เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 12 นางฟ้าบนกระเรียนขาว

ตอนที่ 12 นางฟ้าบนกระเรียนขาว

ตอนที่ 12 นางฟ้าบนกระเรียนขาว


ตอนที่ 12 นางฟ้าบนกระเรียนขาว

 

 

ในช่วงวิกฤตที่จี้เทียนซิงกำลังจะถูกแทงด้วยกระบี่ยาว

 

ทันใดนั้นจี้ฮ่าวก็ร้องตะโกนเสียงหลง

“พี่ใหญ่ ระวัง !”

 

เขาพุ่งไปหาจี้เทียนซิงด้วยความรวดเร็วสุดกำลัง และยื่นกระบี่ยาวปัดป้องการโจมตีถึงชีวิตไว้ได้

 

จี้เทียนซิงหนีรอดออกมาได้และกระโจนเข้าไปในป่า

 

จี้ห่าวช่วยเขาปัดป้องกระบี่หมายชีวิตเอาไว้ได้ และถูกล้อมไว้โดยนักฆ่าสวมหน้ากากหลายคนทันที

 

ในขณะที่กวัดแกว่งกระบี่ปะทะกับการโจมตีของนักฆ่าสวมหน้ากาก เขาก็ไม่ลืมที่จะกระตุ้นเตือน  “พี่ใหญ่ นักฆ่าพวกนี้ตามล่าท่าน ท่านหนีไปข้าจะถ่วงเวลาพวกมันไว้เอง !”

 

เมื่อต้องรับมือกับผู้ฝึกยุทธ์พร้อมกันถึง 6 คน เรี่ยวแรงของจี้ห่าวแทบไม่เหลือ อีกทั้งแขนซ้ายยังถูกฟันด้วยกระบี่ โลหิตแดงฉาดเปรอะเปื้อนเสื้อคลุมสีน้ำเงินอันหรูหราในทันที

 

จี้เทียนซิงเห็นว่าน้องชายถูกรุมล้อมโดยนักฆ่าหลายคนและสถานการณ์ก็ยังอันตรายมาก เขาไม่ต้องการปล่อยทิ้งน้องชายไว้เพียงลำพังเพื่อหลบหนีไปคนเดียว

 

แต่เขาก็คิดได้ว่าจี้ห่าวมีพลังมากกว่า การที่ตนเองรั้งอยู่จะยิ่งเป็นการฉุดลากให้น้องชายต้องห่วงพะวงมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

 

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จี้เทียนซิงได้ทำการตัดสินใจและหันหลังกลับหนีไปทันที

 

เขาวิ่งเข้าไปในป่าและวิ่งสุดชีวิตอย่างบ้าคลั่ง  ในตอนนี้ร่างกายของเขาบอบบางราวกับแมวตัวน้อย

 

นักฆ่าสองคนต่อสู้กับจี้ห่าว ส่วนอีกสี่คนก็รีบเข้าไปในป่าหมายจะสังหารจี้เทียนซิงด้วยทุกอย่างที่มีให้จงได้ !

 

ป่าแห่งนี้รกครึ้มหนาแน่นและปกคลุมไปด้วยหนามและวัชพืช  ร่างกายของจี้เทียนซิงที่วิ่งผ่าป่าทึบถูกบาดเป็นรอยแผลมากมายทั่วร่าง โลหิตหลั่งไหลชโลมเสื้อผ้าอันหรูหราจนกลายเป็นสีแดง

 

แต่เขาก็ไม่มีเวลามาสนใจบาดแผล เขาทำได้เพียงวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด

 

ด้วยความสามารถของนักฆ่าทั้งสี่ พวกมันรวดเร็วยิ่ง ไม่นานนักพวกมันก็ตามหลังชายหนุ่มทัน

 

เมื่อจี้เทียนซิงได้เห็นว่าทางข้างหน้าเป็นหน้าผา เขาจึงต้องวิ่งไปทางภูเขาด้วยความสิ้นหวังเท่านั้น

 

หลังจากนั้นประมาณสิบนาทีเขาก็วิ่งหนีไปจนถึงพื้นที่เปิดโล่งในเชิงเขา

 

พื้นที่เปิดโล่ง ณ จุดนี้กินพื้นที่ไม่มากนัก พื้นดินปกคลุมไปด้วยใบไม้หนาและรอบๆเป็นป่าทึบ

 

นักฆ่าทั้งสี่คนก็ยังคงไล่ตามมาจนทันในที่สุด พวกมันแยกย้ายกันกระจายตัวไปรอบๆเพื่อปิดล้อมชายหนุ่มไว้ในพื้นที่เปิดโล่ง

 

“เจ้าเด็กเหลือขอ คิดจะหนีไปไหน ?”

“เฮ้ๆ คราวนี้ข้าอยากจะรู้นักว่าจะหนีไปไหนได้อีก !”

“เจ้าต้องตาย !”

“ร้องขอชีวิตต่อพวกข้าสิ ข้าจะให้เจ้าตายอย่างไม่ทรมานนัก !”

นักฆ่าทั้งหลายคำรามพร้อมกับหัวเราะราวกับแมวหยอกหนูที่หมดทางรอด

 

จี้เทียนซิงไม่มีที่หลบหนีอีกแล้ว หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยว แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ แม้จะต้องตายแต่เขาก็จะสู้จนเฮือกสุดท้ายและไม่มีวันร้องขอความเมตตา

 

เขากระชับกระบี่มังกรโลหิต ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็งไปที่นักฆ่าสวมหน้ากากทั้งหลายและคำรามด้วยความโกรธว่า “ใครส่งพวกเจ้ามาสังหารข้า !”

 

“เหอะ ตายแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง !”

นักฆ่าสวมหน้ากากแสยะยิ้มและฟันไปที่ลำคอของจี้เทียนซิง

 

จี้เทียนซิงรีบต้านรับด้วยกระบี่ทันทีแต่ก็ถูกอีกฝ่ายกระแทกถอยหลังด้วยระดับพลังที่สูงกว่า กระบี่มังกรโลหิตของเขาแทบจะหลุดมือ

 

นักฆ่าที่เหลืออีกสามคนฉวยโอกาสนี้พากันโจมตีชายหนุ่มจนทิ้งบาดแผลกระบี่อันเหวอะหวะหลายแห่งบนร่าง

 

เขาได้รับบาดแผลยาวที่หลังและต้นขา โลหิตแดงฉาดไหลออกมาอย่างต่อเนื่องและย้อมเสื้อผ้าของเขาจนกลายเป็นสีแดง

 

ใบหน้าของจี้เทียนซิงซีดเซียวราวกับกระดาษ เขาทั้งรู้สึกหนาวและมีเหงื่อเย็นซึมเต็มหน้าผาก แต่เขาก็ไม่ยอมล้มลงและพยายามข่มอาการเจ็บปวดอันรุนแรงเอาไว้

 

ตราบใดที่นักฆ่าทั้ง 4 คนนี้เคลื่อนไหวและลงมืออย่างเรียบง่ายอีกเพียงครั้งเดียว เขาจะตกตายทันทีและไม่มีความเป็นไปได้ที่จะรอดชีวิต

 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เหล่านักฆ่ากำลังจะโจมตีอีกครั้งและพรากชีวิตของชายหนุ่มไป   ทุกคนก็ได้ยินเสียงนกที่ชัดเจนสดใส

 

เสียงของนกดังขึ้นจากบนภูเขาและจี้เทียนซิงก็ได้ยินเช่นกัน แต่มันไม่ใช่เสียงของนกธรรมดา

 

วินาทีต่อมา เงาร่างมหึมาก็ลอยมาเหนือศีรษะของทุกคนบดบังแสงอาทิตย์ที่แผดจ้า

 

บนพื้นที่เปิดโล่ง จี้เทียนซิงและนักฆ่าสวมหน้ากากทั้งสี่คนนั้นถูกปกคลุมไปด้วยเงา

 

ทุกคนหยุดการโจมตีและมองขึ้นไปบนท้องฟ้าโดยไม่รู้ตัว

เมื่อได้มองขึ้นไปก็เห็นว่ามันเป็นนกสีขาวขนาดยักษ์ที่มีขนาดใหญ่เท่าบ้านหลังหนึ่งลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือพื้นดินไป 100 เมตรและกำลังมองลงมาจากด้านบน

 

นกยักษ์ตัวนี้มีสีขาว มีเพียงขนบางส่วนและหางเท่านั้นที่มีสีดำและมียอดหงอนสีแดงที่ด้านบนของหัว รูปร่างของมันแทบจะเรียกได้ว่าเหมือนกับนกกระเรียนสีขาว

 

อย่างไรก็ตาม จี้เทียนซิงไม่เคยเห็นนกกระเรียนสีขาวขนาดใหญ่และน่าอัศจรรย์เช่นนี้มาก่อน !

 

นกกระเรียนสีขาวตัวนี้กลับมีขนาดใหญ่เท่ากับบ้านและมีปีกสีขาวที่แผ่กว้างถึง 30 เมตร !

 

ทันใดนั้นเขาก็จดจำได้ว่าเคยเห็นนกยักษ์ตัวนี้ในหนังสือ

 

“นี่คือ…กระเรียนวิญญาณ ? มันน่าจะเป็นสัตว์วิญญาณ กระเรียนขาว !”

 

สัตว์ส่วนใหญ่ที่อยู่รอดในภูเขาและแม่น้ำเป็นสัตว์ร้ายและสัตว์อสูรอันดุร้าย ถึงแม้ว่าพวกมันจะถูกจับเอามาเลี้ยง แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เชื่อง ไม่เหมือนกับสัตว์วิญญาณ พวกมันมีจิตวิญญาณเหมือนมนุษย์และเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ได้

 

จี้เทียนซิงเคยได้ยินมาว่าตระกูลราชวงศ์แห่งรัฐนภากระจ่างเลี้ยงสัตว์วิญญาณหลายชนิด กล่าวกันว่านิกายหนุนสวรรค์ก็มีสัตว์วิญญาณที่ทรงพลังมากมาย แต่นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่เขาเคยได้ยิน ตอนนี้เขาได้เห็นกระเรียนวิญญาณในตำนานตัวเป็นๆเข้าแล้ว  มันเป็นที่เปิดหูเปิดตาและน่าตกใจมาก !

 

ในขณะนี้เองเขาก็ได้เห็นว่าแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของกระเรียนวิญญาณมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ !

 

หัวใจของจี้เทียนซิงรู้สึกตกใจมากขึ้นไปอีกหลังจากเพ่งมองอย่างตั้งใจ เขาพบว่าผู้ที่ยืนอยู่หลังกระเรียนวิญญาณนั้นเป็นหญิงงามที่สวมชุดสีขาวพิสุทธิ์ นางมีท่วงท่าอันงามสง่าและบริสุทธิ์

 

หญิงสาวผู้นี้มีอายุประมาณ 17-18 ปี นางสวมชุดคลุมสีขาวยาวโดยมีเกศายาวดำขลับห้อยลงมาราวกับน้ำตกจนถึงช่วงเอวคอดกิ่วของนาง

 

นางกุมฝักกระบี่สีดำไว้ในมือบอบบางขาวผ่องและมองอย่างไม่แยแสไปที่ผู้คนบนพื้นจากบนหลังกระเรียนวิญญาณ

 

ลมแรงพัดพลิ้วจนชายกระโปรงยาวและเส้นผมยาวสลวยของนางพริ้วไหวไปตามแรงลม นางดูราวกับนางฟ้าที่มิใช่มนุษย์ !

 

จี้เทียนซิงจ้องมองไปที่นางและแสดงออกถึงรูปลักษณ์ที่ลึกซึ้งและรู้สึกทึ่ง หัวใจสูบฉีดและเร่งร้อนขึ้น

 

ชายหนุ่มแน่ใจว่าต่อให้ทอดสายมองไปทั่วทั้งรัฐนภากระจ่างก็ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมกับความงามล่มเมืองของนางได้

 

นางราวกับว่าไม่น่าจะมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ แต่ควรจะอยู่บนสวรรค์ทั้ง 9 เสียมากกว่า !

 

ในเวลาเดียวกันนักฆ่าทั้งสี่ที่เหม่อมองอย่างโง่งมก็เพิ่งจะคืนสติกลับมา พวกมันหันไปมองหน้ากันด้วยความอึ้ง

 

แต่พวกมันก็ไม่ลืมงานและภาระที่แบกไว้ พวกมันกระชับกระบี่และพุ่งเข้าหาจี้เทียนซิงอย่างดุดันเพื่อสังหารเขาให้ได้

 

"ฆ่ามันก่อน !"

“ไปตายซะ เจ้าหนู !”

ประกายกระบี่พวยพุ่งและภูเขาอันเงียบสงัดก็เต็มไปด้วยจิตสังหาร

 

จี้เทียนซิงข่มอาการบาดเจ็บและยกกระบี่ขึ้นหมายจะต้านรับอย่างอ่อนระโหยโรยแรง

 

อย่างไรก็ตาม สาวงามอันน่าตกตะลึงบนหลังกระเรียนวิญญาณก็มีปฏิกิริยาและชักกระบี่ขึ้นมาในทันที

 

“ฟุ่บ !”

เมื่อกระบี่ถูกชักออกจากฝัก คมกระบี่ก็เบ่งบานเป็นประกายเจิดจ้าออกมาอย่างเย็นยะเยือก

 

ฉวัะ ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ !

 

สาวงามผู้น่าตกตะลึงสะบัดลำแสงกระบี่ 4 สายที่เปล่งออกมาจากกระบี่ยาวสามฟุตของนาง ลงมาจากท้องฟ้าและแทงเข้าใส่นักฆ่าสวมหน้ากากทั้ง 4 คน

 

เพียงชั่วพริบตา ลำแสงกระบี่ 4 สายก็แทงทะลุร่างนักฆ่าทั้ง 4 อย่างพร้อมเพรียง

 

พวกมันทั้งหมดแข็งค้างและนิ่งอยู่กับที่ มือที่กุมกระบี่เอาไว้ยังคงค้างอยู่ในอากาศแต่ศรโลหิตฉีดพุ่งบนจากบนศีรษะ

 

ในแววตาของพวกมันทั้งสี่เบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกและล้มลงกับพื้น ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวอีกต่อไป

 

จี้เทียนซิงตกตะลึงและมองดูร่างไร้วิญญาณของนักฆ่าทั้งสี่ด้วยดวงตาที่เบิกกว้างอย่างไม่อาจทำใจเชื่อ

นางเพียงแค่สะบัดกระบี่อย่างรวบรัดก็สามารถสังหารนักฆ่าทั้ง 4 จากระยะ 100 เมตรได้ ?”

ระดับพลังของนางอยู่ที่เขตแดนใดกัน ?!

 

จบบทที่ ตอนที่ 12 นางฟ้าบนกระเรียนขาว

คัดลอกลิงก์แล้ว