- หน้าแรก
- ฮันเตอร์ เจ็ดอารมณ์แปลวิถี
- ตอนที่ 27
ตอนที่ 27
ตอนที่ 27
หลังจากฟังคำอธิบายของอิลูมิ ซิลเวอร์ก็หลับตาลงนิ่งเงียบตกอยู่ในภวังค์
เนิ่นนานผ่านไป เขาจึงลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน
“พ่อไม่สนว่าสิ่งที่ลูกพูดมาจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”
“แต่ลูกต้องจำไว้ว่า ลูกคือสมาชิกคนหนึ่งของตระกูลโซลดิ๊ก”
ซิลเวอร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอิลูมิ ราวกับต้องการประทับคำพูดนี้ลงไปในส่วนลึกของจิตใจอีกฝ่าย
อิลูมิหลับตาลงพลางยิ้มละไม เขารู้ดีว่าซิลเวอร์ไม่มีทางเชื่อคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย รวมถึงคนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็คงไม่มีใครเชื่อคำแก้ตัวพวกนั้นจริงๆ
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็นคนของตระกูลโซลดิ๊ก และครอบครัวก็เลือกที่จะโอบอุ้มเขาเอาไว้
“ผมเข้าใจครับ”
อิลูมิลืมตาขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวกลับห้องได้หรือยังครับ?”
ซิลเวอร์จ้องมองอิลูมิอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ลำบากหน่อยนะ กลับไปพักผ่อนเถอะ”
เมื่อได้รับอนุญาตจากซิลเวอร์ อิลูมิก็หันหลังเดินตรงไปยังประตูห้องและจากไปเพียงลำพัง
“อิลูมิพูดความจริงไม่หมด ทำไมคุณถึงปล่อยเขาไปง่ายๆ แบบนั้นล่ะ?”
คิเคียวหันไปมองซิลเวอร์ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่อยากให้อิลูมิหลุดจากการควบคุมของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
ซิลเวอร์ทอดสายตามองไปยังสวนด้านนอกที่เต็มไปด้วยหมู่มวลไม้และกลิ่นอายของดอกไม้จางๆ มองแผ่นหลังของอิลูมิที่ค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“เปล่าประโยชน์ อิลูมิไม่มีทางพูดหรอก”
คำพูดของเขาทำให้คิเคียวขมวดคิ้ว เธอเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ
“คุณเองก็เลิกคิดที่จะเก็บเขาไว้ข้างตัวตลอดเวลาได้แล้ว”
ซิลเวอร์หันมาสบตาคิเคียว น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง
“อิลูมิไม่เหมือนใคร เมื่อเทียบกับเด็กทั่วไปแล้ว เขามีความคิดเป็นของตัวเองตั้งแต่ยังเล็กมาก”
“ทุกเรื่องที่เขาทำ ทุกการกระทำล้วนมีจุดมุ่งหมายแฝงอยู่เสมอ”
“เขาไม่มีทางถูกใครคนใดคนหนึ่ง หรือขั้วอำนาจไหนควบคุมได้หรอก”
อิลูมิเดินเพียงลำพังอยู่ในสวนหลังบ้านบนภูเขาคูคูลู เขาเงยหน้ามองยอดไม้สีเขียวขจีที่บดบังแสงแดดจนเหลือเพียงรำไร ยามสายลมพัดผ่าน ใบไม้ก็ส่งเสียง “ซ่า” ดังระงม เกิดเป็นระลอกคลื่นสีเขียวพริ้วไหวไปมา
“ต่อไป ก็ถึงเวลาปลุกพลังเน็นแล้วสินะ”
เขาครุ่นคิดกับตัวเอง สิ่งแรกที่ต้องทำในตอนนี้คือการปลุกพลังเน็นให้ตื่นขึ้น ในเมื่อเขาสามารถใช้สี่มหาวิถีซึ่งเป็นพื้นฐานของเน็นได้อย่างชำนาญแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการค้นหาความสามารถเฉพาะตัว
พื้นฐานสี่มหาวิถีไม่จำเป็นต้องฝึกจนถึงขั้นบรรลุขีดสุด ขอเพียงแค่ผู้ฝึกสามารถหยิบจับนำออกมาใช้ได้อย่างอิสระก็เพียงพอแล้ว เพราะการจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดในด้านพื้นฐานนั้นต้องอาศัยการฝึกฝนและสะสมประสบการณ์นานนับปี
แต่เน็นไม่ได้มีแค่การฝึกพื้นฐาน การปลุกความสามารถเฉพาะตัวให้ตื่นขึ้นเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อตัวบุคคลมากเท่านั้น
ความสามารถเน็นเปรียบเสมือนปืน ระดับความอันตรายระหว่างคนที่มีปืนกับคนที่ไม่มีปืนนั้นห่างกันคนละชั้น
หากไม่ปลุกความสามารถออกมา ต่อให้คนคนนั้นจะฝึกพื้นฐานเน็นจนถึงขีดสุด มันก็เป็นเพียงแค่การสวมเสื้อกันกระสุนเท่านั้น
มีแต่โล่แต่ไร้ซึ่งหอก ย่อมไม่มีความน่าเกรงขาม ยิ่งไปกว่านั้น หอกบางชนิดยังสามารถทะลวงผ่านการป้องกันของโล่เพื่อโจมตีโดยตรงได้อีกด้วย
อิลูมิเดินไปพลางใช้ความคิดไปพลาง ไม่นานนักเบื้องหน้าก็ปรากฏศาลานั่งเล่น
ภายในศาลากลางสวนมีโต๊ะหินตั้งอยู่ บนโต๊ะจัดวางชุดน้ำชาครบเซ็ต ทั้งจอกน้ำชาไม้จันทน์ กาน้ำชา และถาดรอง
‘นี่คงไม่ใช่ชุดน้ำชาของคุณปู่หรอกนะ?’
อิลูมิคิดในใจพลางยกยิ้มที่มุมปาก เขานั่งลงบนม้านั่งหิน หยิบจอกน้ำชาไม้จันทน์มาวางตรงหน้า จากนั้นก็หยิบกระติกน้ำร้อนมารินน้ำจนเต็มจอก
“ฟึ่บ!”
ใบไม้ใบหนึ่งร่วงหล่นลงมา แขนขวาของอิลูมิขยับวูบเดียว ใบไม้ใบนั้นก็ถูกคีบอยู่ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลางเรียบร้อยแล้ว
“ขอยืมใช้หน่อยแล้วกัน”
เขาหย่อนใบไม้ลงในจอกน้ำชาอย่างเบามือ ปล่อยให้มันลอยอยู่เหนือผิวน้ำ
อิลูมิประคองจอกน้ำชาด้วยมือทั้งสองข้าง ออร่าในร่างกายค่อยๆ ถูกปล่อยออกมาห่อหุ้มจอกน้ำชาเอาไว้
“ซ่า... ซ่า...”
ใบไม้ในจอกน้ำชาส่งเสียง “ซ่า” แผ่วเบา พร้อมกับมีควันสีดำลอยกรุ่นออกมา จากนั้นมันก็ฉีกขาดออกจากกันเป็นเจ็ดส่วนอย่างกะทันหัน
“ซ่า... ซ่า...”
ความเปลี่ยนแปลงยังไม่จบเพียงเท่านี้ ใบไม้ที่ขาดเป็นเจ็ดส่วนเริ่มส่งควันออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นควันเจ็ดสีพวยพุ่งขึ้นมา ควันเหล่านั้นค่อยๆ กระจายหายไปในอากาศ ส่วนใบไม้ในจอกน้ำชาก็แหลกสลายกลายเป็นผงธุลีในพริบตา
“นี่คือ... ควันที่เป็นตัวแทนของอารมณ์ทั้งเจ็ด”
อิลูมิศึกษาเรื่องควันที่เป็นตัวแทนของอารมณ์ต่างๆ มาอย่างยาวนาน ย่อมเข้าใจดีว่าควันแต่ละสีหมายถึงอะไร
สีน้ำเงินคือโลภะ สีชมพูคือความริษยา สีแดงคือความตะกละ สีเขียวเข้มคือความเกียจคร้าน สีเหลืองคืออัตตา, สีม่วงคือราคะ และสีเขียวอ่อนคือความโทสะ
“สายพิเศษ”
ในที่สุดอิลูมิก็ได้รับคำตอบว่าตัวเองจัดอยู่ในกลุ่มผู้ใช้เน็นสายพิเศษจากทั้งหมดหกสาย
“แต่จะพัฒนามันออกมายังไง คงต้องใช้เวลาศึกษาให้มากกว่านี้”
อิลูมิใช้นิ้วแตะน้ำในจอก สีของน้ำไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย เขาจึงยื่นลิ้นออกมาเลียดูเบาๆ
“ไม่มีสี แถมยังไม่มีรสชาติด้วยแฮะ”
อิลูมิเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขานึกว่าการแสดงผลที่ดูพิเศษขนาดนี้ รสชาติของน้ำก็น่าจะเปลี่ยนแปลงไปหลายรูปแบบเสียอีก
“ซ่า...”
เขาหยิบจอกน้ำชาเทน้ำทิ้ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปตามทางเดินเล็กๆ ในสวน ขั้นตอนต่อไปคือการขัดเกลาพื้นฐานของตัวเองควบคู่ไปกับการพัฒนาความสามารถ ซึ่งก็คือสี่มหาวิถีและเทคนิคการต่อสู้ด้วยเน็น
“น่าเสียดาย ที่ตอนนี้ยังไม่มีเกมเกรีดไอส์แลนด์”
อิลูมิพยายามย้อนรำลึกความทรงจำ ตอนนี้จินน่าจะอายุประมาณ 13 ปี และเพิ่งจะเริ่มสร้างเกมเกรีดไอส์แลนด์เท่านั้น
กรีดไอส์แลนด์คือวิธีที่นุ่มนวลที่สุดในการขัดเกลาฝีมือของผู้ใช้เน็น แต่น่าเสียดายที่จินในตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มโปรเจกต์เกมนี้เลย
“ครืด...”
ในขณะที่กำลังเดินกลับไปยังคฤหาสน์หลัก อิลูมิก็ชะงักฝีเท้า เขาหยิบโทรศัพท์ที่กำลังสั่นรัวออกมา หน้าจอแสดงเบอร์ที่ไม่รู้จัก
อิลูมิกดรับสาย เสียงสัญญาณ “ติ๊ด” ดังขึ้นพร้อมกับการเชื่อมต่อ
“คุณอิลูมิ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
น้ำเสียงที่ทุ่มต่ำแต่มั่นคงดังขึ้น ในหัวของอิลูมิปรากฏภาพลักษณ์ของชายวัยกลางคนคนหนึ่งขึ้นมาทันที
“อัดกินส์ คอเธอร์”
อิลูมิเรียกชื่ออีกฝ่ายช้าๆ
“คุณอิลูมิความจำดีจริงๆ ที่ยังจำคนแก่อย่างผมได้”
ณ ตึกสำนักงานใหญ่ของคอเธอร์กรุ๊ป อัดกินส์ยืนอยู่หน้ากระจกหน้าต่างบานใหญ่ในมือถือซิการ์ที่มีควันสีขาวลอยฟุ้ง พลางก้มมองเมืองที่ทั้งรุ่งโรจน์และโสโครกเบื้องหน้า
“ผมติดต่อมาเพื่อตอบแทนคุณ”
คำพูดของอัดกินส์ลอยเข้าหูอิลูมิ ทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า
“ระหว่างเรามีเพียงแค่เรื่องธุรกิจเท่านั้น”
“ผมทราบดีครับ เพราะอย่างนั้นผมเลยหาธุรกิจอีกอย่างมาให้คุณไงล่ะ”
อิลูมิไม่ได้เอ่ยขัด เขาเงียบเพื่อรอฟังประโยคต่อไป เมื่ออัดกินส์ไม่ได้รับการซักถามจากปลายสาย เขาก็ส่ายหน้าเบาๆ แล้วพูดต่อ
“ดูเหมือนว่าช่วงนี้การตายของฟิตซ์ เจอรัลด์ จะทำให้ใครบางคนพุ่งเป้ามาที่ผม”
“คนในตระกูลเจอรัลด์บางส่วนสงสัยว่าผมเป็นคนจ้างนักฆ่า เพราะฉะนั้นตอนนี้หัวของผมเลยดูจะไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่”
อิลูมิขมวดคิ้วแน่นขึ้นเมื่อได้ยินแบบนั้น แล้วเอ่ยเสียงเข้ม
“ผมไม่ใช่บอดี้การ์ด ถ้าอยากให้ฆ่าใครก็พูดมาตรงๆ”
“ไม่ต้องพูดอ้อมค้อม เพราะเรื่องพวกนั้นมันไม่เกี่ยวกับผม”
“ฮ่าฮ่าฮ่า คุณอิลูมิเป็นคนตรงไปตรงมาดีจริงๆ”
อัดกินส์หัวเราะออกมาคำหนึ่ง ก่อนที่น้ำเสียงจะเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“ลูกสาวคนโตของฟิตซ์ เจอรัลด์... เฟลิเซีย เจอรัลด์”
“หลังจากฟิตซ์ เจอรัลด์ตาย ลูกสาวคนโตของเขาก็บินด่วนจากสาธารณรัฐเอดีเม่กลับมาที่ตระกูลทันที”
“ตอนนี้เธอเข้ามาดูแลกิจการทุกอย่างของเจอรัลด์กรุ๊ป และโปรเจกต์นั้นก็ยังอยู่ในมือของเจอรัลด์กรุ๊ปเหมือนเดิม”
“สรุปก็คือ เรื่องคราวที่แล้วมันยังไม่จบ ผมต้องการจ้างคุณอีกครั้ง เพื่อลอบสังหารเฟลิเซีย เจอรัลด์”