกับนักฆ่าหายไปแล้ว

 

แม้แต่ม้าที่ชายหนุ่มกับจี้ห่าวขี่มาก็ยังไม่รู้หายไปไหน แต่บนพื้นมีรอยเลือดอยู่หลายจุดพร้อมกับแขนเสื้อที่ขาด

 

จี้เทียนซิงจดจำได้อย่างรวดเร็วว่าเศษผ้าสีน้ำเงินนี้เป็นของจี้ห่าว

 

“ไม่รู้ว่าน้องสองเป็นอย่างไรบ้าง เขาจะหนีไปได้หรือเปล่า...”

ชายหนุ่มมีความกังวลใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร หลังจากชั่งน้ำหนักอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ตัดสินใจรีบกลับไปที่เมืองจักรวรรดิก่อน

 

จบบทที่ ตอนที่ 13 เป็นนาง !

คัดลอกลิงก์แล้ว